หน้าแรก / สาระน่ารู้

สาระน่ารู้

รู้แล้วรีบแชร์ต่อ!!! อยากให้แฟนรักแฟนหลง ท่องไว้ซะ ” 7 คาถามหาเสน่ห์” เพิ่มเสน่ห์ เสริมดวง คนรอบข้างเอ็นดูให้กับชีวิต!!?(รายละเอียด)

“โอม รักกู หลงกู”อย่าพึ่งตกใจนะคะ ไม่ได้มาทำของใส่หรอกค่ะ เพราะวันนี้เราได้นำ คาถามหาเสน่ห์ มาฝากกันค่ะ เพราะเรื่องไสยศาสตร์ คาถาเวทมนต์ เป็นความเชื่อส่วนบุคคล ควรใช้วิจารณญาณในการอ่าน และมีไว้เพื่อเพิ่มเสน่ห์ เสริมดวง ให้คนรอบข้างเอ็นดู ซึ่งวันนี้เรารวบรวมมาทั้งหมด 7 คาถาแล้วแต่จะเลือกนำไปใช้ เพื่อการยึดเหนื่ยวจิตใจพร้อมที่จะไปเพิ่มเสน่ห์กันหรือยังคะ ถ้าพร้อมแล้วจุดธูปจุดเทียน พนมมือไว้ แล้วไท่องคาถาพร้อมกันเลยค่ะ พระคาถามหาเสน่ห์ เป็นคาถาพุทธคุณ (คุณของพระพุทธเจ้า) ที่จะต้องท่องนะโม 3 จบก่อน แล้วจึงท่องพระคาถาตามดังนี้ พุทโธ จับจิต ธัมโม จับใจ สังโฆ รักใคร่ พุทโธ มามา ธัมโม มามา สังโฆ มามา นะเมตตา โมเห็นหน้ารักสนิท พุทจับจิต ธามิให้กำจัด ยะกระหวัดจิต…(ชื่อคนรัก)…รักอย่าละ ชีวิตัง ยาวะนิพพานัง สะระนังคัจฉามิ ฯ เวลาที่จะใช้คาถาพุทธคุณบทนี้ แนะนำให้สวดภาวนาพร้อมกับสีผึ้งทาปากหรือลิปสติกก่อนที่จะไปติดต่อพูดคุย เพราะเชื่อกันว่าจะทำให้เกิดความรักใคร่เป็นมหานิยมคนรักคนหลงเป็นมหาเสน่ห์ แนะนำสำหรับคนที่อยากค้าขายค่ะ ส่วนเซ็ตนี้เป็น คาถามหาเสน่ห์ในกลุ่มชายหนุ่มหลงใหลหญิงสาว คาถาด้านล่างนี้ใช้ได้ทั้งกับสาวโสดหนุ่มหงอย และหนุ่มสาวที่รักกันแล้วแต่อยากเพิ่มเติมความหวานให้แก่กันนะคะ คาถามหาเสน่ห์ (เจอ) รักแท้ โอมนะโมพุทธายะ พุทธัง สระติ ธัมมัง สะระติ สังฆัง สะระติจิตตังสะมาเรมะมะเอทิเอหิชัยยะ เอหิสัพเพชะนา พะหูชะนา เอหิ คาถาแรกนี้จัดมาให้กับบรรดาคนโสดโดยเฉพาะ หากกำลังจะออกไปเจอคนที่หมายปอง แค่ท่องคาถานี้ใส่ลูกอมก่อน เมื่อเจอหน้ากันก็หยิบลูกอมเม็ดนี้มาอม เชื่อกันว่าเขาจะเกิดอาการปิ๊งๆ กลับมาแน่นอน คาถามนต์รักมหาเสน่ห์ โอม นะ ปะ โร รันนะขุเภติ พุทธัง สะระติ จิตตัง สมาคะมา ธัมมัง สะระติ จิตตัง สมาคะมา สังฆัง สะระติ จิตตัง สมาคะมา ว่ากันว่าคาถาบทนี้จะได้ผลดีก็เมื่อท่องใส่ช่อดอกไม้ที่จะนำไปให้คนที่หมายปอง เพราะเมื่อเขาได้สูดดมกลิ่นหอมเข้าไปจะทำให้หลงเสน่ห์ และมอบความรักกลับมา ถ้าอยากรู้ว่าจะเป็นจริงไหม ลองนำไปทำตามกันดูนะคะ คาถามหาเสน่ห์รักมากเดิมร้อยเท่า จัดว่าเป็นคาถาที่ได้รับความนิยมมากที่สุด เพราะเท่าที่ค้นคว้าข้อมูลมาให้ การันตีเป็นเสียงเดียวกันว่า ใช้แล้วเห็นผลดีมานักต่อนัก เพียงแค่ภาวนาคาถานี้ 3 จบ ก่อนออกไปพบคนที่เราหมายปอง เขาก็จะให้ความรักเรากลับมา จันโทอะภกันตะโร ปิติ ปิโย เทวะมนุสสานัง อิตภิโยปุริ โส มะ อะ อุ อุ มะ อะ อิสวาสุ อิกะวิติ คาถาผัวรักผัวหลง โอม นะจิตตัง เห็นหน้า…(ชื่อ)…รักสนิท ธาจับจิต ยะจับใจ…(ชื่อ)…นะหลงใหล จับใจ…(ชื่อ)…ให้มารัก นะโมพุทธายะ ใครมีคู่แล้วต้องบทนี้ เพราะเชื่อว่าบทนี้จะช่วยทำให้เขาคนนั้นยิ่งรักยิ่งหลง วิธีใช้งานก็ง่ายๆ แค่สวดวันละ 3 จบ ส่วนจะท่องเวลาไหนก็แล้วแต่เราค่ะ แต่ขอให้ท่องทุกวันเชื่อเถอะค่ะว่าจะรักจะหลงคุณอย่างแน่นอน คาถาขุนแผนมหาเสน่ห์ คาถาบทนี้ สวดสั้นๆ แต่เจ๋งนะคะ “เอหิมะมะ นะโมพุทธายะ นะมะพะทะ” เพราะขึ้นชื่อว่าขุนแผน เวลาท่องก็ต้องนึกถึงชายหนุ่มที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ชวนหลงใหล โดยคาถาบทนี้สามารถใช้ท่องกับของส่วนตัวชิ้นไหนของเราก็ได้ จากนั้นใช้ของชิ้นนั้นนะคะ เชื่อว่าจะเป็นการช่วยเพิ่มเสน่ห์ คาถาเอ็นดูมหาเสน่ห์ คาถาเสริมเสน่ห์เพิ่มความเอ็นดูให้กับพ่อ แม่ ของแฟนเราค่ะ วิชชาจะระณะสัมปันโน อิติปิโสภะคะวา ปิยะเทวะมนุสสานังปิโยพรหมานะ มุตตะโม ปิโยนาคะ สุปัณณานัง ปิณินทะริยัง นะมามิหัง นะเมตตา โมกรุณา พุทปรานี ธายินดี ยะเอ็นดู คาถาบทนี้ควรรู้ไว้ พกติดตัวหรือท่องก่อนออกไปพบผู้หลักผู้ใหญ่จะทำให้ท่านเกิดความรัก ความเอ็นดู หรือจะใช้ตอนที่ต้องเข้าไปพบพ่อ-แม่แฟนหรือสามีที่บ้านก็เลิศไม่น้อย คาถามหาเสน่ห์ที่ว่ามานี้เป็นเพียงความเชื่อส่วนบุคคลนะคะ ควรท่องบทสวดมนต์ก่อนนอนทุกวัน เพื่อให้ใจสงบ ท่องเช้าเย็น จะเจอเรื่องดีๆ ถ้าท่องแล้วสบายใจไม่ทำให้ใครเดือดร้อนก็ทำเถอะ แต่สิ่งที่เราทั้งหลายควรทำมากที่สุด คือการดูแลตัวเองให้ดี ประพฤติดีประพฤติชอบ และมอบความรักให้แก่กันด้วยความจริงใจ ผลของความดีจะส่งเสริมให้คุณมีชีวิตที่เจริญรุ่งเรืองใครเห็นก็ต่างรักใคร่เอ็นดูเช่นกัน เพียงแค่นี้ คาถาไหนๆ ก็สู้ไม่ได้แล้วละค่ะ ถึงอย่างไรก็ตามเรา ควรจะมีสติทุกอย่างก้าวในการใช้ชีวิต เพื่อที่ว่าเวลามีปัญหาเข้ามาเราจะได้แก้ไขหรือผ่านปัญหาต่างๆนั้นได้ค่ะ ขอบคุณข้อมูลจาก : www.goosiam.com, www.rakjung.com, blog.eduzones.com/lunla, horoscope.sanook.com, บทสวดมนต์-คาถา.blogspot.com, board.palungjit.org

อ่านเพิ่มเติม »

เพื่อนบ้านซื้อขิงประจำแต่ไม่เคยเห็นเอามากิน ผ่านไป 1 เดือนเห็นเธออีกครั้งก็ต้องอิจฉา โรคที่รุมเร้าหายไปหมด จนเหมือนอายุเด็กลงไป 20 ปี

เพื่อนบ้านซื้อขิงประจำแต่ไม่เคยเห็นเอามากิน ผ่านไป 1 เดือนเห็นเธออีกครั้งก็ต้องอิจฉา โรคที่รุมเร้าหายไปหมด จนเหมือนอายุเด็กลงไป 20 ปี ขิงสด เป็นส่วนประกอบที่พบในอาหารบ่อยๆโดยเฉพาะอาหารจีน ไม่ว่าจะเอาไปประกอบอาหารหรือต้มน้ำแกง เพื่อนบ้านของฉันไม่เคยเอามาทำอาหารสักครั้ง แต่ 1 เดือนผ่านไปพอถามเธอก็บอกว่า.. 1. ทุกวันเธอจะแช่เท้าในน้ำขิง จนเท้าหมดกลิ่น ใส่ขิงสดลงในน้ำอุ่นอุณหภูมิพอเหมาะแล้วใช้แช่เท้า จะทำให้กลิ่นเท้าหายไป ถ้ากลิ่นเหม็นมากอาจจะเติบน้ำส้มสายชูลงไปด้วยได้ การแช่เท้าในน้ำอุ่นเช่นนี้ ยังช่วยให้ระบบหมุนเวียนโลหิตทำงานได้ดีในฤดูหนาว ลดการขยายตัวของหลอดเลือด ทำให้ความดันเลือดต่ำลง ถ้าที่บ้านมีผู้สูงอายุที่มีความดันโลหิตสูง สามารถลองเอาเท้าแช่น้ำขิงดู 2. เอาขิงสดๆหนึ่งแผ่นแปะไว้ที่พุง จะทำให้ไม่เมารถ ขิงสดสามารถช่วยในการขับพิษ เพราะขิงมีซิงเจอโรน (Zingerone) แก้อาการคลื่นไส้อาเจียน ส่วนบริเวณสะดือก็เป็นจุดที่หลอดเลือดดำมารวมตัวกัน แถมผิวหนังบริเวณนี้จะบางกว่าที่อื่น ทำให้มีประสิทธิภาพมาก เพราะงั้นก่อนขึ้นรถลงเรือ เอาขิงสดแผ่นๆไปแปะไว้ที่พุง จะช่วยป้องกันอาการเมารถเมาเรือได้ 3. เธอเอาขิงสดแปะไว้ที่สะดือ ทำให้พุงเล็กลงทุกวันๆ ขิงสามารถทำให้พุงของคุณเล็กลงได้ เพราะขิงสามารถรักษาอาการท้องผูกได้ ยังช่วยทำให้ระบบหมุนเวียนโลหิตทำงานดีขึ้น เร่งการเคลื่อนไหวของระบบทางเดินอาหาร ทำให้เกิดอุจจาระและถูกขับออกมา ลองทำดูวันที่ 2 ก็จะเห็นผล หรืออย่างช้า 3 วันก็จะช่วยแก้ปัญหาอาการท้องผูกได้ 4. เธอใช้ขิงสดสระผม รังแคก็หายไป ใช้ขิงสดนวดหนังศีรษะเบาๆ จากนั้นค่อยใช้น้ำขิงอุ่นๆสระผม สามารถช่วยป้องกันรังแค แถมเป็นธรรมชาติยิ่งกว่ายาสระผมใดๆ 5. เธอเอาขิงสดแปะไปที่เอว เอวก็ไม่ปวดอีก เวลากลางวันต้องนั่งหน้าคอมพิวเตอร์ติดต่อกันนานๆ ทำให้ปวดคอปวดเอว บางทีปวดจนนอนไม่หลับ ต้มน้ำขิงข้นๆ ใส่เกลือและน้ำส้มสายชูเล็กน้อย จากนั้นเอาผ้าขนหนูชุบลงไปแล้วบิดพอหมาด เอามาพันหรือประคบบริเวณที่ปวด ทำซ้ำหลายๆครั้ง ก็จะทำให้กล้ามเนื้อบริเวณนั้นผ่อนคลาย เลือดไหลเวียนได้ ช่วยแก้อาการปวดเมื่อย หรือจะเอาขิงสดมาแปะโดยตรงก็ได้ ที่มา; LIEKR

อ่านเพิ่มเติม »

อาหาร5อย่างที่ไม่ควรนำมากินกับกล้วยหอม อาจเกิดอันตรายถึงขั้นเสียชีวิต

ข้อดีของการกินกล้วยหอมทุกวัน 1. กินกล้วยหอมสามารถป้องกันและรักษาอาการความดันโลหิตสูง เนื่องจากกล้วยหอมอุดมไปด้วยโพแทสเซียม ทำให้โซเดียมไอออนที่มากเกินไปในร่างกาย ถูกขับออกมา ทำให้ความดันโลหิตต่ำลง อีกอย่างที่ทำให้ความดันโลหิตลดลงก็คือแคลเซียม เพราะงั้นแค่เอากล้วยมาหั่นเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วเอาไปปั่นกับนมที่มีแคลเซียมก็จะกลายเป็นเครื่องดื่มที่ต่อต้านความดันโลหิตสูงได้อย่างดี 2. เพิ่มภูมิคุ้มกัน ป้องกันมะเร็ง โปรตีนในกล้วยหอมสามารถช่วยกระตุ้นให้เซลล์ T แตกตัว ทำให้ภูมิคุ้มกันมะเร็งในร่างกายเพิ่มขึ้น แถมมันสามารถถูกดูดซึมได้โดยตรงในระบบทางเดินอาหาร ไม่เหมือนโปรตีนชนิดอื่นๆที่จะโดนย่อยสลายลง เพราะงั้นจึงมีประสิทธิภาพในการต่อต้านมะเร็ง 3. กล้วยหอมสามารถป้องกันและแก้ไขปัญหาท้องผูก กล้วยหอมมีส่วนประกอบของเส้นใยมากมาย กระตุ้นการเคลื่อนไหวของระบบทางเดินอาหารเพิ่มปริมาณของอุจจาระ ช่วยในการขับถ่าย แพทย์แผนจีนเตือนว่าเวลาท้องว่างไม่ควรกินกล้วยหอม 4. ก่อนกินข้าวกินกล้วยหอมสามารถช่วยลดน้ำหนัก การกินกล้วยหอมทำให้อิ่มได้ง่าย กล้วยหอมลูกนึงจะมีแคลอรี่ประมาณข้าวครึ่งจาน เพราะงั้นหลายๆคนจึงเอากล้วยหอมมาเป็นอาหารลดน้ำหนัก แต่การลดน้ำหนักไม่ควรกินแต่กล้วย ต้องรับประทานอาหารชนิดอื่นที่ให้แคลอรี่ต่ำๆด้วย เพื่อหลีกเลี่ยงการที่ร่างกายได้รับสารอาหารไม่เพียงพอ เพราะถ้าต้องเสียร่างกายที่แข็งแรงไป ยังไงก็ไม่คุ้ม 5. กล้วยหอมมีส่วนประกอบของธาตุโบรอน เวลาร่างกายเหนื่อยล้าการกินกล้วยหอมจะช่วยให้กลับมามีแรง ในขณะเดียวกันกล้วยหอมมีสาร serotonin ซึ่งเป็นสารเคมีที่สามารถป้องกันแผลในกระเพาะอาหารสามารถลดปริมาณกรดที่จะไปกระตุ้นผนังกระเพาะอาหารได้ ถือเป็นอาหารในอุดมคติของผู้ป่วยที่เป็นโรคเกี่ยวกับกระเพาะอาหาร กล้วยหอมห้ามกินกับอะไร กล้วยหอมห้ามกินกับโยเกิร์ต การรับประทานพร้อมกันจะผลิตสารก่อมะเร็งได้ง่าย กล้วยหอมห้ามกินกับมันฝรั่ง ถ้ากินด้วยกันจะเกิดกระ และผื่นแดงที่ข้างจมูก (ผื่นปีกผีเสื้อ) กล้วยหอมห้ามกินกับเผือก กินด้วยกันจะทำให้ท้องอืด กล้วยหอมห้ามกินกับเนื้อวัว กินด้วยกันจะทำให้ปวดท้อง กล้วยหอมห้ามกินกับมันเทศ กินด้วยกันจะเกิดปฏิกิริยาทางชีวเคมีที่ไม่พึงประสงค์ทำให้ร่างกายไม่สบาย ขอบคุณ : greannews

อ่านเพิ่มเติม »

ระวังอันตรายกว่าที่คิด! ภัยแฝงจาก “น้ำยาปรับผ้านุ่ม” โรคภัยที่ไม่มีใครบอกคุณ!!

ว่ากันด้วยเรื่องน้ำยาปรับผ้านุ่ม ถือเป็นผลิตภัณฑ์ที่ใช้กันเกลื่อนเกือบทุกบ้านเลยทีเดียวเชียว มีกลิ่นหอมและสูตรที่หลากหลายออกมามากมาย จนมองไม่เห็นภัยแฝงที่ตามมา สืบเนื่องจากตัวผู้เขียนเอง ได้รักษาซีสต์ที่มดลูกด้วยวิธีโภชนาบำบัดจาหมอหมอนอกกระลา (ความรู้เจ๋งๆ ที่เรานำมาแบ่งปันเป็นประจำ) กระทั่งซีสต์หาย แต่มีข้อข้องใจอยู่หนึ่งอย่างนั่น คือ ทำไม หมอ Santi Manadee จึงมีข้อห้ามแปลกๆ นั่นคือ ห้ามใช้น้ำยาปรับผ้านุ่ม และห้ามใช้น้ำยาขัดเบาะ กระทั่งวันนี้เราได้ค้นพบคำตอบ ถึงที่มาของภัยร้ายจากน้ำยาปรับผ้านุ่มแล้ว จะเป็นอย่างไรนั้นมาดูกันเลย หมอนอกกะลา ตอน….ชำแหละ น้ำยาปรับผ้านุ่ม ผมขอให้ภรรยาหยุดการใช้สารเคมีใดๆ ในบ้าน เธอก็ไม่ยอมเชื่อสักที สงสัยจะดื้อเหมือนผม เอ๊ะ! หรือน่าจะมากกว่า ก็เลยต้องหาคำอธิบายให้เธอเข้าใจว่ามันทำอะไรกับเราและคนที่เรารัก และผมก็มีทั้งลูกชายและลูกสาว ผมก็ไม่อยากให้ลูกสาวผมใจแตกก่อนวัย และลูกชายก็ยังคงเป็นผู้ชายอยู่ขี้เกียจทำใจเพราะน้ำมือของคุณแม่ของเขาเองเวลาลูกชายเกิดเปลี่ยนไป เหตุคือมันออกฤทธิ์เหมือน ฮอร์โมนเพศหญิง Estrogen นั่นแหละครับ ให้สวยได้น้ำมะพร้าว ถั่วเหลืองและผลิตภัณฑ์จากถั่วเหลือง และ น้ำยาขัดเบาะรถด้วย แหล่มเลยครับ ฮอโมนเพศหญิงแล้วยังไง? รู้หรือไม่ว่าในน้ำยาปรับผ้านุ่มนั้นมีฮอร์โมนเพศหญิงทั้งนั้นเลย เราก็เลยต้องหาข้อมูลกันนานเลยทีเดียวเพื่อปราบความดื้อรั้นและให้เธอได้มองเห็นภาพในอนาคตที่อาจจะเกิดกับทุกคนโดยหาสาเหตุไม่เจอแล้วก็ไปหายามาทำลายตับไตกันอีก แล้วคุณเคยเห็นฉลากมั้ยว่าเขาใส่อะไรลงไปบ้าง ถ้าไม่เคยสังเกต ถ้างั้นผมชวนเราๆ ด้วยเลยนะครับ มาดูกันเลย ประโยชน์ของน้ำยาปรับผ้านุ่ม น้ำยาปรับผ้านุ่ม ช่วยให้ผ้ามีความเรียบ นุ่ม ป้องกันการเกิดไฟฟ้าสถิตช่วยให้รีดได้ง่ายลดการยับของผ้า จึงทําให้สิ่งสกปรกติดเนื้อผ้ายากขึ้น และทําให้ผ้าเปียกน้ำยากขึ้น น้ำยาปรับผ้านุ่มทำงานอย่างไร? น้ำยาปรับผ้านุ่มทำงานโดยการเคลือบพื้นผิวของเส้นใยผ้าที่มีชั้นบางของสารเคมี ซึ่งสารเคมีเหล่านี้มีคุณสมบัติในการหล่อลื่นจึงทำให้เส้นใยนุ่มนวลและป้องกันการสะสมของไฟฟ้าสถิต แถมยังมีสารที่ทำให้หน้าเตารีดเกิดไฟฟ้าสถิตเล็กน้อยเพื่อทำให้ไม่เกิดแรงต้านทานระหว่างการรีดผ้า จึงช่วยลดรอยยับในเสื้อผ้าได้เล็กน้อย ส่วนประกอบสำคัญ ส่วนประกอบสำคัญที่ช่วยให้น้ำยาปรับผ้านุ่มมีคุณสมบัติดังกล่าวคือ กรดมันน้ำ ซึ่งกรดน้ำมันนี้จะยังคงติดคงทนอยู่ในเนื้อผ้าแม้ว่าจะผ่านการซักน้ำและรีดแล้วก็ตาม แต่สิ่งที่ที่ร้ายไปกว่านั้นน้ำมันนี้อาจซึมเข้าสู่ร่างกายทางผิวหนังของคุณ หรือจากการสูดดม นอกจากนี้น้ำยาปรับผ้านุ่มยังประกอบด้วยสารเคมีที่เป็นอันตรายอีกหลายชนิดได้แก่ เอทิลเอซิเทต, เบนซิน เอซีเทต, เบนซิน แอลกอฮอล์ ,เอทานอลและคลอโรฟอร์ม โดยสารเคมีเหล่านี้ต้องควบคุมให้ใช้ในปริมาณที่เหมาะสม เพราะเป็นพิษต่อร่างกายก่อให้เกิดการระคายเคืองและทำลายสุขภาพ มีพิษต่อระบบทางเดินหายใจ ทำให้รู้สึกมึน และเวียนศีรษะ ทำลายตับ ไต โรคโลหิตจาง ซึ่งมีผลต่อระบบประสาทและร้ายที่สุดอาจก่อให้เกิดมะเร็งได้ เมื่อได้รับสารเคมีทั้ง ๕ ชนิดเข้าสู่ร่างกาย จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง? 1. สารเอทิลอะซีเตท (Ethyl acetate) ไอระเหยของมันอาจทำให้เกิดอาการง่วงซึมและเวียนศีรษะ ทำให้เกิดการระคายเคืองที่ผิวหนัง ตา และทางเดินหายใจ ใครที่มีอาการเหล่านี้บ่อยๆ แนะนำให้ลองสังเกตตัวเอง และลองปรับเปลี่ยนการใช้ผลิตภัณฑ์น้ำยาปรับผ้านุ่ม 2. สารคลอโรฟอร์ม(Chloroform) ไอระเหยของมันทำให้ร่างกายหมดความรู้สึกหรืออาจถึงขั้นสลบได้ และไอระเหยของมันมีผลกระทบต่อระบบประสาทส่วนกลางทำให้มีอาการปวดศีรษะ เวียนศีรษะ ถ้าคุณหายใจเอาสารที่ความเข้มข้นสูงเข้าไปเป็นประจำจะทำให้หมดสติและเสียชีวิตได้ 3. สารเบนซิลแอลกอฮอล์ (Benzyl alcohol) การหายใจเข้าไปจะก่อให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อเมือก ทำให้ลำคออักเสบ เกิดอาการไอ หายใจถี่รัว เวียนศีรษะง่วงนอน หากสัมผัสถูกผิวหนังจะก่อให้เกิดการระคายเคืองผื่นแดง เจ็บปวด การกลืนหรือกินเข้าไปจะก่อให้เกิดการระคายเคืองลำคออักเสบ ปวดท้องคลื่นไส้ การสัมผัสถูกตา จะก่อให้เกิดการระคายเคืองตาแดง เจ็บตาตาพร่ามัว เมื่อสารดูดซึมผ่านร่างกาย ทำให้ระบบประสาทส่วนกลางผิดปกติ (อธิบายไว้ตอนท้าย) 4. สารเบนซิลอะซีเตท (Benzyl acetate) การหายใจเข้าไปทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อเมือกมีอาการไอ เวียนศีรษะเมื่อสัมผัสถูกผิวหนังจะก่อให้เกิดการระคายเคืองผื่นแดงการสัมผัสถูกตาจะก่อให้เกิดการระคายเคือง ตาแดง เจ็บตาตาพร่ามัว 5. มัสไซลีน (Musk xylene) เป็นสารก่อมะเร็ง ซึ่งน่ากลัวมาก ดังนั้น จากข้อมูลความเป็นอันตรายข้างต้น ถือว่ามีความรุนแรงอย่างมากซึ่งส่งผลกระทบทำให้เกิดผลเสียทั้งในด้านร่างกายและทรัพย์สินของเราๆท่านๆ หากพบว่ามีสารเคมีที่เป็นอันตรายกับผู้บริโภค โทรแจ้งได้ที่หมายเลข 1166 ลองคิดดูสิว่าเมื่อมีการเปิดเผยข้อมูลเหล่านี้อะไรจะเกิดขึ้น ข้อขัดแย้งและการเสียผลประโยชน์คงตามมาอย่างมหาศาล แต่เมื่อนึกถึงเด็กๆ และคนที่คุณรักรอยู่ที่บ้านคุณคงได้คำตอบแล้วนะว่า ควรจะใช้ หรือไม่ใช้ต่อไปในวันพรุ่งนี้ ขอบคุณข้อมูล siamheng

อ่านเพิ่มเติม »

มือถือเก่ามีค่า…อย่าโยนทิ้ง!! นี่คือ “วิธีทำมือถือเก่า ให้เป็นกล้องวงจรปิด” เพียงแค่ทำตามขั้นตอนเหล่านี้

วันนี้เราจะนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับ การนำมือถือเก่ามาใช้ประโยชน์ นั่นก็คือ การนำมาทำเป็นกล้องวงจรปิดนั่นเอง แต่ก่อนอื่น คุณต้องทำตามขั้นตอนเหล่านี้สะก่อน ถ้าพร้อมแล้ว เราไปเริ่มกันเลย 1. Download app ที่มีชื่อว่า Alfred ใช้ได้ทั้ง ios และ Android 2. โหลดเรียบร้อยแล้ว เปิดตัวแอป ขึ้นมาเลยครับ เพื่อเลือก ตั้งค่า ว่าจะให้เครื่องไหนทำหน้าที่เป็นเครื่องวงจรปิด และเครื่องไหนทำหน้าที่ เป็นเครื่องที่ใช้ดู (เลือก ตามใจชอบเลยนะครับ) 3. Alfred จะให้เรา login ด้วยบัญชี google หรือ gmail นั่นล่ะ ใส่ชื่อ gmail ให้เหมือนกันทั้งสองเครื่องเลยนะครับ 4. เท่านี้เราก็จะได้กล้องวงจรปิดราคาประหยัดกันแล้ว มือถือเก่ามีค่า…อย่าโยนทิ้ง!! นี่คือ “วิธีทำมือถือเก่า ให้เป็นกล้องวงจรปิด” เพียงแค่ทำตามขั้นตอนเหล่านี้ ไม่ยุ่งยากแถมยังไม่ต้องเสียเงินสักบาท!! [รายละเอียด] ข่าววันนี้ ข่าวเด่น บันเทิง สาระ by admin3 – กุมภาพันธ์ 8, 20180 วันนี้เราจะนำเสนอข้อมูลเกี่ยวกับ การนำมือถือเก่ามาใช้ประโยชน์ นั่นก็คือ การนำมาทำเป็นกล้องวงจรปิดนั่นเอง แต่ก่อนอื่น คุณต้องทำตามขั้นตอนเหล่านี้สะก่อน ถ้าพร้อมแล้ว เราไปเริ่มกันเลย 1. Download app ที่มีชื่อว่า Alfred ใช้ได้ทั้ง ios และ Android 2. โหลดเรียบร้อยแล้ว เปิดตัวแอป ขึ้นมาเลยครับ เพื่อเลือก ตั้งค่า ว่าจะให้เครื่องไหนทำหน้าที่เป็นเครื่องวงจรปิด และเครื่องไหนทำหน้าที่ เป็นเครื่องที่ใช้ดู (เลือก ตามใจชอบเลยนะครับ) 3. Alfred จะให้เรา login ด้วยบัญชี google หรือ gmail นั่นล่ะ ใส่ชื่อ gmail ให้เหมือนกันทั้งสองเครื่องเลยนะครับ 4. เท่านี้เราก็จะได้กล้องวงจรปิดราคาประหยัดกันแล้ว คลิป ขอบคุณข้อมูล รูปภาพและคลิปจาก : community.dtac.co.th , Youtube ที่มา.vankayai.com เฟซบุ๊กคุณ กิตติพงษ์ รัตนบรรเทิง ได้มีการแชร์ข้อมูลกล้องติดหน้ารถแบบง่ายๆ โดยที่ไม่ต้องเปลืองเงินซื้อกล้องตัวใหม่ แต่เพียงแค่นำโทรศัพท์มือถือเก่าโหลดแอพพลิเคชั่นมาใช้ ซึ่งคุณภาพดีเยี่ยมมาก “กล้องพอเพียง โทรศัพท์เก่าอย่าทิ้ง!! โหลดApp Carcorder แอพที่ไม่ต้องซื้อกล้องติดหน้ารถ คุณภาพดีกว่ากล้องในท้องตลาด Setup ได้ละเอียด จะเอาLoopกี่นาที กันเมมโมรี่ไว้เท่าไรก็ได้ ใช้ได้กล้องหน้า/หลัง มีแผนที่Google ใช้ GPS ได้โดยไม่ต้องใส่ซิม“

อ่านเพิ่มเติม »

ได้เยอะเหมือนกันนะ! มีอยู่เท่าไหร่แล้ว วิธีเช็กยอดเงินสะสมในประกันสังคม ง่ายนิดเดียว

สิทธิต่างๆ ทางสังคมของเรา เป็นสิ่งที่เราควรตระหนักทราบเอาไว้เสมอ สำคัญมากๆ เลยก็คือเจ้าเงินประกันสังคมที่จ่ายไปทุกเดือนนั่นล่ะ เพราะเป็นเงินก้อนที่ไม่ได้ช่วยดูแลแค่สุขภาพร่างกาย แต่ยังช่วยดูแลเกี่ยวกับสภาพทางการเงินให้ในตอนที่เราอยู่ในสถานะไม่สามารถทำงานได้อีกด้วย วันนี้เรา จะมาสอนวิธีตรวจสอบยอดเงินประกันสังคมที่เธอสะสมกันเอาไว้ว่ามีอยู่เท่าไหร่แล้ว เป็นยังไงบ้าง ซึ่งเป็นขั้นพื้นฐานที่เธอควรต้องรู้ให้ดีที่สุดเลยล่ะ! 1. เข้าไปที่ www.sso.go.th หลังจากนั้นให้เข้าสู่ระบบ โดยกดปุ่ม ‘เข้าสู่ระบบ’ จะขึ้นให้กรอกเลขบัตรประชาชนและรหัสผ่าน หรือถ้าใครเพิ่งเคยเข้ามาที่เว็บนี้ ก็ให้ทำการสมัครสมาชิก ซึ่งตรงนี้ต้องกรอกเบอร์โทรศัพท์เพื่อรับรหัสยืนยันตัวตนให้เรียบร้อย 2. เมื่อเข้าระบบตัวเองได้แล้ว ให้มองหาเมนูที่เขียนเอาไว้ว่า ‘ผู้ประกันตน’ ส่วนนี้สามารถดูข้อมูลต่างๆ ของเธอเองได้ 3. ในส่วนของเงินสะสมในประกันสังคม ให้เลือกคำว่า ‘ข้อมูลการส่งเงินสมทบ’ โดยเมื่อเปิดเข้าไปจะเป็นประวัติการส่งเงินของเราในแต่ละเดือน โดยจะถูกแบ่งออกเป็นเปอร์เซ็นต์ 3 ส่วน คือเจ็บป่วย ชราภาพ ว่างงาน ซึ่งในส่วนของเงินชราภาพนั้น เธอยังสามารถรู้ได้ด้วยว่าถ้าแก่งั่กแล้วต้องออกจากงาน จะได้เงินเท่าไหร่ ด้วยการเลือกคำว่า ‘การคำนวณเงินสงเคราะห์ชราภาพ’ แอบไปส่องแล้ววางแผนชีวิตได้เลยล่ะ จากวิธีที่กล่าวมา จะเห็นว่าตรวจสอบได้ไม่ยาก โดยในส่วนของเงินชราภาพนั้น เราสามารถทำเรื่องขอรับได้ก็ต่อเมื่ออายุ 55 ปีขึ้นไป ภายในระยะเวลา 1 ปีตั้งแต่พ้นสภาพการทำงาน ถ้าไม่ไปติดต่อระวังเงินนั้นจะโดนย้ายไปเป็นของกองกลางแทนนะ ข้อมูลจาก gangbeauty.com

อ่านเพิ่มเติม »

ต้องอ่าน!!..มหามนตรา คาถา เสกให้รัก-เสกให้หลง ของดีตกทอดจากคนโบราณ ใช่ได้ผลดีนักแล..ไม่เชื่ออย่าลบหลู่!! (แชร์เก็บไว้เลย)

วันนี้ผมจพะพาเพื่อนๆไป ดูเกี้ยวกับ คาถาอาคม ขอย่ำ นะครับว่าเป็นความเชื่อส่วนบุคคน แต่สำหรับตัวผมเองผมใช้แล้วได้ผล นักแล สำหรับคาถานี้ บอกเลยสาวรักสาวหลง ถาคามหาเสน่ห์ คาถามหาเสน่ห์ “จัน โทอะภกันตะโร ปิติ ปิโย เทวะมนุสสานัง อิตภิโยปุริ โส มะ อะ อุ อุ มะ อะ อิสวาสุ อิกะวิติ” (ให้ภาวนาคาถานี้ ๓ จบก่อนออกไปพบคน จะทำให้คนที่ต้องไปพบเกิดความรักใคร่) คาถามนต์รัก “โอม นะ ปะ โร รันนะขุเภติ พุทธัง สะระติ จิตตัง สมาคะมา ธัมมัง สะระติ จิตตัง สมาคะมา สังฆัง สะระติ จิตตัง สมาคะมา” ใช้ภาวนากับดอกไม้ก่อนที่จะส่งให้กับคนรัก เมื่อเขาหรือเธอสูดดมดอกไม้ก็จะรักเราตอบ คาถาลงคาน (คาถาภาวนาให้รู้ว่า คู่วาสนาของตนจะมีหรือไม่) “ปุพเพวะ สันนิวาเสนะ ปัจจุปบันนะ หิเตนะวา เอวันตัง ชะยะเตเปมัง อุปะลังวะ ยะโถธะเถฯ ” คาถาที่ใช้นี้ สำหรับผู้ที่มีอายุมากแล้วทั้งหญิงชาย แลไม่เคยมีความรักมาก่อน เหมาะสำหรับผู้ที่กำลังเป็นหม้าย หรือกำลังขาดแคลน คาถาเสกลิปสติก(สีผึ้ง) “มทุจิตตัง สุวามุปขัง ทิตสวานิมามัง ปิยังมะมะ เมตตา ชิวหายะมะ ทุรัง ทะตวาจาจัง สุตทังสุตตะวา สัพเพชะนาพะ หุชะนาอิตถีชะนา สัมมะนุนะ พรามมะนา นุนะ ปะสังสันติ” ให้ภาวนากับขี้ผึ้งหรือลิปสติก จะทำให้คนรักเชื่อฟัง คาถามัดใจ “พุทธัง รัตตะนัง ธัมมัง รัตตะนัง สังฆัง รัตตะนัง นะผูก โมมัด พุทรัด ธารึง ยะกรึงคะเร โอมสวาหะ” ( ใช้สวดภาวนาก่อนนอน ทำให้คนรักคิดถึง) คาถาสาลิกาลิ้นทอง “พุทธา อะเนนา มะลิยา สุสังคะเยมิ พุทธา อิริมะลิยา สุสังคะเยมิ พุทธา อิรปะโย เคมะคุณนะ ปักเขสะเมมะมิ อุนาโลมา ปันนะ วิชายะเต” (ให้ภาวนาหากต้องการให้คนรักใคร่ พูดจาเป็นเสน่ห์ ตอนท่องถึงคำว่า มิ ก็ให้แตะที่ลิ้นด้วยทุกครั้ง) คาถาให้รักจริง “โอมนะโมพุทธายะ พุทธัง สะระติ ธัมมัง สะระติ สังฆัง สะระติ จิตตังสะมาเรมะมะเอทิ เอหิชัยยะ เอหิสัพเพชะนา พะหูชะนา เอหิ” (ให้บริกรรมคาถานี้กับลูกอมแล้วอมขณะที่คุยกับคนที่เรารัก จะทำให้เขาคนนั้นเกิดความรักจริงจังขึ้นมา)

อ่านเพิ่มเติม »

6 ข้อต้องเช็ค! คู่รัก คู่ไหน ที่ผ่านปัญหาเหล่านี้มาด้วยกันได้ แสดงว่ารักคุณยังดีอยู่

ของอะไรที่อยู่ด้วยกันมานานๆ บางทีมันก็เบื่อกันได้ แม้แต่คนรักกันก็เถอะ บางคู่จีบกันแทบเป็นแทบตาย แต่อยู่ด้วยกันไม่เท่าไรก็เบื่อซะแล้ว ลองเช็คดูว่า 1 ใน 6 ข้อต่อไปนี้ เคยทำให้คุณเบื่อแฟนกันบ้างหรือเปล่า? 1.ชวนทะเลาะตลอด คู่รักหลายคู่เจอกันไม่ได้ต้องชวนทะเลาะกันอยู่ร่ำไป แถมยังน่าเบื่อชวนทะเลาะในเรื่องที่ไม่เป็นเรื่องอีกต่างหาก เดาได้เลยถ้าทะเลาะเรื้อรังบ่อยๆอาจถึงขั้นเลิกราได้ในอนาคต 2.รูปร่างเปลี่ยนไป เป็นเรื่องปกติที่คนอายุ 40-50 ปีขึ้นไป หน้าตาผิวพรรณหรือแม้แต่เส้นผมจะดูไม่เหมือนเดิมแล้ว ผิวพรรณที่สดใสอมชมพูก็เริ่มหย่อนๆ ศีรษะก็เริ่มล้านนิดๆ พุงก็เริ่มกลมๆป่องๆ ท่อนแขนก็อาจมีย้วยๆได้ ด้วยสภาพแบบนี้บางทีมองๆมันก็ดูน่าเบื่อได้เหมือนกัน 3.เป็นคนไม่กล้าตัดสินใจ ผู้หญิงหรือผู้ชายบางคนขนาดโตแล้วยังตัดสินใจอะไรเองไม่ได้ ต้องถามแฟนตัวเองอยู่ร่ำไป แบบนี้อีกฝ่ายก็อาจระอาเบื่อหน่ายในการไม่เด็ดขาดนี้ได้ เอาเป็นว่าพยายามเปลี่ยนตัวเองให้เป็นที่คนกล้าตัดสินใจสักนิดละกัน 4.ชอบให้ความหวังแล้วลืม ชอบผิดนัด แฟนบางคนชอบให้ความหวังว่าจะทำนั่นนี่ให้ จะพาไปเที่ยว หรือไปดินเนอร์ที่ไหน แต่พอถึงเวลาจริงก็ผิดนัดซะงั้น พอบ่อยเขามันก็เริ่มน่าเบื่อแล้วล่ะ 5.ชอบรื้อฟื้นเรื่องในอดีต เรื่องในอดีตที่ว่านี้ก็ไม่ใช่เรื่องดีๆ เรื่องที่อีกฝ่ายมีปมบ้าง หรือทำผิดพลาดไปบ้าง ก็ไม่รู้จะรื้อฟื้นขึ้นมาบ่อยๆทำไมนักหนา พอมากๆเข้าก็น่าเบื่อ 6.ทำผิดแล้วไม่เคยสำนึก แฟนบางคนทำผิดซ้ำแล้วซ้ำเล่า แถมการขอโทษแทบจะไม่มีด้วยซ้ำ เชื่อเถอะอนาคตอาจมีการเลิกรากันได้เพราะเบื่อจนทนไม่ไหวแล้ว จากพฤติกรรมข้างต้นนี้คุณเริ่มเบื่อกันแล้วหรือยัง ถ้ายังนับว่าเป็นคู่ที่น่ารักที่สุดเลย แต่หากเริ่มเบื่อ แนะนำให้ลองหันมาเพิ่มความหวานชื่นให้กับความรักอีกสักนิด แล้วความรักจะยืนยาวยิ่งขึ้นได้ ที่มา ขอบคุณภาพ : wikihow ข้อมูล : healthandtrend. ที่มา: maginside

อ่านเพิ่มเติม »

จุ๊ๆ ทำเฉยๆไว้!! หนุ่มขึ้นรถไฟฟ้าถือของอีรุงตุงนัง ก่อนหญิงใส่แว่นสวมหมวกแก๊ป เอ่ยถาม“ช่วยถือของให้ไหมค่ะ”หันไปมองน้ำตาไหล ก้มลงกราบทันที

เมื่อผู้ใช้ pantip ที่ใช้ชื่อว่า พี่คนใต้ใจดี ได้เล่าเรื่องราวของตนที่ได้ไปนั่ง รถไฟฟ้าใต้ดินและบังเอิญไปเจอ สมเด็จพระเทพ บนรถไฟฟ้าใต้ดิน ซึ่งตอนแรกที่เจอ สมเด็จพระเทพนั้น เขากลับไม่รู้เลยว่าเป็นพระองค์ เรามาอ่านเรื่องเล่าจากเจ้าของเรื่องเลยค่ะ “เรื่องเล่าดี ๆ ผมเจอ พระเทพ บน รถไฟฟ้าใต้ดิน ” ผมเจอ “พระเทพ” บนรถไฟฟ้าใต้ดิน (เรื่องไม่น่าเชื่อ แต่เป็นจริง) เมื่อไม่นานมานี้เองครับ มีโอกาสขึ้น กทม. ไปธุระแถวหัวลำโพง นั่งรถไฟฟ้าใต้ดินไป ในขณะที่ประตูสถานีสุทธิสารเปิด ก็มีหญิงคนหนึ่งสวมแว่น ใสหมวกแก๊ป ท่าทางคล่องแคล่ว เดินเข้ามายืนตรงหน้าผม ผมก็ลุกให้ เพราะติดนิสัยจากเด็กต่างจังหวัด ประกอบกับนั่งใกล้สุด หญิงคนนั้นนั่งลงแล้วถามว่า “ช่วยถือของให้มั้ยค่ะ” พอดีผมบ้าหอบฟางอยู่ กระเป๋า ๒-๓ ใบ เลยยื่นกระเป๋ากล้อง+เลนซ์ไปให้ แต่มีชายคนนึงชิงไปถือก่อน ผมก็หันไปมอง เขาก็ยิ้มๆ ขำๆ ผมก็งงๆ เข้าใจว่าเป็นน้องชายหรืออะไรประมาณนั้น พอกลับหน้ากลับมาดูที่ผู้หญิง โอ เข่าอ่อนเลย เพราะเพ่งมองกี่ครั้งก็ใช่สมเด็จพระเทพ พระองค์กำลังเอานิ้วชี้มาจรดที่ปาก พร้อมทำเสียง “จุ๊ๆ ทำเฉยๆ ไว้ อย่ากระโตกกระตาก” ผมก็เลยเข่าอ่อน หัวใจตกลงไปตาตุ่ม ดีที่พี่ผู้ชาย (เข้าใจว่าทหารรักษาพระองค์) สะกิด กับรั้งตัวไว้ทันก่อนผมจะลงไปกราบ แต่น่าเสียดายที่ไม่ได้ถ่ายรูปร่วมกับพระองค์ ก็เข้าใจเอาเองว่า พระองค์ท่านคงอยากมีความส่วนพระองค์ ถ้าผมถ่ายคนนึง อีกทั้งขบวนต้องมาถ่ายด้วยแน่ นับได้ว่าเป็นพระมหากรุณาธิคุณล้นเกล้า ล้นกระหม่อมของผมทีเดียว ที่ได้เฝ้าพระองค์ท่านใกล้ชิดขนาดนี้ เรื่องดีๆ นำมาเล่าสู่กันฟังครับ ทรงพระเจริญ ขอบคุณ : pantip พี่คนใต้ใจดี ที่มา: siamnews

อ่านเพิ่มเติม »

ฝีมือขั้นเทพหนุ่มน้อย แกะลายรองเท้าแตะขาย หาเงินรักษาแม่ป่วย เลี้ยงน้องอีก 4 คน บอกเลยมืออาชีพยังอาย งานนี้อ.เฉลิมชัย เรียกตัวด่วน!

เป็นเรื่องราวคนหลายคนพูดถึงและแชร์กันเป็นอย่างมากในโลกโซเชียล เมื่อผู้ใช้เฟซบุ๊ก Netnapha Seebuaphan ได้เผยแพร่เรื่องราวของ “น้องกอล์ฟ” หนุ่มน้อยคนหนึ่ง ที่ต้องทำงานโดยการแกะลายรองเท้าแตะหาเงินค่ายารักษาแม่ที่ป่วย พร้อมเลี้ยงน้องอีก 4 คน แต่ที่ชาวเน็ตต่างให้ความสนใจคือฝีมือของน้องนั้นดูไม่ธรรมดาเลย เรียกได้ว่าขั้นเทพจริงๆ ความสามารถเกินตัวสุดๆ งานแต่ละชิ้นสวยสดงดงามราวกับเป็นศิลปินมืออาชีพ บอกเลยงานนี้มืออาชีพบางท่านยังต้องชิดซ้ายไปเลย ผู้โพสต์ระบุข้อความว่า “ใครที่อยากอุดหนุนช่วยเหลือน้องที่หาเงินค่ายารักษาแม่ที่ป่วยและหาเงินเลี้ยงน้องๆอีก4คนโทรสั่งได้ค่ะ (082-8202267) คู่ล่ะ350รวมค่าส่งด้วยค่ะงานฝีมือล้วนๆสั่งลายสั่งสีสั่งเบอร์รองเท้าได้น่ะค่ะ (คนโพสแค่อยากแชร์ช่วยเหลือน้องอีกทางค่ะ) ถ้าผิดพลาดทางข้อมูลประการใดต้องขอโทษขออภัยด้วยน่ะค่ะแค่อยากช่วยน้องจริงๆค่ะ” โพสต์ดังกล่าว สุดยอดมากๆ ทั้งนี้ ผู้โพสต์จึงอยากเชิญชวนผู้ที่มีความสนใจงานฝีมือขั้นเทพของน้องให้ช่วยกันอุดหนุน เพื่อช่วยน้องหาเงินเป็นค่ายารักษาแม่และเลี้ยงน้องอีก 4 คน ได้ที่เบอร์โทรศัพท์ 082-8202267 ราคาเพียงคู่ละ 350 บาท (รวมค่าส่ง) บอกเลยว่าฝีมือล้วนๆ โดยสามารถเลือกสี เลือกลาย และเลือกไซส์ได้อีกด้วย ขอบคุณข้อมูล : เฟซบุ๊ก Netnapha Seebuaphan, ณัฐกมล พลเพชร

อ่านเพิ่มเติม »

เอาแล้วไง! ผู้มีรายได้น้อย เตรียมถูกยึดเงินคืนแน่ ถ้าหากเบี้ยวไม่ทำตามเงื่อนไขนี้ พร้อมประกาศลั่น ไม่ได้ขู่แต่เอาจริง!

‘ผู้มีรายได้น้อย’ถูกยึดเงินคืนแน่! ถ้าเบี้ยวอบรมฝึกอาชีพ ไม่ได้ขู่แต่เอาจริง!! “ผู้มีรายได้น้อย” ที่เบี้ยวฝึกอบรมอาชีพถูกระงับการจ่ายเงินแน่ แถมที่รับไปแล้วต้องนำมาคืน โดยหักเงินที่จะโอนเข้าบัตรคนจน เป็นอย่างไรไปติดตามกัน เริ่มกันไปแล้วกับ “มาตรการดูแลคนจนก๊อก 2” ของรัฐบาลท็อปบูท ที่เน้นนักเน้นหนาให้คนที่รับ “บัตรคนจน” ไปแล้วมาลงทะเบียน มาแจ้งความประสงค์ เพื่อฝึกอบรมอาชีพเพิ่มเติม นัยทั้งหมด…ก็เพื่อให้ผู้มีรายได้น้อย ให้คนจนเหล่านี้ มีโอกาส มีหนทาง มีช่องทางที่จะเพิ่มศักยภาพของตัวเอง ให้มีที่ยืนบนสังคม โดยไม่ต้องงอมื้อ…งอเท้า…รอรับความช่วยเหลือจากใครอีก โดยเฉพาะความช่วยเหลือจากรัฐ ก็แหม!! อย่าลืมนะว่า “มาตรการช่วยเหลือคนจน” ที่ออกมาในแต่ละครั้งในแต่ละมาตรการน่ะ ต้องใช้เงินงบประมาณจากรัฐแต่ละปีก็เป็นเงินหลายหมื่นล้านบาททีเดียวนะ แล้วงบประมาณเหล่านี้น่ะก็คือ “เงินภาษี” ของคนไทยทั้งประเทศ แม้ว่าในความเป็นจริง “คนจน” หรือ “คนมีรายได้น้อย” จะมีอยู่เป็นจำนวนไม่น้อย เอาแค่…ที่มาลงทะเบียนรับ “บัตรคนจน” เนี่ย…ก็ปาไปกว่า 11.4 ล้านคนเข้าไปแล้ว แล้วก็ยังมีคนที่ยังไม่มาลงทะเบียนอีกจำนวนไม่น้อยทีเดียว ทั้งนี้ตามข้อมูลของ สภาพัฒน์ ระบุว่า…คนเกือบจน ทั้งกลุ่มเกษตรกร กลุ่มผู้ใช้แรงงาน รวมไปถึงบรรดาเอสเอ็มอีรายเล็กๆ รายย่อยๆ ซึ่งเป็นกลุ่มฐานราก มีมากถึง 29 ล้านคน หรือประมาณ 40% ของคนไทยทั้งประเทศ หากรัฐต้องจัดงบประมาณมาช่วยเหลือกันทุกปี นั่นเท่ากับว่า… ต้องนำเงินของผู้เสียภาษีมาอุ้มชูผู้มีรายได้น้อยทุกปี…ทุกปี เช่นกัน แทนที่จะนำเงินไปลงทุน หรือพัฒนาอย่างอื่นเพื่อให้เศรษฐกิจเดินหน้าหรือขยายตัวมากขึ้น เป็นการเสียโอกาสในการพัฒนาประเทศไปไม่น้อยเช่นกัน แต่!! ด้วยหน้าที่ของผู้บริหารประเทศ ที่ต้องทำให้คนไทยอยู่ดี กินดี มีความสุข มีความมั่นคง มั่งคั่งและยั่งยืน จึงต้องหาวิธี หากลยุทธ์เข้ามาดูแลคนเหล่านี้ให้ยืนหยัดอยู่บนสังคมให้ได้ แม้ในอีกทางก็เพื่อให้เก้าอี้ของรัฐบาลมีความมั่นคงควบคู่ไปด้วยก็ตามทีเถอะ เอาเป็นว่า… “วิน-วิน” ด้วยกันทั้งหมดนั่นแหล่ะ แต่การจะปล่อยให้มีสภาพต่อไปเช่นนี้ทุกปี ก็ไม่ใช่เรื่อง!! อีกเช่นกัน ดังนั้นมาตรการในการพัฒนาคุณภาพชีวิต จึงต้องมีออกมาเพื่อแก้ปัญหาทั้งหมด ในเมื่อ “ผู้มีรายได้น้อย” ได้รับความช่วยเหลือกันไปบ้างแล้ว ในการลดภาระค่าใช้จ่ายจากการได้รับบัตรสวัสดิการคนจน ที่ได้รับเงินช่วยเหลือโดยเฉพาะในเรื่องของการซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค เดือนละ 200 บาท 300 บาท ในมาตรการ เฟสแรก ก็สามารถบรรเทาภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวันกันไปได้บ้าง ส่วนในมาตรการ เฟส 2 ที่ออกมาแล้วเริ่มกันมาตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ.ที่ผ่านมา “ผู้มีรายได้น้อย” ที่ลงทะเบียนไว้แล้ว ก็จะได้รับเงินในบัตรคนจนเพิ่มกันอีกคนละ 100 -200 บาท แต่มีข้อแม้ว่าต้องมาฝึกอบรม มาพัฒนาอาชีพกันเพิ่มขึ้นด้วยเช่นกัน ซึ่งรัฐบาลจะโอนเงินให้เพิ่มในเดือน มี.ค.นี้ แต่ถ้าไม่มาอบรมตามเงื่อนไข ตามข้อตกลง ก็จะถูกระงับการจ่ายเงินส่วนที่เพิ่มขึ้นนี้ แถมยังต้องนำมาคืนรัฐ โดยจะใช้วิธีการหักเงินที่จะโอนในบัตรคนจนตามสิทธิเดิมในครั้งต่อไป เรียกว่าถ้าต้องการได้เงินช่วยเหลือเพิ่มเติมอีก ก็ต้องพัฒนาตัวเองควบคู่กันไปด้วย เรื่องนี้…กระทรวงการคลัง ออกมาประกาศชัดเจนไว้เลยค่ะว่า…หากใครไม่ทำตามเงื่อนไขไม่ทำตามข้อตกลง ยึดเงินคืนแน่ๆ แต่เป็นเงินในบัตรในส่วนที่ให้เพิ่มเติมเท่านั้น ส่วนเงินเดิมที่เคยได้กันมาเดือนละ 200 บาท สำหรับคนที่มีรายได้มากกว่าปีละ 30,000 บาท ขณะที่คนที่มีรายได้ต่ำกว่าปีละ 30,000 บาท ก็ได้คนละ 300 บาท แต่หากยอมฝึกอบรมอาชีพ ก็จะได้เพิ่มเป็น 300 บาท และ 500 บาท ตามลำดับ สำหรับวิธีการของ “มาตรการช่วยคนจนก๊อก 2” ครั้งนี้ เมื่อผู้ที่ได้รับคนจนไปลงทะเบียนหรือแจ้งความประสงค์ตามหน่วยงานต่างๆ ที่จัดไว้ให้ ทั้งสำนักเขต จังหวัด อำเภอ ตำบล หมู่บ้าน รวมไปถึงสาขาของธนาคารออมสิน ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ธ.ก.ส.ทั่วประเทศ แล้วภาครัฐจะส่ง “เอโอ” หรือหมอประชารัฐสุขใจ อีกกว่า 4,000 คน เข้าไปเคาะประตูบ้านสอบถามความต้องการกันถึงที่ทีเดียว โดย “เอโอ” หรือหมอประชารัฐสุขใจเหล่านี้ ส่วนใหญ่จะเป็นบรรดาอดีตพนักงานธนาคารออมสิน และ ธ.ก.ส. ที่ต่างคุ้นเคยกับลูกค้าอยู่แล้วนั่นแหล่ะ ไปเป็นผู้สอบถามความต้องการของผู้มีรายได้น้อยว่าต้องการฝึกอาชีพอะไร แล้วก็จะเป็นผู้จัดการ จัดกระบวนการฝึกอบรมให้ ส่วนอาชีพที่รัฐเตรียมไว้ให้เบื้องต้นก็มีประมาณ 597 อาชีพ ก็แล้วแต่ว่าใครต้องการมีอาชีพอะไร ต้องการฝึกอะไร เอาตามใจปรารถนากันเลยทีเดียว “เอโอ” จะคอยแนะนำให้ รวมไปถึงการหางานให้ทำ ที่มีมากกว่า 1 แสนอัตราทีเดียวทั้งในและต่างประเทศ ไม่เพียงเท่านี้…ยังมีคำแนะนำในการส่งเสริมให้ได้เรียนหนังสือ หรือแม้แต่การให้เงินกู้เพื่อขยับฐานะตัวเองขึ้นมาเป็นเจ้าของกิจการ หรือแม้แต่การเข้าไปช่วยหาที่ทำกิน ที่พักอาศัย หรือแม้แต่การประกันอุบัติรายย่อยให้อีกด้วย แต่ยังไงซะ!! ใช่ว่าสิ่งเหล่านี้รัฐจะช่วยได้ทั้งหมดทั้ง 11.4 ล้านคนหรอกนะ แต่ก็ค่อยๆ เป็นค่อยๆ ไป อย่างน้อยก็รองรับได้สักประมาณ 4 ล้านคนในปีแรก ทั้งหลายทั้งปวง…ก็อย่าลืมกันทีเดียวว่า…ถ้าไม่มา อบรมอาชีพ ก็ไม่ได้เงินเพิ่ม แถมเรียกเงินคืนอีกต่างหาก ก็เลือกเอาว่าจะเอาอย่างไรกับชีวิต? …………………………………………. คอลัมน์ : เศรษฐกิจจานร้อน โดย “ช่อชมพู” ที่มา: dailynews

อ่านเพิ่มเติม »

#ลองอ่านแลครับ!! คุณผู้หญิงคนหนึ่งเดินเข้าไปถามชายชรา ผู้นั่งขายไข่ไก่อยู่ว่า ขายยังไง พ่อเฒ่า ก็ตอบว่าฟองละ 5บาท.

#ลองอ่านแลครับ คุณนาย(ผู้หญิงคนหนึ่ง) เดินเข้าไปถามชายชรา ผู้นั่งขายไข่ไก่อยู่ว่า ขายยังไง พ่อค้าเฒ่า ก็ตอบว่า ใบละ 5 บาท.. คุณนายก็บอกว่า ฉันต้องการซื้อไข่ 6 ฟอง 25 บาท ได้ไหม (ที่จริงควรจะ 30 บาท) ชายชราตอบว่า แล้วแต่คุณนายเถอะ อยากซื้อเท่าไหร่จ่ายเท่าไหร่ก็ตามสะดวก วันนี้อาจจะเป็นการเริ่มต้นที่ดีของผมก็ได้ เพราะตั้งแต่เช้า ยังขายไข่ไม่ได้เลย แล้วคุณนายก็หิ้วไข่ 6 ฟอง เดินไปขึ้นรถเก๋งที่มีเพื่อนๆ นั่งอยู่แล้ว ด้วยความกระหยิ่มยิ้มย่องว่า สามารถซื้อไข่ได้ในราคาถูกกว่าที่พ่อค้าขาย .. หลังจากนั้นคุณนายและผองเพื่อนก็ไปภัตตาคารแห่งหนึ่ง สั่งอาหารมาเต็มโต๊ะ และกินกันอย่างเพลิดเพลิน แต่ก็ไม่หมด ยังเหลืออีกมากมายเยอะแยะ จนในที่สุดก็เรียกทางร้านมาเช็คบิล ราคาทั้งหมด 1400 บาท คุณนาย ยื่นเงินไปให้ 1500 บาท แล้วบอกว่า ไม่ต้องทอนนะค่ะ… …………………… เงินแค่นี้มันธรรมดามากสำหรับเจ้าของภัตตาคาร แต่สำหรับพ่อค้าไข่ชรา มันอาจจะเป็นความเจ็บปวดก็ได้นะ จุดสำคัญคือว่า ทำไมเราชอบโชว์ว่า เวลาเราซื้อของจากพ่อค้าแม่ค้าที่เป็นชาวบ้านลำบากอยู่แล้ว เรามักต่อรองราคาและรู้สึกพึงพอใจ ถ้าหากว่าเราต่อราคาได้ถูกกว่าราคาที่เขาขาย..แล้วทำไมเรามักไม่เคยได้ต่อรองราคาสินค้าราคาแพงๆ ที่วางขายในห้าง ในร้านใหญ่ๆ ที่เขาโก่งราคาไว้เรียบร้อยหมดแล้ว แปลกไหมละ? ……… ลองอ่านนี้ดูอีกหน่อย.. พ่อของผม มักจะชอบซื้อของจากคนจนๆ และให้ราคาสูง ทั้งๆที่พ่อไม่ได้ต้องการสินค้าเหล่านั้น ..บางทีพ่ออาจจะต้องการให้เงินแก่พวกเขาเพื่อนำไปใช้เลี้ยงครอบครัวเขาก็ได้… ผมเคยถามพ่อดูว่าทำไมพ่อทำแบบนั้น พ่อตอบว่า “มันเป็นการทำบุญ ที่มีคุณค่ามากนะลูก” ..(ที่จริงจะแบบว่า มันเป็นการช่วยเขา ที่ทำให้เขาไม่เสียศักดิ์ศรี..ก็ได้นะ) ……….. ขอบคุณเรื่องราวดีๆ จากเฟสบุค คุณวรภัทร แป้นประดิษฐ แปล (แปลเอาเนื้อหาหนะครับ ผิดบ้างถูกบ้างมั่วๆ เอาครับผม)

อ่านเพิ่มเติม »

แค่ขี้ลืมไม่ได้โง่!! เปิดผลวิจัย “คนขี้ลืมคือคนฉลาด” ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? เรามีคำตอบ!!

ไม่ได้โง่!! เปิดผลวิจัย “คนขี้ลืมคือคนฉลาด” ทำไมจึงเป็นเช่นนั้น? นักวิจัยมีคำตอบ ใครเคยถูกด่าเพราะตัวเองเป็นคนขี้หลงขี้ลืม ขอให้ยกมือขึ้น! ลืมความเจ็บปวดที่เคยถูกต่อว่านั้นไป ทำใจให้สบายและมาอ่านเรื่องราวที่เรานำมาเสนอในวันนี้ เพราะล่าสุดเมื่อไม่นานมานี้ มีผลการวิจัยจากต่างประเทศที่ชี้ให้เห็นแล้วว่า คนขี้ลืมไม่ได้หมายความว่าเป็นคนโง่! แต่คนขี้ลืมคือคนฉลาดต่างหากล่ะ! Paul Frankland และ Blake Richards สองนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยโทรอนโต ประเทศแคนาดา ผู้ทำการศึกษาค้นคว้าเกี่ยวกับเรื่องกลไกการทำงานของสมองในส่วนที่เกี่ยวข้องกับความจำ และพวกเขาก็ได้พบว่า ความขี้หลงขี้ลืมไม่ได้เกิดจากประสิทธิภาพในการเรียกคืนข้อมูลล้มเหลว หากแต่นี่เป็นกระบวนการที่จะช่วยให้สมองสามารถตัดสินใจได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น Blake Richards กล่าวว่า “เรื่องที่สำคัญที่สุดคือ สมองของคนเราต้องลืมหรือตัดรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ ที่ไม่จำเป็นออกไปบ้าง และให้ความสนใจหรือให้ความสำคัญกับเรื่องที่จำเป็นหรือเรื่องที่ต้องตัดสินใจในช่วงเวลา ณ ขณะนั้น เพราะถ้าคุณพยายามจะจำทุกสิ่งอย่างที่ผ่านเข้ามาในชีวิต สมองของคุณก็จะอัดแน่นไปด้วยความจำเหล่านั้นมากเกินไป ทำให้สมองเบลอ เชื่องช้า ส่งผลให้การตัดสินใจในเรื่องต่างๆ ทำได้ยาก พูดง่ายๆ ก็คือ คุณจะลังเลไม่กล้าตัดสินใจในทุกๆ เรื่องนั่นเอง และสมองของคนเราเป็นตัวกรองข้อมูลชั้นดี นั่นหมายความว่า อะไรที่ไม่สำคัญก็ควรจะลืมๆ มันไปซะ เหมือนเป็นการเคลียร์สมองเพื่อเก็บพื้นที่เอาไว้จดจำในเรื่องที่สำคัญๆ หรือเรื่องที่ตัวเองสนใจก็เพียงพอแล้ว” Paul Frankland ได้อธิบายเพิ่มเติมว่า “จากผลการวิจัยที่เราได้ศึกษาค้นคว้ากันมา แสดงให้เห็นว่า สมองของคนเรามีกลไกบางอย่างที่สนับสนุนให้เกิดอาการหลงๆ ลืมๆ ซึ่งมันแตกต่างจากกลไกของสมองที่เกี่ยวข้องกับการบันทึกข้อมูลเป็นอย่างมาก และประโยชน์ของเจ้ากลไกชนิดนี้ก็คือ ทำให้คนที่ขี้ลืมนั้นมีความคิดความอ่านที่ฉลาดและหลักแหลมนั่นเอง” อย่างไรก็ตามนักวิจัยทั้งสองคนก็ได้ทิ้งท้ายเอาไว้ว่า ผลงานวิจัยของพวกเขาชิ้นนี้หมายถึงคนที่มีนิสัยขี้ลืมหน่อยๆ ไม่ได้หมายถึงคนที่ขี้หลงขี้ลืมมากๆ ชนิดที่ว่าจำเรื่องราวสำคัญๆ ต่างๆ ไม่ได้เลย เพราะนั่นคืออาการป่วยหรือเป็นอาการของโรคความจำเสื่อมซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับผลการวิจัย แต่ควรได้รับการรักษาอย่างถูกวิธีจะเป็นการดีที่สุดนั่นเอง ขอบคุณข้อมูลจาก SpokeDark.TV

อ่านเพิ่มเติม »

มีเงินก้อนแค่ “สองแสน”ก็ทำได้ แบบบ้านทำเองสไตล์โมเดิร์นลอฟต์ ทันสมัย สามารถสร้างบ้านแบบนี้ได้ด้วยหรอ !?

วันนี้เรา 9ข่าวสุขก็มีแบบบ้านหลังที่คุณไม่คิดว่าจะมีอยู่ นั่นหมายถึงราคานะ เพียงแค่คุณมีเงิน “สองแสน” ก็สามารถได้บ้านแบบนี้ไปครองแล้ว หรืออาจจะหาแนวนี้ก็ได้นะครับ นั่นจะเป็นอย่างไรไปชมแบบบ้านแต่ละหลังกันได้เลย แบบบ้านชั้นเดียวสไตล์โมเดิร์น แบบบ้านชั้นเดียวราคาไม่เกิน 2 แสนบาทหลังแรกเป็นแบบบ้านโครงสร้างเหล็กยกพื้นสูงประมาณ 50 เซนติเมตรเป็นแบบบ้านสไตล์โมเดิร์นพอสมควร ดูผิวเผิวจะคล้ายกับร้านกาแฟ Amazon เหมาะสำหรับเป็นไอเดียการต่อบ้านออกมาจากบ้านหลังใหญ่ มีบันไดขึ้น-ลง ที่หน้าบ้านและหลังบ้าน แบบบ้านเพิงหมาแหงน แบบบ้านชั้นเดียวราคาไม่เกิน 2 แสนบาท สร้างด้วยราคาเพียง 150,000 บาท เป็นรีวิวการสร้างบ้านจากสมาชิกในกลุ่มเพสบุ้ค คนแบบบ้าน เป็นความฉลาดของผู้สร้างบ้านที่หาเลือกซื้อวัสดุก่อส้างและหาช่างที่ราคาถูกมากๆ แบบบ้านสีม่วงราคาถูก บ้านหลังนี้สร้างในราคา 185,000 บาท ต่ำกว่าสองแสนบาทเยอะเลยทีเดียว ลักษณะเป็นบ้าน 1 ห้องโถง 1 ห้องน้ำ ออกแบบตามงบประมาณที่จำกัดเรียกได้ว่าเหมาะสำหรับคนที่เอาไว้นอนเท่านั้นเพราะถ้าวางเตียงนอนก็จะเต็มบ้านพอดี แบบบ้านสไตล์ loft แบบบ้านราคาไม่เกิน 200,000 บาทเนื่องจากเจ้าของบ้านสร้างบ้านด้วยตัวเอง ด้วยราคา 198,500 บาท นั้นเป็นราคาเฉพาะค่าวัสดุเท่านั้นแต่ก็ถือได้ว่าได้แบบบ้านที่สวยงามมากๆ แบบบ้านมีขนาดหน้ากว้าง 7 เมตร มี 2 ห้องนอน 1 ห้องน้ำ เจ้าของบ้านคือ FB:Woody Watcharawut บ้านน็อคดาวน์ มาชมแบบบ้านน็อคดาวน์ราคาไม่เกิน 2 แสนกันบ้าน บ้านหลังนี้มีราคา 199,000 บาท แต่สร้างห้องน้ำเพิ่มเติม มีข้อดีคือสร้างง่าย ติดตั้งเร็ว และมีความแข็งแรงเช่นกัน แต่อาจจะต้องสร้างห้องน้ำเพิ่มขึ้นเท่านั้นเอง และนอกจากนี้เรายังมี คำแนะนำเกี่ยวกับปัญหาแต่ละอย่างในการสร้างบ้านมาแนะนำกันด้วยไปชมกันเลย 8 คำถามที่มักจะพบบ่อยๆในการสร้างบ้าน จริงๆแล้วในการสร้างบ้านแต่ละหลังเจ้าของบ้านมักจะมีคำถามมากมายที่ต้องการจะทราบ ผู้เขียนขอรวบรวมมาเพียง 8 คำถามที่มักจะพบได้บ่อยๆเมื่อดำเนินการสร้างบ้าน ดังนี้ 1.งบประมาณเท่านี้ จะสร้างแบบนี้ได้ไหม จริงแล้วสำหรับคำถามยอดฮิตคำถามนี้ ผู้ตอบจะสามารถตอบได้อย่างถูกต้องและแม่นยำเมื่อได้ดำเนินการออกแบบบ้านแล้วเท่านั้น แต่สำหรับผู้รับเหมามืออาชีพ อาจจะสามารถตอบได้แบบคร่าวๆ เพราะเมื่อดำเนินการออกแบบไปแล้วนั้น งบประมาณกับแบบแปลนได้ออกแบบไว้บางครั้ง ความเข้าใจในคำพูดครั้งแรกที่เจรจากันอาจจะไม่ได้เป็นเช่นนั้นเลยก็มี ทางที่ดี ผู้ที่จะก่อสร้างบ้าน ควรจ้างผู้ออกแบบจากงบประมาณที่ตั้งไว้ในใจ สักร้อยละ 70 จะทำให้สามารถคุมค่าใช้จ่ายให้อยู่ในปริมาณที่สามารถควบคุมได้ ยกเว้นว่า มีความต้องการแบบนี้เพียงเท่านั้น ถ้าความต้องการเป็นแบบนี้แล้วนะ ผู้เขียนอยากจะบอกว่าเท่าไรก็ช่างมันเถอะ ก็เราชอบนี้น่า 2.ทำไมหลังนั้นใช้วัสดุแบบนี้ ทำไมหลังนี้ใช้ไม่ได้ หากคุณมีความต้องการอะไรต้องบอกช่างไปตั้งแต่ก่อนที่ช่างจะถอดแบบตีราคา จากแบบแปลนที่คุณให้กับช่างไป เนื่องจาก แบบแปลนเดียวกันหากเลือกวัสดุที่แตกต่างกันจะทำให้โครงสร้างและการใช้งานปรับเปลี่ยนไปตามความต้องการของเจ้าของบ้านได้ รวมทั้งการเลือกใช้วัสดุอุปกรณ์ก็ต้องแตกต่างกันไปตามสภาพพื้นที่ สภาพสิ่งแวดล้อม ดังนั้นข้อมูลอ้างอิงที่ได้มาต้องสามารถอ้างอิงได้ตามสภาพพื้นที่ด้วย ต้องศึกษาจากข้อมูลที่สามารถเชื่อถือได้เท่านั้น ไม่อย่างนั้น ทั้งคุณและช่างก็จะต้องมาเจรจากันไม่รู้จบ อาจจะต้องเสีย อารมณ์ หรืออาจจะต้องหาช่างมาก่อสร้างใหม่ไปเรื่อยๆ 3.สัญญาเป็นแบบนี้แต่อยากให้ช่างใจดี แถมตรงนี้ให้อีกนิดเพิ่มตรงนี้ให้อีกหน่อย คำถามนี้หากไม่เหนือบ่ากว่าแรง หรือว่างานที่ได้เซ็นสัญญากันไว้นั้น สำเร็จลุล่วงไปได้ด้วยดีโดยไม่มีอุปสรรคที่ไม่สมควรใดๆ มาขัดขวาง จนทำให้ผู้คุมงานรึว่าการดำเนินการก่อสร้างไม่เป็นไปตามที่ได้วางแผนไว้ ผู้เขียนเชื่อว่า ผู้ดำเนินการก่อสร้างมักจะยินดีทำให้โดยไม่เกี่ยงงอนแต่อย่างใด และยินดีทำให้ด้วยความเต็มใจและสุดฝีมือทุกครั้ง แต่ถ้ามีคำถามแบบนี้บ่อยๆ หลายๆ ครั้ง อาจจะไม่ได้รับการตอนสนองในคำถามนี้ ก็ขอให้ท่านได้โปรดเข้าใจว่า มันเป็นสิ่งที่นอกจากเหนือสัญญาที่ได้ตกลงกันไว้ ไม่ควรโวยวาย รึหาเรื่องกับช่างด้วยสาเหตุอันไม่สมควร แบบนี้ เราคนไทยด้วยกัน มีน้ำใจ 4.อยากให้เปลี่ยนตรงนี้เป็นแบบนี้ ตรงนี้เป็นแบบนี้ได้ไหม อันนี้เป็นสิ่งที่นอกเหนือจากสัญญาที่ได้ตกลงกันไว้อีกแล้ว แต่ช่างผู้คุมงานอาจจะปรับเปลี่ยน ย้ำอาจจะปรับเปลี่ยนให้ ถ้าไม่ได้ผิดกฎหมายรึว่าทำให้แบบแปลนรึโครงสร้างเสียไป แต่ส่วนใหญ่ช่างจะไม่ให้เปลี่ยนเลยนะ เนื่องจากเป็นสัญญาที่ได้ทำการตกลงไว้แล้ว 5.หยุดสร้างแค่นี้ได้ไหม งบประมาณหมด สำหรับคำถามนี้อยากให้ท่านอ่านสัญญาให้เข้าใจในรายละเอียดของสัญญาที่ได้ทำไว้ ว่าหากมีปัญหาใดๆ เกิดขึ้นผู้รับก่อสร้างสามารถเรียกร้องค่าเสียหากจากท่านได้ อย่างไรบ้าง ถ้าส่งงานเป็นงวดๆ อันนี้ส่วนใหญ่ในสัญญาจะเป็นการจ้างงานเป็นงวดงาน แต่ถ้าส่งมอบเมื่อแล้วเสร็จแล้วเท่านั้น ก็ขอให้ท่านเจรจากับผู้รับเหมาอย่างวจนภาษาและอวจนภาษา อย่างดีและมีเหตุผล โดยส่วนใหญ่คนไทยมักจะใจดีกับผู้ที่ประสบปัญหาต่างๆ อยู่แล้ว ให้ใจเย็นๆ กล่าวแต่ความจริง ท่านอาจจะเจอคนใจดีสร้างให้ฟรีๆก็ได้ หรืออาจจะลดค่าต่าง ๆ ให้ตามความเหมาะสม แต่ทุกอย่างต้องดำเนินการไปตามความเป็นจริง ไม่เช่นนั้น ท่านอาจจะถูกฟ้องก็เป็นไปได้ 6.ไม่ชอบช่าง คนงาน เจ้าหน้าที่ที่ส่งมาก่อสร้าง ขอเปลี่ยนได้ไหม ผู้เขียนอยากจะบอกว่าไม่ชอบนี้เป็นลักษณะไม่ชอบด้วยสาเหตุอะไร ไม่ชอบเพราะไม่รู้สิคือมันไม่ชอบ ไม่ชอบเพราะถามอะไรก็ไม่รู้เรื่อง ไม่ชอบเพราะ ทำงานช้า ไม่ชอบเพราะดูลักษณะเป็นคนไม่ใส่ใจงาน ผู้เขียนอยากให้ท่านดูที่วัตถุประสงค์ของการสร้างบ้านเป็นหลัก เข้าตรวจงานตามลักษณะของงวดงานตามที่ได้กำหนดไว้ ไม่ใช่เรื่องผิดที่ท่านเข้ามาดูแลการก่อสร้างของบ้านท่านบ่อยๆ นี้เป็นสิ่งที่ดีและเป็นเรื่องที่ดี แต่ถ้าหากท่านมาดูการก่อสร้างโดยที่ไม่ได้แจ้งให้กับผู้ควบคุมงานทราบ ท่านอาจจะในช่วงที่มีอันตรายจาการก่อสร้าง หรือว่าผู้ที่กำลังดำเนินการก่อสร้างอาจจะไม่รู้จักท่าน จึงไม่ยินดีที่จะให้ท่านเข้ามาในบริเวณการก่อสร้าง หรือท่านอาจจะมาสร้างความไม่สะดวกในการดำเนินการก่อสร้างในบริเวณต่างๆ ซึ่งคนที่ไม่ทราบว่าท่านเป็นใครอาจจะทำให้ท่านต้องเสียอารมณ์ หรือไม่ประทับใจ จนทำให้เกิดคำถามนี้ ผู้เขียนขอแนะนำให้ท่านแจ้งผู้คุมงานทุกครั้งเพื่อการอำนวยความสะดวกของท่านเอง 7.อ้าวเห้ย! ไม่เหมือนที่คุยกันไว้นี่หว่า บางครั้ง ท่านอาจจะดวงไม่ดีไปเจอกับการก่อสร้างที่ผิดไปจากสัญญาที่ได้ตกลงกันไว้ ขอให้ท่านดำเนินการ แจ้งผู้ควบคุมงานและห้ามเซ็นยินยอมตรวจรับงานเด็ดขาดไม่ว่าในกรณีใดๆ ทั้งสิ้น ทั้งนี้เพื่อผลประโยชน์ของตัวท่านเอง และหากไม่ได้ดำเนินการแก้ไขในระยะเวลาที่กำหนดขอแนะนำให้ท่าน เข้าพบกับผู้ที่มีอำนาจในการดำเนินการ ที่เหนือกว่าผู้ควบคุมงานทันที่ เพื่อที่ท่านจะได้รับแก้ไข ให้ถูกต้องในระยะเวลาที่เหมาะสม และอาจจะได้การดำเนินการเพิ่มเติมมากกว่าสัญญาที่ได้รับในบางกรณี 8.จะสร้างอีกหลังเอาแบบนี้ งบประมาณเท่ากันใช่ไหม ผู้เขียนขอเรียนชี้แจงว่างบประมาณในการก่อสร้างนั้น ต้องปรับเปลี่ยนไปตามการขึ้นลงของราคาของวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้าง ในการทำงานทุกครั้งสิ่งที่มุ่งหวังคือค่าตอบแทน หากผู้รับสร้างบ้านได้ค่าตอบแทนที่ไม่คุ้มค่ากับการทำงาน ก็คงจะไม่มีใครมารับก่อสร้างให้ท่านเป็นแน่ แต่ราคาโดยทั่วไปมักจะขึ้นลง ไม่เกินร้อยละ 10 ของราคาค่าก่อสร้าง ยกเว้นแต่ว่าวัสดุอุปกรณ์ที่ต้องใช้งานเกิดภาวะขาดตลาดอย่างจริงจัง นั้นอาจจะเป็นเหตุผลสำคัญที่ทำให้ราคาค่าก่อสร้างดีดตัวสูงขึ้นมากกว่านี้ รวมถึงค่าแรงของคนงานที่จะต้องเพิ่มขึ้นเมื่อมีการปรับเปลี่ยนค่าจ้างแรงงาน ทั้งนี้ต้องคำนึงถึงห้วงเวลาด้วย ถ้าระยะเวลาในการดำเนินการไม่ต่างกันมากเท่าไรก็ไม่น่าจะราคาเปลี่ยนแปลงไปมากนัก แต่ถ้าผ่านห้วงเวลามายาวนานแล้ว ผู้เขียนขอฟันธงว่าไม่สามารถได้ราคาเก่า หรือใกล้เคียงกับราคาเก่าได้อย่างแน่นอน ขอขอบคุณที่มา : www.babbaan.in/

อ่านเพิ่มเติม »

สูตรรักษาริดสีดวงทวาร ด้วยกระชายกับมะขามเปียก แชร์เก็บไว้เลย !!

แชร์เก็บไว้เลย สูตรรักษาริดสีดวงทวาร ด้วยกระชายกับมะขามเปียก ทำให้เกิดอาการริดสีดวงทวารขึ้น ซึ่งอาการเริ่มต้นจะมีตั้งแต่คันที่ปากทวารหนัก จนไปถึงเจ็บทวารหนักเวลาขับถ่าย หรือบางทีมีเลือดปนมากับอุจจาระ ภาพ-คลินิกรักษาโรคริดสีดวงทวารหนัก ลักษณะเป็นเลือดสดๆหลังการขับถ่าย จะว่าไปอาการค่อนข้างน่าตกใจน่ากลัวนะคะ ใครที่เคยเป็นคงทราบถึงความเจ็บปวดทุกทรมานกันดี สาเหตุที่เป็นนั้นส่วนใหญ่เกิดจากพฤติกรรมการขับถ่าย หรืออาการท้องผูกเรื้อรัง ทำให้ต้องใช้กำลังในการเบ่งมาก จึงทำให้เส้นเลือดดำบริเวณทวารหนักเกิดการโป่งพองจนกลายมาเป็นโรคริดสีดวงในที่สุด สมุนไพรไทยที่จะแก้อาการริดสีดวงทวารก็มากมายหลายสูตร และหลายชนิด อยู่ที่ว่าสูตรไหนชนิดไหนใช้รักษาอาการริดสีดวงทวารที่เป็นมากหรือเป็นน้อยแตกต่างกันไป ซึ่ง“กระชาย–มะขามเปียก” เป็นสูตรรักษาอาการริดสีดวงทวารที่เพิ่งจะเริ่มเป็นใหม่ๆ ยังไม่ถึงขั้นรุนแรง และไม่ให้เป็นการเสียเวลา เรามารู้จักสมุนไพรชนิดนี้กันเลยค่ะ กระชาย หรือ BOESENBERGIA ROTUNDA (LINN) MANSF. อยู่ในวงศ์ ZINGIBERACEAE เหง้าและราก มีน้ำมันหอมระเหย CINEOL BORNEOL ใช้แต่งกลิ่นอาหาร แก้บิด แก้โรคในปาก เช่น ปากเปื่อย ปากแตกระแหง “กระโปกกระชาย” ต้มรวมกับ หญ้าขัดมอญ ดื่มต่างน้ำชาบำรุงเลือดแก้กามตายด้าน มะขาม เป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดจากทวีปแอฟริกา แต่เข้าสู่ประเทศไทยมานานกว่า 700 ปี กระทั่งมีความเชื่อของคนไทยมาแต่โบราณว่าปลูกต้นมะขามไว้ทางทิศตะวันตกของบ้านจะช่วยให้มีแต่คนเกรงขาม เราสามารถจำแนกมะขามออกเป็นมะขามเปรี้ยวและมะขามหวาน พันธุ์มะขามหวานที่นิยมกินฝักสด เช่น พันธุ์สีทอง น้ำผึ้ง ขันตี หมื่นจง ส่วนมะขามเปรี้ยวมักนำไปทำมะขามเปียก สามารถเก็บไว้ได้นาน ใช้ปรุงอาหารให้รสเปรี้ยวกลมกล่อม ยอดอ่อนมะขามให้รสเปรี้ยว นิยมนำไปปรุงอาหาร มีวิตามินซีสูงกว่าส่วนอื่น ๆ ช่วยปกป้องตาจากสารอนุมูลอิสระที่เป็นสาเหตุให้เลนส์ตาขุ่นมัว และช่วยให้ร่างกายมีภูมิต้านทานโรคสูงขึ้น เนื้อมะขามมีกรดอินทรีย์อย่างกรดทาร์ทาริกและกรดซิตริก ซึ่งมีฤทธิ์ระบายและลดความร้อนของร่างกาย ใครมีปัญหาท้องผูกบ่อย ๆ ให้ลองกินมะขามสุกสัก 3-4 ฝัก แล้วดื่มน้ำอุ่นตามเยอะ ๆ รับรองเห็นผล แถมยีงช่วยขับเสมหะและลดอาการไอด้วย แคลเซียมนั้นมีมากที่ในฝักอ่อนและมีปริมาณรองลงมาในมะขามเปียกและยอดอ่อน ส่วนมะขามสุกจัดจนเป็นมะขามเปียกนั้นจะมีเส้นใยอาหารสูง สรรพคุณทางยาที่มีมาแต่โบราณของมะขาม เช่น เนื้อในฝักแก่แก้อาการท้องผูก แก้ไอ ขับเสมหะ เป็นยาระบาย เนื้อมะขามเปียกข้น ๆ ผสมเกลือ กินขับเลือดที่ตกค้างของหญิงหลังคลอด เมล็ดแก่คั่วสุกกะเทาะเปลือก แช่น้ำเกลือให้พอง กินเป็นยาถ่ายพยาธิไส้เดือนหรือบดเป็นผงละลายน้ำ ปิดแผลในคนเป็นโรคเบาหวาน ใบแก่เป็นยาแก้ไอ ขับเสมหะ ขับเลือดและลมในลำไส้ แก้โรคบิด เปลือกต้นต้มน้ำดื่มเป็นยาแก้ท้องเดิน หรือใช้อมแก้เหงือกบวม แก้ฟันผุ วิธีการรักษา ให้เอา “กระชาย” สด กับ “มะขามเปียก” อย่างละ 50 กรัม และ เกลือป่น 10 กรัม ไปต้มกับน้ำ 1 ลิตร จนเดือดดื่มก่อนนอนครั้งละ 3 ส่วน 4 แก้ว ดื่มทุกวันอาการที่เป็นจะค่อยๆดีขึ้นและหายได้ในที่สุด เป็นยังไงบ้างคะ กับวิธีการรักษาริดสีดวงทวารโดยใช้ กระชาย-มะขามเปียก เห็นแล้วใช่ไหมคะว่าสมุนไพรไทยของเรามีประโยชน์มากมายจริง นอกจากจะใช้ปรุงอาหารให้อร่อยแล้วยังเป็นยารักษาโรคได้อีกด้วย สุดท้ายนี้ของฝากนิดนึงนะคะ หากใครเป็นโรคริดสีดวงทวารแล้วรักษาหาย ไม่ว่าจะทานยา หรือใช้สมุนไพรก็ตาม ท่านยังมีโอกาศที่จะกลับมาเป็นอีก แนะนำวิธีป้องกันที่ได้ผลดีที่สุดคือ ให้เปลี่ยนพฤติกรรมด้านการขับถ่าย โดยขับถ่ายให้สม่ำเสมอ และเป็นเวลา รับประทานอาหาร ให้ครบ 5 หมู่ และรับประทานพวกผักผลไม้ที่ช่วยในเรื่องของการขับถ่าย ขอรับรองว่า ริดสีดวงทวารจะไม่กลับมาหาท่านอีกแน่นอนค่ะ ขอขอบคุณเนื้อหาจาก : ศาสตร์เกษตรดินปุ๋ย, หนังสือพิมพ์ไทยรัฐ, Prayod.com, ไทยสมุนไพร.net

อ่านเพิ่มเติม »

แชร์เก็บไว้เลย !! เพจกฎหมายแนะ “9 วิธีดูแลที่ดินว่างเปล่า” ก่อนจะถูก “ครอบครองปรปักษ์”

เชื่อว่าเป็นอีกหนึ่งปัญหาคาใจใครหลายๆ คน ที่มีเปล่าแล้วปล่อยทิ้งไว้ไม่ให้การดูแล จนกระทั่งมีคนเข้าไปสร้างกระท่อมอยู่อาศัยอย่างเปิดเผยนานหลาย 10 ปี จนทำให้เจ้าของต้องเสียที่ดินไป แม้จะเป็นเจ้าของกรรมสิทธิ์หรือมีโฉนดที่ดินก็ตาม เพราะผู้บุกรุกก็อาจได้กรรมสิทธิ์โดยการครอบครองปรปักษ์ตามกฎหมายได้ อย่างไรก็ตามในเพจเฟซบุ๊ก สายตรงกฎหมาย ได้โพสต์คำแนะนำในการดูแลที่ดินที่ซื้อไว้ และไม่ได้นำไปใช้ประโยชน์ โดยอาจทำให้เสียสิทธิ์ในการเป็นเจ้าของไป โดยสามารถดำเนินการได้ดังนี้… 1 หมั่นไปดูที่ดินเป็นประจำ อย่างน้อยสุดปีละ 1 ครั้ง (เป็นเพียงภาพประกอบเท่านั้น) 2 เมื่อไปดูที่ดิน หากมีชาวบ้านแถวนั้น ให้เข้าไปถามไถ่ว่ามีใครมาใช้ที่ดินของเราบ้างมั้ย 3 ตรวจหลักหมุดว่ายังอยู่ที่เดิมมั้ย ชำรุดหรือไม่ มีการเคลื่อนย้ายหรือไม่ ไม่ใช่ว่าหายไปแล้วล่ะ 4 ถ้าหลักหมุดหาย ควรไปแจ้ง ตร ขอดำเนินคดีไว้ (ไม่ใช่แจ้งเป็นหลักฐาน ไม่ใช่แจ้งขอลงบันทึกประจำวัน) เพราะการทำลายหลักหมุดเป็นความผิดอาญา แต่หาก ตร ไม่ยอมจริงๆ เราก็อาจจะต้องยอมก็ได้ หลังจากนั้น แจ้งที่ดินเพื่อดำเนินการต่อ 5 ควรรังวัดที่ดินอย่างน้อยทุก 5 ปี หรือเมื่อพบความผิดปกติของเนื้อที่ที่เรามี เพราะที่ดินอาจมีการเพิ่มหรือลดได้ โดยเฉพาะที่ดินริมตลิ่งหรือริมน้ำ 6 หากพบผู้อื่นมาอยู่อาศัย ควรดำเนินการตกลงให้รู้เรื่องว่า เค้าอยู่บนที่ดินเรานะ จะเช่าหรือจะซื้อหรือจะอย่างไร ก็ควรตกลงกันให้รู้เรื่อง ไม่งั้นก็ไล่ออกไป 7 ที่ดินเราควรล้อมรั้วไว้เพื่อกำหนดเขตแดนที่แน่นอน 8 ควรแสดงป้ายว่าที่ดินนี้มีเจ้าของ คนอื่นจะได้รู้ว่าไม่ใช่ที่ดินสาธารณะ 9 สังเกตว่ามีร่องรอยทางเดินผ่านหรือทางรถวิ่งผ่านประจำหรือไม่ เพราะอาจจะโดนใช้เป็นทางผ่านประจำก็ได้ หลายคนมีที่ดินอยู่ ต้องระวังนะครับ เพราะหากปล่อยไว้ไม่ดูแล อาจต้องสูญเสียไปฟรีๆ หากพบเห็นความไม่ชอบมาพากล ควรปรึกษานักกฎหมายหรือทนายความ ขอบคุณข้อมูลจาก : เพจ สายตรงกฎหมาย ยึดมั่นความยุติธรรม ที่มา: janjao

อ่านเพิ่มเติม »

ทั้งโลกต้องตะลึง! ชายคนนี้ คือเทพแห่งการตั้งเหรียญ สะท้านแรงโน้มถ่วง ที่มีไม่กี่คนในโลกที่ทำได้ (ชมคลิป)

ถ้าเราลองนำเหรียญมาตั้งเล่นๆ จะรู้ว่า มันไม่ง่ายเลยที่จะตั้งเหรียญให้อยู่นิ่งๆ ได้ เพียงแค่เหรียญเดียวก็แทบแย่แล้ว แต่สำหรับบางคนที่ชอบตั้งเหรียญเล่น อาจทำได้ดีกว่านั้น แต่รับรองว่าไม่มีใครที่จะมีฝีมือและไอเดียได้เหนือชั้นเท่ากับเขาคนนี้อีกแล้ว เขาสามารถวางเรียงซ้อนกันเป็นร้อยๆ เหรียญจนกลายเป็นงานศิลปะที่สวยงามได้ โดยภาพการซ้อนเหรียญชุดหนึ่งถูกโพสต์ขึ้นบนทวิตเตอร์ที่มีชื่อว่า Tanu (@thumb_tani) ของหนุ่มชาวญี่ปุ่นรายหนึ่ง ซึ่งแสดงให้เห็นถึงทักษะที่เหนือชั้น ด้วยการซ้อนเหรียญเป็นรูปร่างที่สวยงาม แสดงให้เห็นถึงการจัดวางที่ใครๆ ต่างก็ต้องทึ่ง เมื่อตำแหน่งของเหรียญที่อยู่ข้างล่างดูไม่น่าจะเป็นไปได้เลยที่จะรับน้ำหนักของเหรียญจำนวนมากข้างบน หรืออีกหลายๆ ภาพที่ทำให้เราสงสัยว่าทำได้อย่างไร ชมคลิป และคำตอบคือ “หาสมดุลให้เจอ” ลองดูวิดีโอต่อไปนี้ เพื่อพิสูจน์ว่าการตั้งเหรียญเป็นร้อยๆ เหรียญนั้นทำได้จริง แต่มันไม่ใช่เรื่องง่ายเลย ขอบคุณข้อมูลจาก : kidsnews.bectero , petmaya , Boredpanda , tnews.co.th ขอบคุณคลิปจาก : thumbsam1

อ่านเพิ่มเติม »

นี่และที่พี่ต้องการ.แค่นี้พอ!!? หมู่บ้านนี้ไม่มี “ถนน” แถมไม่ใช้รถ แต่กลับกลายเป็นหมู่บ้านในฝันของใครหลายคน บอกได้เลย “สวยงามจริงๆ”!! (ชมภาพ)

เมื่อพูดถึงเมืองแห่งสายน้ำที่โรแมนติก ใครๆ ก็คงนึกถึงเมืองเวนิสเป็นลำดับแรก แต่เชื่อไหมว่าในประเทศเนเธอร์แลนด์ก็มีหมู่บ้านชวนฝันสุดโรแมนติกอย่าง “หมู่บ้านกีธูร์น” (GIETHOORN VILLAGE) แอบซ่อนอยู่ ซึ่งได้รับฉายาว่า “เวนิสแห่งเนเธอแลนด์” นั้นก็เพราะว่าหมู่บ้านแห่งนี้ไม่มีรถ ไม่มีถนน ไม่มีมลพิษหรือความวุ่นวายใดๆ มีแต่ลำคลอง น้ำใส เรือพายลำน้อย ต้นไม้ใบหญ้า และอากาศบริสุทธิ์เท่านั้น เป็นดั่งสวรรค์สำหรับการพักผ่อนแบบสโลว์ไลฟ์อย่างแท้จริง หมู่บ้านกีธูร์น ตั้งอยู่ห่างจากตัวเมืองอัมสเตอร์ดัมประมาณ 120 กิโลเมตร ใช้เวลาเดินทางโดยรถบัสประมาณ 2 ชั่วโมง เนื่องจากตั้งอยู่ติดริมทะเลสาป มีน้ำอุดมสมบูรณ์ ภายในหมู่บ้านมีลำคลองน้ำใสต้นไม้ใบหญ้าและดอกไม้สวยงามมากมายเต็มทุกที่ ส่วนสาเหตุที่หมู่บ้านนี้เต็มไปด้วยน้ำนั้นก็เพราะว่า ในอดีตที่นี่เคยถูกใช้เป็นเหมืองขุดถ่านหินมาก่อนและรูที่ถูกขุดนั้นก็กลายมาเป็นทางให้น้ำไหลเข้ามา และคนในสมัยก่อนก็ใช้สายน้ำเหล่านี้ช่วยในการขนส่งถ่านหิน ในหมู่บ้านไม่มีรถไม่มีถนน มีแต่คลองขนาดเล็กที่มีความยาวกว่า 7.5 กิโลเมตรแทรกตัวไปทั่วหมู่บ้าน มีสะพานไม้ทรงสวยๆมากกว่า 100 สะพานไว้เชื่อมระหว่างบ้านเรือนเข้าหากัน ชาวบ้านที่นี้ใช้เรือเป็นพาหนะในการเดินทางสัญจรเท่านั้นถ้าได้ล่องเรือในคลองที่มีน้ำใส ท่ามกลางอากาศที่เย็นสบายกำลังดี ชื่นชมบ้านเรือนทรงน่ารักที่เรียงรายอยู่ริมฝั่ง เพลิดเพลินไปกับดอกไม้หลากสีสรรที่ผลิบานสะพรั่ง ก็คงจะสุขใจไม่ใช่น้อยเลย แม้ว่าที่นี่จะเงียบสงบดี แต่ก็มีนักท่องเที่ยวมากมายชอบมาพักผ่อนที่นี่ และจะมีทั้งเป็ด ไก่และนกออกมาทักทายผู้คนอย่างเป็นกันเอง แถมยังมีเรือล่องผ่านไปๆ มาๆ และยังมีผู้คนที่พาสุนัขออกมาเดินเล่น ผู้สูงอายุเดินออกกำลังกายหรือปั่นจักรยาน ถ้าคุณขับรถมา คุณต้องจอดรถของคุณที่นอกหมู่บ้านแล้วนั่งเรือเข้าไปในหมู่บ้าน ไม่ว่าจะเป็นสายน้ำหรือสิ่งต่างๆ ที่อยู่ริมฝั่ง จะทำให้คุณรู้สึกถึงความเงียบสงบของหมู่บ้านแห่งนี้ การได้ล่องเรือเข้าหมู่บ้านอันเงียบสงบ เพลิดเพลินกับวิวอันสวยงาม พร้อมกับฟังคนขับเรือแนะนำประวัติและลักษณะของแต่ละบ้าน คงไม่มีที่ไหนจะสบายกว่านี้แล้ว สำหรับตัวบ้านของหมู่บ้านกีธูร์น สังเกตบนหลังคาจะมีลักษณะพิเศษ ซึ่งเป็นการมุงหลังคาด้วยใบ Reed เป็นพืชน้ำลักษณะคล้ายต้นกกในบ้านเรา โดยพบเจอได้ง่าย ผู้คนชอบนำมาตากให้แห้งทำเป็นฟืนและใช้มุงหลังคา มีอายุการใช้นานถึง 40 ปีก่อนเปลี่ยนใหม่ ว่ากันว่าคนสมัยก่อนยากจนไม่มีเงินซื้ออิฐและกระเบื้อง จึงใช้พืชชนิดนี้มาทำเป็นหลังคา แต่ทุกวันนี้กลับมีราคาแพงกว่าอิฐหลายเท่า ตัวบ้านจะเป็นสไตล์เดียวกันหมด แนวยุโรปชั้นเดียวเล็กๆ น่ารัก ดูอบอุ่น มีพื้นที่นั่งเอกเขนกผ่อนคลายหน้าบ้านและมีสวนด้านหลัง ในสวนมีดอกไม้หลากสีสันที่ผลิบานสะพรั่ง เพิ่มความสดใสสวยงามให้กับหมู่บ้านไม่ใช่น้อยเลยทีเดียว ซึ่งไม่ว่าคุณจะยืนดูวิวที่ไหน หมู่บ้านกีธูร์นจะไม่ทำให้คุณผิดหวังแน่นอน ที่นี่นอกเหนือจากเสียงของนักท่องเที่ยวแล้ว ยังมีเสียงครวญเพลงจากธรรมชาติและสัตว์ต่างๆ ที่ทำตัวเป็นนักร้องประสานเสียงที่คอยต้อนรับผู้มาเยือน อย่างกับได้เข้าไปอยู่ในโลกแห่งเทพนิยาย โลกแห่งเทพนิยายนี้มีความสวยงามทั้งสี่ฤดู เมื่อเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ ที่นี่ก็จะเต็มไปด้วยดอกไม้บานและใบไม้สีเขียวอ่อนๆ สัตว์เลี้ยงต่างๆ วิ่งเล่นอยู่ในสวน เงาสะท้อนบ้านเรือนในน้ำใส เมื่อถึงฤดูร้อนด้วยความที่มีน้ำเหล่านี้ไหลผ่าน ทำให้ที่นี่เย็นสบายมากเหมือนกับเปิดเครื่องปรับอากาศจากธรรมชาติเลย ในช่วงเช้าของฤดูใบไม้ร่วง เมื่อคุณเปิดหน้าต่างก็จะพบว่าหมู่บ้านนี้อยู่ในหมอก พร้อมกับใบหญ้าเขียวๆ และสายน้ำที่เงียบสงบ เมื่อถึงฤดูหนาวที่นี่ก็จะกลายเป็นโลกแห่งหิมะ ลำคลองก็จะกลายเป็นสวรรค์สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการเล่นสเก็ตน้ำแข็ง จากเด็กอายุตั้งแต่ 5 ขวบไปจนถึงผู้สูงอายุ ต่างชอบมาเล่นสเก็ตน้ำแข็งที่นี่กัน หมู่บ้านกีธูร์น สถานที่ในฝันของใครหลายๆ คน ที่นี่มีบ้านหลังเล็กๆ ไม่มีถนนตัดผ่าน ไม่มีเสียงดังรบกวน ไม่มีรถวิ่ง ไม่มีเสียงแตรดังและควันจากท่อไอเสียให้หงุดหงิด มีวิวสวยงามจากธรรมชาติให้ดูตลอดทั้งปี ไม่มีที่ไหนจะเพอร์เฟคและดีต่อใจไปกว่านี้แล้ว นี่แหละ ความสุขที่ง่ายๆ ที่ใครหลายๆ คนอยากได้ ข้อมูล : LIEKR

อ่านเพิ่มเติม »

มันตรงมาก!! คนที่เกิด 2510-2531 “อยากให้ทุกคนต้องอ่านดู”แล้วคุณจะต้องยิ้มอย่างแน่นอน!!

โคตรจริง !! 48 เรื่องสุดบรรยาย คนที่เกิด พ.ศ. 2510–2531 ต้องอ่านดู !! แล้วคุณจะรู้ว่าคุณแก่…. เชื่อว่าหลายๆ คนที่ได้อ่านข้อความต่อไปนี้จะต้องอมยิ้มและนึกถึงความหลังเป็นอย่างแน่นอน เพราะเรื่องราวต่อไปนี้เราได้รวบรวมเหตุการณ์ในยุคของคนที่เกิด พ.ศ. 2510 – 2531 ซึ่งตรงอย่างไม่น่าเชื่อ!!! เหตุการณ์ที่เรียกได้ว่าคนในช่วงยุคปี 2510 – 2531 ถึงจะเข้าใจได้เป็นอย่างดี อ่านแล้วคิดตามแล้วลองย้อนอดีตกันดูครับว่ามันจะจริงและโดนใจแค่ไหน เชื่อว่าถ้าคุณได้อ่านแล้วคุณจะต้องร้อง เฮ้ย..จริงอ่ะ อย่างแน่นอน ว่าแล้วเราไปดูกันเลยดีกว่าค่ะ… 1.คุณเป็นรุ่นสุดท้าย ที่ได้เล่น มอญซ่อนผ้า กระโดดยาง รีรีข้าวสาร เป่าก.บ ฯลฯ โดยไม่ต้องไปหาดูตามงานวัด หรืองานแสดงศิลปวัฒนธรรม 2. คุณเกิดมาร้องเพลง ขอมอบดอกไม้ในสวนได้ทันในยุคที่ พี่แจ้ นกแล นิธิทัศน์ ยังดัง และเมื่อโตขึ้น คุณก็ยังไม่แก่เกินไปที่จะฟัง ดีทูบี 3.คุณได้เห็นคาราบาวยุคก่อนประวัติศาสตร์เฟื่องฟู และเสื่อมถอย (เรเนซองส์) 4. คุณได้เห็น ก็อต จักรพันธ์ (คนเดียวกับเจ้าชายลูกทุ่ง) ยังร้องเพลงสตริงวัยรุ่น 5.คุณเกิดมาทันพอดีในยุคที่รองเท้าและถุงเท้านักเรียนแลกซื้อของเล่น (หลอกเด็ก) และหลังจากหมดยุคคุณ มันก็ไม่ทำมาหลอกเด็กอีกเลย   6.คุณโชคดีที่เกิดมาทันในยุคที่เมืองไทยมีดาราเด็กชื่อดังอย่าง น้องตูมตาม เพราะสามารถนำมาเปรียบเทียบกับความน่ารักของน้องพลับในยุคนี้ได้   7. คุณโตมาพร้อมกับโงกุน ดราก้อนบอลมันออกฉายทีวีครั้งแรกปี 2529 – 2538 หนังสือการ์ตูนอัพเดททุกสัปดาห์ มีพิมพ์ทุกสำนัก ไม่มีการดองเพราะยังไม่มีลิขสิทธ์ อ่านแล้วไปดูช่อง 9 อีกยังมันส์ ถามเด็กผู้ชายยุคนั้นไม่มีใครไม่รู้จักพลังคลื่นเต่า ที่กินเวลา 10 กว่าปีถึงจะจบ (แต่เด็กรุ่นใหม่ใช้เวลาอ่านแค่วันเดียว)   8.สุดยอดแห่งการ์ตูนก็มีในยุคนี้ เช่น เซนต์เซย่า เจ็ทแมน จีบัน เกียบัน ชาลีบัน ซึบาสะ นายมดแดง อุลตร้าแมน เซเลอร์มูน รันม่า 1 / 2 ฯลฯ มันเข้ามาฉายตอนเราอยู่อนุบาล- ประถม แล้วพอขึ้นชั้นมัธยม มันก็ค่อยๆ หายไป (แล้วฮีโร่ของเด็กยุคนี้ล่ะ จา พนม) 9.คุณเกิดมาทันพอดีกับช่วงเกมส์กด วีดีโอเกมส์ คอนทร้า มาริโอ พอโตขึ้นก็ยังไม่แก่เกินไปที่จะเล่นเพลย์สเตชั่น และทามาก็อตจิ   10. ในช่วงเริ่มเข้าสู่วัยรุ่น คุณก็โตมาพร้อมกับอาร์เอส ยุคที่นักร้องอายุไล่เลี่ยกับคุณ ออกเทปกันให้ควั่ก และคุณยังได้เห็นตำนานร็อกหรั่ง หินเหล็กไฟ เสือ อิทธิ ไฮร็อค ล่มสลายไปต่อหน้าต่อตา หลังการเข้ามาของเต๋า ทัช บอยสเก๊าท์ แก๊งใจง่าย หลังจากนั้นก็เป็นยุคทองของอาร์เอส โดยแท้จริง (แต่นั่นมันอดีต ยุคนี้เค้าห้ามเอาของเกี่ยวกับอาร์เอสเข้าบ้าน)   11.หนังไทยก็ทำตามวัยของคุณ แล้วมันก็มีเยอะจริงๆ อนึ่งคิดถึงฯ น้ำเต้าหู้กับครูระเบียบ ปีหนึ่งเพื่อนกันฯ กระโปรงบานขาสั้น โลกทั้งใบฯ เด็กเสเพล พอคุณโตเข้าหน่อยก็มีหนังอย่าง โอเนกาทีฟ จักรยานสีแดง แล้วที่ทำมาโดนใจคนยุคนี้จริงๆ อย่างหนังระลึกชาติ แฟนฉัน 12.คุณโชคดีมากๆที่เคยร้องไห้ตอนฟังเพลง “เราและนาย” ของโลโซในงานวันปัจฉิมนิเทศเพราะตอนนี้คงไม่มีใครเสียน้ำตาให้กับเพลงนี้อีกแล้วเพราะเนื้อเพลงช่างตรงข้ามกับภาพลักษณ์ของวงสิ้นดี 13.คุณได้ซึมซับอารมณ์และบรรยากาศของการเข้าฉายครั้งแรก ของสุดยอดหนังตื่นตา ตื่นใจในยุคนั้นอย่าง Terminator 2, Jurassic Park, Speed (ภาคหลังอย่าได้พูด) 14.รองเท้าแตะในตำนานอย่าง Scholl (สกอลล์) ก็มาฮิตที่สุดในยุคคุณนี่แหละ ใส่กันทั่วบ้านทั่วเมือง (ร้อยละ 70 ของเด็กวัยรุ่นยุคนั้น โดนขโมยแต๊บมาแล้ว) 15.คุณเกิดมาทันได้ดูลิเวอร์พูลยุคล่าอาณานิคม (ยุค’80)และตกเป็นเมืองขึ้น (ยุค’90) จนถึงปัจจุบัน 16. มีหมากฝรั่งบุหรี่ด้วย อิอิ กินแล้วโดนดุประจำ 17.เรียนพุทธศาสนา วันอาทิตย์ 18. ดูดาวพระศุกร์ สายโลหิต เวอร์ชั่น ศรราม สุวนันท์ 19. 10ปีที่แล้ว เจ้าขุนทองเป็นยังไง 10 ปีให้หลัง เจ้าขุนทองก็ยังอยู่ มันไม่แก่ขึ้นเลยว่ะ 20.คุณได้เห็นยุคที่ทีมชาติไทยยังเป็นดรีมทีม จนปัจจุบันกลายเป็นฝันค้าง 21. 3 หนุ่ม 3 มุม บ่ายวันเสาร์ 22. Window 95 โอ้ว…จอร์จ มันยอดมาก Word, Excell, Access 97 ใช้ยากจริงๆ 23. packlink 1145 ใช้ส่งข้อความ เป็นอะไรที่วัยรุ่น hit hot มาก 24. ยุคเฟื่องฟูสุดขีด ของ วง Micro อารมณ์ “ขอมือขวาหน่อยคร๊าบ” 25. แผ่นซีดียังราคา 250 บาททั้ง Grammy และ RS 26. โอ้ว…อินเทอร์เน็ต สุดยอดใช้แชทได้ด้วย 27. หนังจีน… เล่นไพ่ โคตรสารพัด เทคนิค ในการโกง… คนตัดคนภาค 1 2 3 พระเอกต้องโง่ก่อน แล้วมาเก่งสุดๆ… ได้อาจารย์ ที่เก่งกว่า ตัวโกง.. แต่ถูกโกงแล้วมาถ่ายทอดฝีมือ โคตรเซียนให้ลูกศิษย์ 28. หนังจีนทุกเรื่อง มีประโยคฮิต “ใครฆ่าท่านพ่อ ท่านแม่..อาจารย์” “แก้แค้น 10 ปีไม่สาย” “บุญคุณต้องทดแทนความแค้นต้องชำระ” “ข้าน้อยมีตา หามีแววไม่..” “ข้าน้อย สมควรตาย..” ก่อนตาย เพื่อนพระเอก พระเอก หรือนางเอก จะต้อง… โอ้ว.. (หายใจไม่ออก) ใกล้ตายเต็มทน แต่ยัง ยืดเยื้อไปได้อีกหลายซีน… ยุคนั้น… บูมมาก สำหรับ “ดาบมังกรหยก” ศรรามเล่นเรื่อง …

อ่านเพิ่มเติม »

ยิ่งคบ ยิ่งตกต่ำ ซวยแน่ๆ!! คน 4 ประเภท คบแล้วชีวิตฉิบหาย ยิ่งอยู่ห่าง ให้ไกลเท่าไหร่ยิ่งดี ไม่อยากวิบัติ เช็คเลย!

“คบคนพาลพาลพาไปหาผิด คบบัณฑิตบัณฑิตพาไปหาผล” สํานวนสุภาษิตนี้ ไม่ว่าจะผ่านไปกี่ยุค กี่สมัย ก็ยังคงใช้ได้ดีอยู่เสมอ ซึ่งความหมายโดยรวม แสดงถึงการเลือกคบคน ที่ต้องเลือกดูดีๆ เพราะหากคบคนชั่วหรือคนไม่ดีเป็นมิตร ก็มักชักพาเราไปในทางที่ไม่ดี แต่ถ้ารู้จักเลือกคบเพื่อนที่ดี มีความรู้ ก็จะนำพาเราไปในทางที่ดี และมีสิ่งดีๆตามมา ขออนุญาตแชร์เกร็ดความรู้ดีๆ เกี่ยวกับ คน 4 ประเภท ที่ไม่ควรคบหา และ คน 4 ประเภท ที่ควรคบหาเป็นเพื่อน จะมีบุคคลประเภทไหนบ้าง ไปติดตามดูพร้อมๆกันเลย รู้จัก-คบหาคนสี่ประเภทนี้ ชีวิตของเราถูกทำลายไปแล้วครึ่งหนึ่ง ยิ่งรู้เร็วเท่าไหร่ยิ่งดี ประเภทที่ ๑ ยามที่เอ่ยปากขอยืมเงิน แทบจะคุกเข่า ตบตีชกอกแสดงความขอบคุณ อีกทั้งสัญญาจะคืนเงิน ให้ตรงเวลา ทว่า ถึงเวลาที่ต้องคืนเงิน กลับหลบหลีกหนีหาย หรือหาเหตุผลนานามาปฏิเสธ หรือกระทั่งปิดเครื่องหนีหาย เบี้ยวไม่ยอมจ่าย ประเภทที่ ๒ ยามที่เราช่วยเขา เขาดีใจ ยามที่เราไม่ช่วยเขากลับกลายเป็นปรปักษ์ เพื่อผลประโยชน์เพียงเล็ก น้อยก็กลายเป็นศัตรูกับเราทันที ประเภทที่ ๓ ไม่รู้ที่จักให้เกียรติและเคราพผู้อื่น เอาตัวเองเป็นหลักเป็นจุดศูนย์กลาง ทำการลงทุนแล้วมีกำไร รู้จักผู้คนในเครื่องแบบไม่กี่คน ก็รู้สึกว่าคนอื่นๆสู้ตนเองไม่ได้ เคยชินกับการหาความสุขให้กับ ตนเองบนความทุกข์ของคนอื่น เพื่อผลประโยชน์ส่วนตัวทำให้ผลประโยชน์ส่วนรวมเสียหาย โอ้ อวดความสำเร็จของตนเองต่อหน้าผู้อ่อนแอ ประเภทที่ ๔ สิบเรื่องเราช่วยเขาทำสำเร็จเก้าเรื่อง มีเพียงเรื่องเดียวที่ทำแล้วไม่สบอารมณ์เขาก็ไม่พอใจ อยู่ร่วมกับคนอื่นไม่เคยจดจำคนอื่นที่ดีต่อเขา จดจำแต่สิ่งที่ไม่สมดังปรารถนาของเขา กับเพื่อนที่เคยช่วยเหลือเขา ใช้จ่ายเพื่อเขา ไม่เคยมีจิตใจสำนึกขอบคุณ คิดว่าได้มาฟรีๆเป็นสิ่งที่สมควร ได้เจอะเจอหรือได้คบหาคนสี่ประเภทนี้ ชีวิตของเราก็ถูกทำลายไปแล้วครึ่งหนึ่ง เพื่อนสี่ประเภทที่ต้องคบหา ๑. เพื่อนที่เห็นคุณค่า~ชื่นชมเรา ในยามที่เราตกทุกข์ได้ยาก ให้กำลังใจเราช่วยเหลือเรา ๒. เพื่อนที่มีพลังงานในเชิงบวก ยามที่เราเศร้าโศกเสียใจอยู่เคียงข้าง อีกทั้งชี้แนะวิธีแก้ไขปัญหา ๓. เพื่อนที่เป็นผู้นำทางให้เรา ยอมนำทางให้โดยยินยอมเสียสละ ผ่านดินโคลนผ่านหมอกควัน ๔. เพื่อนที่กล้าวิพากษ์วิจารณ์เรา คอยย้ำเตือนสติเราทุกเวลา ดูแลเราเพื่อไม่ให้ชีวิตของเราย่างก้าวเดินบนทางที่ผิดๆ มีเพื่อนเช่นนี้ ชีวิตของเราจะเปี่ยมด้วยแสงตะวัน Cr : Niwat Rungvicha , สะติมา สุขะเมทะติ ///////////////////// ยิ่งคบ ยิ่งตกต่ำ! เผย 9 ลักษณะชายกาลกิณีนำพาแต่ความซวย ลองดูวิธีสังเกตว่าชายลักษณะแบบใดที่คนโบราณเชื่อว่ามีลักษณะที่เป็นกาลกิณี หากได้เป็นคู่จะประสบแต่ความยากลำบากในชีวิต เหมือนดั่งเคราห์ซ้ำกรรมซัด มีแต่ชิบหายล่มจม 1. ผู้ชายผิวดำไม่มีน้ำมีนวล มีรูปร่างสูงใหญ่ หน้าตาบูดบึ้งอยู่ตลอดเวลา ตาเหลือง ชอบเล่นลิ้น เสียงแหบแห้ง มักไม่ค่อยชอบสบตาคน ชอบมีลับลมคมใน มีนิสัยยิ่งยโส อวดดี ขี้คุยข่มผู้อื่น คนลักษณะแบบนี้ไม่ควรคบเพราะนิสัยเหมือนอันธพาลชอบหาเรื่อง เหลี่ยมจัด ไม่จริงใจ จะนำเรื่องมาให้วุ่นวายใจ ชอบทรยศหักหลัง และยังขาดความจริงใจ 2. ผู้ชายตาดุ นัยน์ตาดุเหมือนเสือ ในตาขาวมองเห็นเส้นเลือดสีแดง โบราณว่าเป็นคนมากโทสะ จิตใจโหดร้าย ไม่มีศีลธรรม จะสร้างศัตรูให้ ชอบหาเรื่อง 3. ผู้ชายขอบตาเหลือ ตาไม่มีแวว ผิวสีเหลืองแห้งกร้านหรือตกสะเก็ด นิสัยแข็งกระด้าง พูดเสียงห้าว ไม่มีสัมมาคารวะ หน้าแห้งไม่มีราศี เดินทิ้งส้น ท่านว่าเป็นคนไม่มีสกุลรุนชาติ ไร้ญาติขาดมิตร จะทุกข์ยากลำบากตลอดชีวิต 4. ผิวขาวเผือดซีด เบ้าตาลึกดำ ปากแคบ ท่านว่าลักษณะแบบนี้จะไม่มีความเป็นผู้นำ ความเป็นอยู่จะฝืดเคือง ไม่มีวาสนาได้เป็นคนใหญ่คนโต 5. ผู้ชายที่ผิวดำเป็นมัน หรือขาวสวย ร่างสะโอดสะอง ตากลมเล็ก ขนกายเส้นเล็กมาก แขนขายาวผอม เดินเหมือนวิ่ง เป็นคนเจ้าชู้ มากรัก 6. ผู้ชายที่ดวงตายาวรี คิ้วเหลี่ยมเส้นเล็กบาง จมูกโด่ง ร่างสันทัด เป็นคนทำคุณคนไม่ขึ้น 7. ผู้ชายรูปร่างสันทัด มีลักษณะไหล่ลู่ลง แขนตก เวลาเดินมักก้มหน้ามองพื้นดิน มือเท้าใหญ่ ท่านว่าจะอาภัพ ต้องทุกข์ยากลำบากไปตลอดชีวิต 8. ผู้ชายที่หน้าตาเหลือง แก้มแฟบตอบ เสียบแหบสั่นเครือ มักเดินแกว่ง ตัวโหย่ง อยู่ไม่สุกทำท่าลุกลี้ลุกลนอยู่เสมอ โบราณว่าเป็นคนไม่น่าไว้วางใจ หลุกหลิก จับจด มีความเป็นอยู่ไม่ดี 9. ผู้ชายที่ร่างพอตัว สันทัด เอวกลม เดินส่ายตัว หรือโคลงตัวน้อย ๆ ฟันเกหรือมีเขี้ยวพูดจาดีไพเราะ คอเอียงเวลาเดิน เป็นคนใจนักเลง ชอบหาเรื่องพาลทะเลาะวิวาทกับผู้อื่น หรือผิดใจกับผู้คนอยู่เสมอ และทั้งหมดคือลักษณะชายกาลกิณีตามที่โบราณว่าไว้ สิ่งที่สำคัญกว่าลักษณะภายนอกคือนิสัย เพราะหากแม้ไม่มีลักษณะดังกล่าว แต่ชอบพนัน ชอบสุราของมึนเมา คบหาด้วยก็คงไม่เจริญ

อ่านเพิ่มเติม »

คุณเช็คนามสกุล.. ตัวเองดูหรือยัง ใครมีนามสกุลดังนี้.. จาก 368 นามสกุล.. ถ้ามีแสดงว่าตัวเองมีราชสกุลและวงศ์สกุล.. #แท็กเพื่อนด้วย

เชื่อว่าหลายคนคงไม่เคยรู้มาก่อนว่าที่มาของนามสกุลเเต่ล่ะคนได้มาจากไหน ชื่อพร้อมนามสกุลนี้เป็นสิ่งที่ทุกคนต้องมีไว้ใช้เรียกเเทนตัวของเราถ้ามีชื่อที่ดีหรือเหมาะกับเราก็จะมีอิทธิพลหนุนนำให้ชีวิตดีขึ้นเเต่ถ้ามีชื่อหรือนามสกุลที่ได้ดีอาจจะทำให้การเป็นอยู่ของเราไม่ราบรื่นก็ได้นะคะวันนี้น้องตะมุตะมิเลยจะพาลูกเพจมาลองเช็คดู368 นามสกุลต่อไปนี้เเสดงว่าเป็น“ราชสกุลและวงศ์สกุล”หรือมีเชื้อเจ้านั้นเองจร้า วงศ์สกุลเครือญาติเชื้อเจ้าในราชวงศ์กรุงศรีอยุธยา ราชสกุลและวงศ์สกุล(เครือญาติพี่น้อง)เชื้อเจ้าที่มาจากราชวงศ์ในกรุงศรีอยุธยา ราชสกุล แล สกุลวงศ์ที่เป็นเครือญาติเชื้อเจ้า ที่มาจากกรุงศรีอยุธยาครับ มีทั้งหมดที่บันทึกไว้ 235 สกุลทราบที่มาที่ไปของเครือญาติเชื้อเจ้า ที่มาจากกรุงศรีอยุธยาครับ ทั้งที่เป็นราชสกุลและวงศ์สกุลที่เกี่ยวดองเป็นเครือญาติกันทั้งหมด และมีการจัดทำการบันทึกไว้ครับ เป็นหนังสือที่ คุณ ธวัชชัย สาตรพันธ์ เป็นผู้รบรวมไว้ครับ (เฉพาะ พ.ศ. ๒๓๖๕ – ๒๕๒๗) รวบรวมได้ ๒๓๕ ราชสกุลและสกุลวงศ์ทั้งนี้ เป็นเครือญาติและหรือที่เกี่ยวกันทั้งโดยทางตรงและทางอ้อม มากบ้าง น้อยบ้าง ส่วนที่เกี่ยวข้องกับตัวข้าพเจ้าและสายสกุลที่สืบทอดมาเป็นระยะเวลา กว่า 200 ปี นับเนื่องแต่กาลกรุงศรีอยุธยายังเป็นราชธานี บันทึกไว้เพียงเท่าที่มีหลักฐานสืบสวนได้ ส่วนที่กระจัดกระจายแยกย้ายกันไป หรือที่สูงแลไกลเกินไป หรือที่สาบสูญอีกมากนัก จึงทำบันทึกไว้เพียงสังเขป เพื่อให้ทายาทฤาผู้รู้จัก ซึ่งอาจจะเป็นญาติกันโดยไม่รู้มาก่อน หรือบางทีเพื่อว่าวันข้างหน้าจักได้รู้ว่าเป็นพวกกัน เกี่ยวดองกัน บางสายสกุลก็ได้สู้รบข้าศึกมาด้วยกันแต่อดีต ได้อพยพมาจากกรุงเก่ามายังกรุงธนบุรี ส่วนท่านใดใคร่อยากรู้รายละเอียดว่าเกี่ยวดองกันสายไหน อย่างไร ขอให้สอบถามกันเอาเอง แต่ให้ทราบไว้ว่าราชสกุลและวงศ์สกุลทั้งหมดนี้ เป็นเครือญาติกันจริงๆ และมีการบันทึกหลักฐานไว้จริง ถ้าขาดหรือเกินสิ่งใดขออภัยไว้ ณ ที่นี้ด้วย ราชสกุลแลสกุลที่มีบางส่วนเกี่ยวข้องกัน 1. กุญชร ณ อยุธยา 2. ไกรสรสิทธิ 3. กลิ่นโกมุท 4. เก็บไว้ 5. เกษมใส 6. กุลศรี 7. เกิดเงิน 8. เขียวสุทธิ 9. ขันฑริก 10.เครือเพชร์ 11. คมกฤส 12. คชหิรัญ 13. คชเสนี 14. คอลเทล 15. งามถิ่น 16. จตุรานนท์ 17. จารุรัตน์ 18. จึงเจริญ 19. เจียรประดิษฐ์ 20. จงเจริญ 21. จันทร์สมบูรณ์ 22. จุ่นพิจารณ์ 23. จันทนสมิต 24. แจ้งความดี 25. ใจสงเคราะห์ 26. จันทร์เรืองเพ็ญ 27. เจริญไชย 28. จันทรวงศ์ 29. จำปาขาว 30. จันทิมานนท์ 31. จงใจหาญ 32. จุละเดชะ 33. จันทร์พิทักษ์ 34. จารุสิงห์ 35. เฉลิมทรัพย์ 36. ชุมสาย ณ อยุธยา 37. ชูโต 38. ชุมากร 39. ชลายนเดชะ 40. ชุณหวัต 41. ไชยสุต 42. ชัยวัฒน์ 43. ชโนดม 44. ชูช่วย 45. เชาวนภูติ 46. ชำนานปืน 47. ไชยาคำ 48. ดิษยบุตร 49. ดุษฎี 50. ดารารัตน์ 51. ดารายน 52. ดีวาจิน 53. เดเนียล 54.ไตรกิติยานุกูล 55. ไต่เมฆ 56. เต็มสงสัย 57. แตงทอง 58. ตัณโชติ 69. ตัณฑนุช 60. ตันติเวชกุล 61. ตุลยาทร 62. ติวานนท์ 63. ตรองโตนิล 64. ตรีนิกร 65. เตชะมณี 66. เตชะศรีอุดม 67. เถื่อนหรุ่น 68. เถกิงพล 69. ถมยาวิทย์ 70. ทองใหญ่ ณ อยุธยา 71. ทองเนียม 72. ทองรอด 73. ทวาทสิน 74. ทาค่อ 75. ทัศจันทร์ 76. ทวีสุข 77. เทพธี 78. ทัพพะวงศ์ 79. ทรัพย์แสงส่ง 80. เทวะประทีป 81. ธนาบูรณ์ 82. นาคชำนาน 83. นาคะตะ 84. นิ่มพินิจ 85. นิยม 86. นิลวงศ์ 87. บุนนาค 88. บุณยามระ 89. บุนอินทร์ 90. บุญประเสริฐ 91. บุญโรจน์ 92. บำรุงผล 93. บรรหารทัณฑกิจ 94. บัณฑิตานนท์ 95. บราวน์ 96. บิชอบ 97. ปาลกวงศ์ ณ อยุธยา 98. ปวนะฤทธิ์ 99. ปรัชญานนท์ 100. เปรมชื่น 101. เปมะโยธิน 102. เปรมัษเฐียร 103. ปานะนนท์ 104. ปานถาวร 105. เปลี่ยนราศรี 106. ปัทมจินดา 107. ปิ่นสุวรรณ 108. ประภาพันธ์ 119. …

อ่านเพิ่มเติม »

ใต้บ้านเราทำสำเร็จ!! ปลาพวงชมพู ขยายพันธ์ได้ดีจริงๆ กก.ละ3,000บาท ส่งออกเน้นๆ (รายละเอียด)

เมื่อวันที่ 27 ม.ค. ที่ศูนย์เรียนรู้ด้านการประมง การเลี้ยงปลานิลเชิงพาณิชย์ เลขที่ 138 หมู่ที่ 2 ต.ตาเนาะแมเราะ อ.เบตง จ.ยะลา นายสันติชัย จงเกียรติขจร อายุ 63 ปี ตั้งอยู่ กล่าวถึง “ปลาพลวงชมพู” ที่กรมประมง โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดยะลา ศึกษาจนสามารถนำมาขยายพันธุ์ เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงเป็นปลาเศรษฐกิจตัวใหม่ได้แล้ว สำหรับปลาพลวงชมพู เป็นปลาน้ำจืดประจำท้องถิ่น จ.ยะลา และ จ.นราธิวาส มีชื่อเรียกตามภาษาท้องถิ่นว่า อีแกกือเลาะห์ หรือปลากือเลาะห์ อยู่ในตระกูลเดียวกับปลาเวียน และปลาพลวงหิน มีความโดดเด่นที่สีของเกล็ดเป็นสีชมพูอ่อน ครีบหลังและครีบหางสีแดง เป็นปลาพลวงชนิดเดียวที่รับประทานทั้งเกล็ด นิยมบริโภคในประเทศแถบอินโดจีน โดยเฉพาะมาเลเซีย ที่ยังไม่สามารถวิจัยเพาะขยายพันธุ์ได้ และมีกฎหมายห้ามจับจากธรรมชาติมารับประทาน นายสันติชัย กล่าวว่า สาเหตุที่ปลาพลวงชมพูมีราคาสูง เพราะเป็นปลาที่มีรสชาติดี หายาก และอยู่ในสภาวะใกล้สูญพันธุ์ การเลี้ยงจะต้องเป็นพื้นที่มีน้ำไหลตลอดเวลา น้ำต้องมีปริมาณออกซิเจนสูงอย่างน้อย 6 ppm ขึ้นไป ถ้าน้อยกว่านี้จะตายทันที ในขณะที่ปลาน้ำจืดชนิดอื่นยังสามารถมีชีวิตรอดได้ นอกจากนั้น ยังเป็นปลาที่ให้ไข่น้อยประมาณ 1,000-2,000 ฟอง แต่จะมีแค่ 700-800 ตัวออกมา ต่างกับปลาน้ำจืดชนิดอื่นๆ ให้ไข่ตั้งแต่ 10,000 ฟองขึ้นไปจนถึง 200,000 ฟอง จึงเป็นเหตุให้เสี่ยงสูญพันธุ์ได้ง่ายในธรรมชาติ และการนำมาผสมเทียมเพื่อขยายพันธุ์ยังยากกว่าปลาน้ำจืดชนิดอื่น เนื่องจากระยะไข่สุกพร้อมที่จะผสมพันธุ์ได้มีจำนวนน้อย และยังสุกไม่พร้อมกัน นายสันติชัย กล่าวอีกว่า ทางศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดยะลาได้ทำการขยายพันธุ์ โดยต้องใช้เจ้าหน้าที่มีความชำนาญพิเศษ เฝ้าสังเกตระยะที่มีไข่สุกพร้อมมากที่สุด ถึงจะทำได้สำเร็จ เพื่อที่จะส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่ อ.ธารโต และ อ.เบตง จ.ยะลา นำไปเลี้ยงในบ่อดิน ต่อท่อตรงมาจากแหล่งน้ำธรรมชาติและปล่อยให้ไหลผ่านระบายออกไป โดยปล่อยลูกปลาขนาด 2-3 นิ้ว หนัก 20 กรัม ในอัตรา 1-5 ตัวต่อพื้นที่บ่อ 1 ตร.ม. ให้อาหารปลาโดยใช้ปลาดุกวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น มื้อละ 2-3 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว และใช้เวลาเลี้ยง 2-3 ปี ถึงจะมีน้ำหนัก 3 กก. ได้ขนาดตรงความต้องการของตลาด นายสันติชัย กล่าวต่อว่า ปลาพลวงชมพูจะให้ผลตอบแทนสูง ถ้าจะเลี้ยงให้ได้ขนาด 2.3 กิโลกรัม ใช้อาหารไม่เกิน 7 กิโลกรัม ฉะนั้นจะมีต้นทุนค่าอาหารแค่ตัวละ 210 บาท แต่สามารถขายได้สูงถึงกิโลกรัมละ 3,000 บาท ปัจจุบันปลาพลวงชมพูมีตลาดรับซื้อไม่อั้นในประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย และจีน โดยประเทศมาเลเซียมีการสั่งจองไว้ล่วงหน้า 1 ปีมาแล้ว แต่ด้วยปลามีอายุเพียง 2 ปี ซึ่งยังไม่เติบโตเต็มที่ จึงยังไม่ได้ส่งออก ทั้งนี้ ทางศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดยะลาได้ศึกษาอย่างต่อเนื่อง ในการเลี้ยงปลาพลวงชมพูในบ่อซีเมนต์ ด้วยระบบน้ำหมุนเวียน เพื่อเป็นการขยายพันธุ์ปลาพลวงชมพูให้เกษตรกรสามารถเลี้ยงได้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ 0-7329-7042 หรือสามารถมาศึกษาดูงานได้ที่ศูนย์เรียนรู้ด้านการประมง การเลี้ยงปลานิลเชิงพาณิชย์ ของนายสันติชัย จงเกียรติขจร ตั้งอยู่เลขที่ 138 หมู่ที่ 2 ต.ตาเนาะแมเราะ อ.เบตง จ.ยะลา โทร.09+5094-6153 ขอบคุณ khaosaan

อ่านเพิ่มเติม »

ใต้บ้านเราทำสำเร็จ!! ปลาพวงชมพู ขยายพันธ์ได้ดีจริงๆ กก.ละ3,000บาท ส่งออกเน้นๆ (รายละเอียด)

เมื่อวันที่ 27 ม.ค. ที่ศูนย์เรียนรู้ด้านการประมง การเลี้ยงปลานิลเชิงพาณิชย์ เลขที่ 138 หมู่ที่ 2 ต.ตาเนาะแมเราะ อ.เบตง จ.ยะลา นายสันติชัย จงเกียรติขจร อายุ 63 ปี ตั้งอยู่ กล่าวถึง “ปลาพลวงชมพู” ที่กรมประมง โดยศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดยะลา ศึกษาจนสามารถนำมาขยายพันธุ์ เพื่อส่งเสริมให้เกษตรกรเลี้ยงเป็นปลาเศรษฐกิจตัวใหม่ได้แล้ว สำหรับปลาพลวงชมพู เป็นปลาน้ำจืดประจำท้องถิ่น จ.ยะลา และ จ.นราธิวาส มีชื่อเรียกตามภาษาท้องถิ่นว่า อีแกกือเลาะห์ หรือปลากือเลาะห์ อยู่ในตระกูลเดียวกับปลาเวียน และปลาพลวงหิน มีความโดดเด่นที่สีของเกล็ดเป็นสีชมพูอ่อน ครีบหลังและครีบหางสีแดง เป็นปลาพลวงชนิดเดียวที่รับประทานทั้งเกล็ด นิยมบริโภคในประเทศแถบอินโดจีน โดยเฉพาะมาเลเซีย ที่ยังไม่สามารถวิจัยเพาะขยายพันธุ์ได้ และมีกฎหมายห้ามจับจากธรรมชาติมารับประทาน นายสันติชัย กล่าวว่า สาเหตุที่ปลาพลวงชมพูมีราคาสูง เพราะเป็นปลาที่มีรสชาติดี หายาก และอยู่ในสภาวะใกล้สูญพันธุ์ การเลี้ยงจะต้องเป็นพื้นที่มีน้ำไหลตลอดเวลา น้ำต้องมีปริมาณออกซิเจนสูงอย่างน้อย 6 ppm ขึ้นไป ถ้าน้อยกว่านี้จะตายทันที ในขณะที่ปลาน้ำจืดชนิดอื่นยังสามารถมีชีวิตรอดได้ นอกจากนั้น ยังเป็นปลาที่ให้ไข่น้อยประมาณ 1,000-2,000 ฟอง แต่จะมีแค่ 700-800 ตัวออกมา ต่างกับปลาน้ำจืดชนิดอื่นๆ ให้ไข่ตั้งแต่ 10,000 ฟองขึ้นไปจนถึง 200,000 ฟอง จึงเป็นเหตุให้เสี่ยงสูญพันธุ์ได้ง่ายในธรรมชาติ และการนำมาผสมเทียมเพื่อขยายพันธุ์ยังยากกว่าปลาน้ำจืดชนิดอื่น เนื่องจากระยะไข่สุกพร้อมที่จะผสมพันธุ์ได้มีจำนวนน้อย และยังสุกไม่พร้อมกัน นายสันติชัย กล่าวอีกว่า ทางศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดยะลาได้ทำการขยายพันธุ์ โดยต้องใช้เจ้าหน้าที่มีความชำนาญพิเศษ เฝ้าสังเกตระยะที่มีไข่สุกพร้อมมากที่สุด ถึงจะทำได้สำเร็จ เพื่อที่จะส่งเสริมให้เกษตรกรในพื้นที่ อ.ธารโต และ อ.เบตง จ.ยะลา นำไปเลี้ยงในบ่อดิน ต่อท่อตรงมาจากแหล่งน้ำธรรมชาติและปล่อยให้ไหลผ่านระบายออกไป โดยปล่อยลูกปลาขนาด 2-3 นิ้ว หนัก 20 กรัม ในอัตรา 1-5 ตัวต่อพื้นที่บ่อ 1 ตร.ม. ให้อาหารปลาโดยใช้ปลาดุกวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็น มื้อละ 2-3 เปอร์เซ็นต์ของน้ำหนักตัว และใช้เวลาเลี้ยง 2-3 ปี ถึงจะมีน้ำหนัก 3 กก. ได้ขนาดตรงความต้องการของตลาด นายสันติชัย กล่าวต่อว่า ปลาพลวงชมพูจะให้ผลตอบแทนสูง ถ้าจะเลี้ยงให้ได้ขนาด 2.3 กิโลกรัม ใช้อาหารไม่เกิน 7 กิโลกรัม ฉะนั้นจะมีต้นทุนค่าอาหารแค่ตัวละ 210 บาท แต่สามารถขายได้สูงถึงกิโลกรัมละ 3,000 บาท ปัจจุบันปลาพลวงชมพูมีตลาดรับซื้อไม่อั้นในประเทศมาเลเซีย อินโดนีเซีย และจีน โดยประเทศมาเลเซียมีการสั่งจองไว้ล่วงหน้า 1 ปีมาแล้ว แต่ด้วยปลามีอายุเพียง 2 ปี ซึ่งยังไม่เติบโตเต็มที่ จึงยังไม่ได้ส่งออก ทั้งนี้ ทางศูนย์วิจัยและพัฒนาประมงน้ำจืดยะลาได้ศึกษาอย่างต่อเนื่อง ในการเลี้ยงปลาพลวงชมพูในบ่อซีเมนต์ ด้วยระบบน้ำหมุนเวียน เพื่อเป็นการขยายพันธุ์ปลาพลวงชมพูให้เกษตรกรสามารถเลี้ยงได้กว้างขวางมากยิ่งขึ้น ผู้สนใจสามารถสอบถามรายละเอียดได้ที่ 0-7329-7042 หรือสามารถมาศึกษาดูงานได้ที่ศูนย์เรียนรู้ด้านการประมง การเลี้ยงปลานิลเชิงพาณิชย์ ของนายสันติชัย จงเกียรติขจร ตั้งอยู่เลขที่ 138 หมู่ที่ 2 ต.ตาเนาะแมเราะ อ.เบตง จ.ยะลา โทร.09+5094-6153 ขอบคุณ khaosaan

อ่านเพิ่มเติม »

10 ผักพื้นบ้าน มีสรรพคุณช่วยบำรุงสมอง ต้านความจำเสื่อม ชะลอแก่

ในผักมีวิตามิน สารต้านอนุมูลอิสระ และสารอาหารอื่นๆ สามารถป้องกันสมองเสื่อมได้ ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ ผักพื้นบ้านซึ้งหาได้ตามท้องถิ่นผักที่แนะนำทั้ง 10 เป็นผักที่หาได้ง่ายๆ ใกล้ๆ ตัว ผักหวาน ผักหวานมีรสชาติหวานสมชื่อ นิยมนำไปนึ่งแล้วจิ้มกับน้ำพริกแจ่วสารพัดชนิด นอกจากนี้ยังใช้ทำแกงได้อร่อยอีกต่างหาก คนอีสานนิยมนำไปแกงใส่ใข่มดแดง อันเป็น อาหารยอดฮิต หรือแกงใส่ปลาย่างผสมใบชะอม ทำเป็นแกงอ่อมก็อร่อยดี ทางเหนือนิยมแกงผักหวานใส่ปลาย่างกับวุ้นเส้น งบผักหวานใส่มดแดงสุดอร่อย และคนกรุง ยังนำผักหวานไปผัดกับน้ำมันร้อนๆ ปรุงด้วยซีอิ๊ว เหยาะเกลือนิดก็อร่อย ประโยชน์ของผักหวาน ป้องกันโรคเกี่ยวกับปราสาท และสมอง เช่น อัลไซเมอร์ ป้องกันโรคมะเร็ง ป้องกันโรคหัวใจขาดเลือด ป้องกันโรคเบาหวาน ช่วยลดความอ้วน ช่วยบำรุงร่างกาย ต้านอนุมูลอิสระ แก้ร้อนใน ช่วยลดไข้ แก้น้ำดีพิการ แก้อาการเบื่อเมา บรรเทาอาการปวดมดลูก แก้ปวดเมื่อยตามร่างกาย ใบ และน้ำยางจากใบนำมาเคี้ยวหรือกลั้วภายในปาก สำหรับแก้ลิ้นเป็นฟ้า ใบ และยอดอ่อนนำมาต้มน้ำดื่ม ช่วยแก้กระหายน้ำ ป้องกันโรคปากนกกระจอก ผักกูด ผักกูดอร่อยต้องกินหน้าแล้งเพราะรสชาติไม่ฝาดเหมือนในฤดูอื่น ๆ อร่อยตรงจืดอมหวานเนื้อกรอบ ส่วนใหญ่นิยมกินยอดและใบอ่อน ผักกูดน้ำไม่นิยมกินสด มักเอา ไปต้มหรือเอาไปลวก นอกจากกินเป็นผักแนม ผักกูดน้ำยังใช้ ต้ม ยำ ทำแกงหรือผัดกับน้ำมันเฉยๆ ก็อร่อยเหลือหลาย เคล็ดลับการทำแกงส้มผักกูดควรใส่ปลาช่อนถึง จะเข้ากันได้ดี ใบชะพลู ไม้พุ่มขนาดเล็ก ใบดกหนา ชะพลูมีชื่อเรียกต่างๆ กัน ภาคเหนือเรียกว่าผักแค ผักปูนา พลูนก พลูลิง ภาคใต้เรียกว่าผักนมวา อีสานเรียกว่าผักอีเลิด ผักเล็ก ผักปูลม ใบชะพลูมีกลิ่นหอม รสเผ็ดอ่อนๆ เป็นผักสดที่นิยมกินกับอาหารรสแซบ เช่น ลาบ น้ำตก ปลาย่าง ร่วมถึงน้ำพริกชนิดต่างๆ เป็นเครื่องปรุงที่เสริมรสอาหารได้ดี อาทิ แกงแคของภาคเหนือ ส่วนภาคอีสานนิยมใส่ในแกงอ่อมต่างๆ แกงขนุนอ่อน แกงหัวปลี ภาคใต้ใช้แกงกะทิใส่ใบชะพลูกับหอยแครง ส่วนภาคกลางนิยมใส่แกงคั่วหอย ขม หรือกินกับข้าวมันส้มตำ และที่นิยมมากที่สุดคือกินเป็นใบห่อเมี่ยงคำที่ให้รสชาติเข้ากันอย่างดี กินแล้วช่วยบำรุงธาตุ ขับลม แก้ท้องอืดท้องเฟ้อ บัวบก คนไทยทั่วทุกภาคนิยมกินบัวบก แต่ชื่อที่เรียกจะแตกต่างกันไป ภาคเหนือและอีสานเรียก ผักหนอก ภาคใต้เรียกผักแว่น ใบบัวบกมีรสขมอ่อนๆ กลิ่นหอมและเป็นพืชที่ กินสดๆ ได้ทั้งก้านและใบ จึงเป็นผักแกล้มอาหารรสเข้มข้นจานต่างๆ ได้อร่อย เช่น แกล้มน้ำพริก ส้มตำ นอกจากทำอาหารแล้วบัวบกยังนำมาคั้น ผสมน้ำตาลเล็กน้อย เป็นน้ำสมุนไพรดื่มให้รสหวาน หอม เย็นชุ่มคอ บัวบกช่วยระบายความร้อน แก้อ่อนเพลีย บำรุงหัวใจ บำรุงสมอง แก้ไมเกรน ชาวจีนเชื่อว่า บัวบกแก้ช้ำใน ทำให้เลือดกระจาย หายฟกช้ำเร็วขึ้น ประโยชน์ของบัวบก ใบบัวบกช่วยคืนความอ่อนเยาว์ ย้อนอายุและวัย ใช้เป็นยาอายุวัฒนะ ช่วยเสริมสร้างและกระตุ้นการสร้างคอลลาเจนและอีลาสติน มีสารต่อต้านอนุมูลอิสระ ช่วยต่อต้านการเสื่อมของเซลล์ต่าง ๆในร่างกาย ประโยชน์ของใบบัวบก ช่วยบำรุงและรักษาสายตา ฟื้นฟูรอบดวงตา เพราะบัวบกมีวิตามินเอสูง ช่วยรักษาอาการตาอักเสบบวมแดง ด้วยการใช้ใบบัวบกล้างน้ำสะอาด คั้นเอาแต่น้ำนำมาหยดที่ตา 3-4 ครั้ง ต่อวัน ช่วยบำรุงประสาทและสมองเหมือนใบแปะก๊วย ช่วยทำให้ความจำดีขึ้นและทำให้มีปฏิภาณไหวพริบเพิ่มมากขึ้น ช่วยเพิ่มความจำในผู้สูงอายุ ช่วยเพิ่มสมาธิ แก้สมาธิสั้น ช่วยเพิ่มความสามารถในการตัดสินใจเฉพาะหน้า ช่วยแก้อาการปวดศีรษะ ปวดศีรษะข้างเดียว ช่วยแก้อาการวิงเวียนศีรษะ ช่วยผ่อนคลายความเครียด ผักปลัง ชาวเหนือเรียกผักปั๋ง กินอร่อยได้ทั้งยอดอ่อน ใบอ่อนและดอกอ่อน กินเป็นผักต้ม ลวกหรือนึ่งสุก จิ้มน้ำพริก ชาวเหนือนิยมกินกับน้ำพริกดำ น้ำพริกตาแดง เอาไปแกง กับถั่วเน่า จอ(แกงชนิดหนึ่งของชาวเหนือมีรสเปรี้ยวแต่ไม่เผ็ด)ผักปั๋งใส่มะนาว ดอกเอาจอกับแหนม ชาวเหนือกับอีสานเอายอดอ่อนกับดอกอ่อนไปแกงส้ม เคล็ดลับ ความอร่อย ควรใส่ผักปลังลงในหม้อเป็นสิ่งสุดท้ายหลังจากน้ำแกงเดือดเต็มที่ เวลาใส่ผักลงไปควรกดให้จม พอเดือดสักพักก็ปิดไฟ ไม่ควรรอให้เดือดนาน เพราะจะ ทำให้ผักปลังเละไม่น่ากิน ชาวเมืองกรุงทำเป็นผัดผักไฟแดง หรือผัดน้ำมันหอย ผักปลังช่วยในการระบาย จึงเหมาะสำหรับผู้สูงอายุที่มีปัญหาเรื่องการขับถ่าย ไหลบัว ไหลบัว คือ หน่ออ่อนของต้นดอกบัวหลวงที่ยังไม่โผล่พ้นน้ำ ซึ่งต่างจากสายบัวที่เป็นส่วนก้านดอกของบัวสาย ไหลบัวมีความกรอบและรสชาติหวานมันจึงนิยมนำมากิน สด คนอีสานนิยมกินเป็นผักสดกับส้มตำ แต่คนภาคกลางนิยมนำไปแกงส้ม ผัด หรือไม่ก็กินสดๆ ปัจจุบันเป็นไหลบัวผัดกุ้งเป็นเมนูยอดนิยมในภัตตาคารจีน ถือเป็นยา เย็น ช่วยบำรุงร่างกาย แก้อ่อนเพลียและบำรุงหัวใจ ผักแพว ผักแพวหรือที่คนอีสานเรียกว่าผักแพ้ว ผักพริกม้า ส่วนคนเหนือเรียกผักไผ่ ความอร่อยของผักแพวอยู่ที่กลิ่นหอมและรสร้อนแรง จึงนิยมกินเป็นผักสดแนมกับ อาหารรสจัดแทบทุกชนิด และนำไปปรุงเป็นเครื่องปรุงรสในอาหารประเภทลาบ และใส่แกงปลารสจัด เพื่อตัดกลิ่นคาวปลาพร้อมกับปรุงอาหารประเภทหอยเพื่อเสริม ความหอม กินแล้วช่วยขับลมในกระเพาะดีนัก ประโยชน์ของผักแพว ผักแพวอุดมไปด้วยสารต้านอนุมูลอิสระหลายชนิดที่ช่วยเสริมสร้างภูมิต้านทานโรคให้กับร่างกาย และช่วย ในการชะลอวัย (ใบ) ช่วยป้องกันและต่อต้านมะเร็ง (ใบ) ช่วยป้องกันโรคหัวใจ (ใบ) ใบใช้รับประทานช่วยทำให้เจริญอาหาร (ใบ) ช่วยบำรุงประสาท (ราก) รสเผ็ดของผักแพวช่วยทำให้เลือดลมในร่างกายเดินสะดวกมากขึ้น (ใบ) ใบยอ น่าอัศจรรย์ใจที่รสขมของใบยอ และกลิ่นเฉพาะตัวนี้ มีบทบาทอย่างมากในอาหารไทยทั่วทุกภาค ที่เด่นสุดคือ ภาค กลางใช้เป็นผักรองกระทงห่อหมก เพราะความ อร่อยของห่อหมกเข้ากันได้ดีกับใบยอ และยังไม่มีผักอื่นเข้ามาแข่งได้ ส่วนภาคอีสานนำไปทำแกงอ่อมใบยอ และภาคใต้ก็มีแกงรสเด็ดไม่แพ้กันคือ แกงเผ็ดปลาใส่ ขมิ้นใบยอ การกินใบยอให้อร่อยควรตัดเส้นกลางใบออกและลวกก่อนนำมาแกง จะช่วยลดความขมได้ ใบยอช่วยบำรุงร่างกาย แก้ปวดท้อง ท้องร่วง ย่านาง จัดเป็นพืชประจำครัวภาคเหนือและอีสาน ภาคเหนือเรียกว่า จ้อยนาง ครัวอีสานใช้ใบย่านางผสมกับข้าวเบือ (ข้าวสารที่ตำละเอียด ใช้ผสมกับน้ำแกงเพื่อให้น้ำแกง ข้น) มาทำแกงหน่อไม้ไผ่ป่า เป็นลักษณะต้มเปอะ คือแกงที่มีน้ำขลุกขลิก ใบย่านางทำให้เกิดรสกลมกล่อมอมหวาน อีกทั้งเพื่อกลบรสขื่นและขมนิด ๆ ของหน่อไม้สด นอกจากนี้ยังผสมซุปหน่อไม้ ใส่แกงขี้เหล็กแบบพื้นบ้าน แกงกับยอดหวาย ภาคเหนือใส่ในแกงพื้นเมืองที่คล้ายกัน ใบย่านางที่นำมาใช้ในการทำอาหารนั้นยิ่งใส่มาก เท่าไร ยิ่งทำให้อาหารจานนั้นอร่อยยิ่งขึ้น กินย่านางช่วยดับพิษร้อนถอนพิษไข้ได้ หัวปลี ปลีกล้วยที่ใช้ทำอาหารส่วนใหญ่เป็นปลีกล้วยน้ำว้า เพราะฝาดน้อยและหาง่ายกว่ากล้วยพันธุ์อื่น ๆ หัวปลีสีแดงเมื่อแกะใบเลี้ยงออกจนถึงชั้นที่มีสีขาวนวล จะนำ มาผ่าปลีตามยาวเป็นส่วนๆ แล้ว ต้องนำไปแช่น้ำผสมน้ำมะขามเปียกหรือน้ำมะนาวก่อน เพื่อรักษาปลีกล้วยให้ขาวนวลน่ากิน อาหารไทยนิยมกินปลีกล้วยสดกับ เต้าเจี้ยวหลน …

อ่านเพิ่มเติม »

หลังตื่นนอน สิ่งแรกที่ต้องทำไม่ใช่ลุกขึ้นยืน ดื่มน้ำ แต่คือ…น่าเสียดายที่ไม่ค่อยมีคนรู้ (รายละเอียด)

เวลาอากาศหนาวๆ นาทีที่ยากที่สุดในแต่ละวัน ก็คือการดึงตัวเองขึ้นจากเตียงในตอนเช้า คนกรุงเทพอาจจะไม่เข้าใจ แต่ถ้าคุณมุ่งหน้าขึ้นเหนือเมื่อไหร่ล่ะก็…คุณจะรู้ ความอบอุ่นของ “สวรรค์” และความหนาวเหน็บของ “นรก” ห่างกันแค่ผ้าห่มกั้น ตอนเช้าตรู่เป็นช่วงโรคกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน และภาวะเนื้อสมองตายเหตุขาดเลือดเกิดบ่อยที่สุด จากการสำรวจ 70%-80% ของโรคหัวใจและหลอดเลือด และโรคหลอดเลือดในสมองเกิดในตอนเช้าเวลา 6-10 นาฬิกา โปรดทราบในฤดูหนาว! สิ่งแรกที่ต้องทำเมื่อตื่นนอนไม่ใช่ใส่ลุกขึ้นหรือดื่มน้ำ หลังจากการสังเกต เวลาผู้ป่วยที่เป็นโรคหัวใจจะมีอาการกล้ามเนื้อหัวใจตายเฉียบพลัน ความดันขึ้นสูง เส้นเลือดในสมองแตก จะเกิดอาการในช่วงเวลาที่อันตรายที่สุด ก็คือตอนที่เพิ่งตื่นนอน! ถ้าพอตื่นแล้วรีบลุกขึ้น ร่างกายจากที่อยู่ในสภาพนอนพักผ่อน อยู่ดีๆก็ต้องขยับใช้เรี่ยวแรง ระบบประสาทจะถูกเปิดใช้งานอย่างรวดเร็ว สำหรับผู้สูงอายุแล้วความสามารถในการปรับตัวจะช้าลง ทำให้เกิดความดันโลหิตสูง อีกอย่าง หลังจากร่างกายนอนพักอย่างเต็มที่ทั้งคืน เลือดจะมีความหนืดมากขึ้น ทำให้มีโอกาสเส้นเลือดอุดตันเพิ่มมากขึ้น และอาจจะเกิดสถานการณ์เลือดไปเลี้ยงไม่เพียงพอ ทำให้เกิดโรคหัวใจและหลอดเลือด อ้างอิงตามหลักแพทย์แผนจีนแล้ว ช่วงเวลาเพิ่งตื่นนอน จะเป็นช่วงเปลี่ยนแปลงพลังหยินหยาง ดังนั้นสำหรับผู้ที่ป่วยเป็นโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน เส้นเลือดอุดตัน คลอเรสเตอรอลสูง หรือพูดง่ายๆว่าสำหรับคนที่อายุมากกว่า 40 ปี ต้องระวัง ตื่นขึ้นมาตอนเช้าสิ่งแรกที่ต้องทำไม่ใช่ยืนขึ้น 1. ใช้เวลา 10 นาทีปลุกให้ร่างกายตื่น ผู้อำนวยการสถาบันแพทย์แผนจีนด้านเนื้องอก ดอกเตอร์หวังเจ๋อหมินบอกว่าเขามีข้อปฏิบัติที่ตัวเองต้องทำทุกเช้า และวิธีเหล่านี้อ้างอิงจากทฤษฎีและมีผลยืนยัน ทุกๆคนสามารถลองทำได้ – นวดท้อง 2 นาที คุณหมอหวังบอกว่า สิ่งแรกที่เขาทำหลังตื่นนอนทันทีไม่ใช่ลุกขึ้น แต่เป็นการนวดท้อง เพราะเวลานวดท้องจะทำให้ท้อง ม้าม ถุงน้ำดีและอวัยวะอื่นๆที่สัมผัสถึงได้รับการกระตุ้น ดังนั้นการนวดท้องอย่างสม่ำเสมอจะทำให้อวัยวะบริเวณช่องท้องทำงานอย่างมีประสิทธิภาพ คุณหมอยังแนะนำว่า : “ตอนที่คุณย่าผมยังมีชีวิตอยู่ท่านปวดท้อง ก็เลยใช้วิธีนี้ในการช่วยรักษา แล้วโดยไม่รู้ตัวท่านก็หายปวดท้องซะอย่างนั้น ท่านพบว่าการนวดท้องทุกวันทำให้หลับสบาย ก็เลยทำมาอย่างต่อเนื่อง บางทียังนวด 20-30 นาทีก่อนนอนด้วย แล้วท่านก็จากโลกนี้ไปอย่างสงบด้วยวัย 99 ปี” วิธีการ วางสองมือคว่ำลงบริเวณหน้าอก ค่อยใช้นิ้วมือนวดช้าๆพร้อมเลื่อนลงไปจนถึงใต้สะดือแล้วเลื่อนกลับขึ้นมาทำซ้ำ 20 รอบ – นวดจุดฝังเข็ม 5 นาที คุณหมอเล่าว่า “หลายวันก่อนคุยกับคุณยายวัย 103 ปีคนนึง ท่านเล่าว่าทุกเช้าหลังตื่นนอนท่านจะนวดบริเวณจุดฝังเข็ม 30 นาทีก่อนลุกจากเตียง วิธีการนี้ไม่ยากสำหรับคนแก่ แต่สำหรับวัยทำงานแล้ว แค่นวดบริเวณ จู๋ซานหลี่ (足三里), ซานอินเจียว (三陰交) , ฉวูฉือ (曲池), เห๋อกู่ (合谷), และเน่ยกวาน (內關穴) เพียง 3 นาทีก็พอแล้ว” วิธีการ ใช้นิ้วโป้งกดบริเวณจุด จู๋ซานหลี่ (足三里), ซานอินเจียว (三陰交) , ฉวูฉือ (曲池), เห๋อกู่ (合谷), และเน่ยกวาน (內關穴) ประมาณ 1 นาที ต้องนวดทั้งสองด้าน -ขยับกล้ามเนื้ออุ้งเชิงกราน 3 นาที ช่วงฤดูหนาวกลางวันสั้น กลางคืนยาวนาน และเพื่อให้พลังหยางมีเพียงพอ แพทย์แผนจีนเชื่อว่า กล้ามเนื้ออุ้งเชิงกรานสามารถเพิ่มเพิ่มพลังหยางได้ วิธีการ นอนราบบนพื้นโดยที่สองขาแยกประมาณไหล่ วางมือสองข้างแนบลำตัวตามธรรมชาติ ปล่อยร่างกายตามสบาย แล้วโฟกัสที่กล้ามเนื้อเชิงกราน ปล่อยให้มันขยาย แล้วก็ขมิบให้หดตัว ทำซ้ำไปมา 3 นาที 2. ดื่มน้ำหนึ่งแก้วเพื่อกระตุ้นระบบไหลเวียนโลหิต แพทย์ผู้เชี่ยวชาญทางด้านการนอนหลับ คุณหมอเกาซีเหิง แนะนำว่า : การดื่มน้ำในตอนเช้า 1 แก้วสำคัญมาก มันจะช่วยปลุกร่างกายของคุณให้ตื่น บอกว่าวันใหม่เริ่มต้นขึ้นแล้ว เวลากลางคืนขณะนอนหลับร่างกายจะสูญเสียน้ำผ่านทางปัสสาวะ, ผิวหนัง, และลมหายใจ เมื่อตื่นนอนจึงอยู่ในภาวะขาดน้ำ คืนๆหนึ่งร่างกายจะสูญเสียน้ำประมาณ 450 มิลลิลิตร การดื่มน้ำในตอนเช้าสามารถเข้าไปทดแทนได้ บางคนชอบดื่มน้ำเย็นในตอนเช้า เพราะเข้าใจว่าอย่างนี้ถึงจะปลุกร่างกายได้ แต่จริงๆแล้วการทำอย่างนั้นผิด เนื่องจากเวลานั้นกระเพาะและลำไส้ไม่มีอาหาร น้ำที่ร้อนหรือเย็นเกินไปจะไปกระตุ้นกระเพาะ ทำให้เกิดภาวะไม่เหมาะสม หลังตื่นนอน ควรดื่มน้ำที่อุณหภูมิห้อง ในเวลาอากาศเย็นก็สามารถดื่มน้ำอุ่น วิธีการ แนะนำว่าให้วางน้ำอุ่นหนึ่งแก้วไว้บนหัวเตียง ถ้ากลัวเย็นก็ใช้แก้วเก็บความร้อน หลังจากทำการนวดตามข้อ 1 เสร็จแล้วก็ดื่มน้ำ 1 แก้ว 3. เปิดโคมไฟบริเวณหัวเตียงเพื่อปลุกดวงตา ถ้าทำสองข้อด้านบนไม่ได้ ก็ยื่นแขนไปเปิดไฟหัวเตียง ถ้าอากาศดีก็เปิดหน้าต่าง ให้แสงเข้ามา ก็จะรู้สึกกระชุ่มกระชวยขึ้น ย้ำอีกครั้งสำหรับทุกท่านที่ป่วยเป็นโรคหัวใจ ความดันโลหิตสูง เบาหวาน เส้นเลือดอุดตัน คลอเรสเตอรอลสูง หรือพูดง่ายๆว่าสำหรับคนที่อายุมากกว่า 40 ปี อย่าลืมทำตามคำแนะนำด้านบนนะคะ ข้อมูลจาก LIEKR

อ่านเพิ่มเติม »

อยากให้อ่านมากๆ คำสอนของเตี่ยชาวจีน ที่อพยพเข้ามาอยู่เมืองไทย ทำไมถึงรวยเป็นเศรษฐีได้เร็ว

อยากให้อ่านมากๆ คำสอนของเตี่ยชาวจีน ที่อพยพเข้ามาอยู่เมืองไทย ทำไมถึงรวยเป็นเศรษฐีได้เร็ว คำสอนของเตี่ย… ฉันเป็นลูกชาวจีนแผ่นดินใหญ่ เมื่อครั้งหนีภัยสงคราม เหล่ากง เหล่าม่า ต้องหอบลูกกระเตงหลาน เสื่อผืนหมอนใบ ข้ามน้ำ ข้ามทะเล หนีตายมาเมืองไทย เตี่ยเล่าให้ฟังว่า อยู่เมืองจีนลำบากมาก ข้าวปลาอาหารไม่มีกิน มีแต่ความแห้งแล้ง ผู้คนแย่งกันกิน แย่งกันใช้ ตระกูลของเราได้เข้ามาอาศัยแผ่นดินไทย ตั้งแต่ สมัยรัชกาลที่ 7 เรียกว่าเข้ามาพึ่งพระบรมโพธิสมภาร แต่เตี่ยพูดไม่เป็น ตระกูลของเรายึดอาชีพค้าขาย คนจีนชอบค้าขาย ไม่ชอบเป็นลูกจ้างใคร สมัยนั้นลูกจ้างก็คือ กุลี ยากจนไม่มีความมั่นคง ถ้าคนจีนไม่ค้าขายก็ต้องไปเป็นกุลี ใช้แรงงานขายแรงงาน อากงมีวิชาทำก๋วยเตี๋ยวติดตัวมา อากงจึงทำโรงก๋วยเตี๋ยว อาแปะทำโรงซีอิ๊ว อาโกเปิดร้านค้าขาย อาเจ็กไม่มีวิชาอะไร จึงไปเรียนวิชาชีพเป็นช่างไฟและจบออกมาเปิดร้านค้าขายอุปกรณ์ไฟฟ้า ตระกูลของเราก็ได้ถ่ายทอดวิชาค้าขายต่างๆสืบทอดกันมาจนปัจจุบัน เตี่ยเป็นคนชอบชิม ชอบทาน เตี่ยทำอาหารเก่งมาก จึงยึดอาชีพทำโต๊ะจีน พวกเราก็พลอยได้กินอาหารเหลา อาหารอร่อย ระดับภัตตาคาร ฝีมือพ่อครัวขั้นเทพมาตั้งแต่เด็กๆ ก๊วนกุ๊กเพื่อนรักกับเตี่ยก็คือ เจ้าของเรือนเพชรสุกี้ยากี้ ถนนเพชรบุรี และอีกคนก็ เจ้าของภัตตาคารเจ้าพระยา เตี่ยบอกว่า อยู่เมืองไทยยังไงก็ไม่อดตาย ทำอะไรก็ขายได้ ขอให้ทำของดี อร่อยจริง และราคาไม่แพงเกินไป และต่อไปนี้ คือเรื่องเล่า ข้อคิด คำสอนจากเตี่ยของฉัน 1. ฉันมักจะเห็นเตี่ย ใส่กางเกงตูดปะ ตูดขาด ไม่พิถีพิถันที่จะแต่งตัวให้เรียบร้อยเหมือนคนไทยเขาบ้าง จะได้สวยงามดูดี ไม่ทำให้ฉันต้องอายเพื่อน ฉันจึงถามเตี่ยว่า ทำไมเตี่ยไม่แต่งตัวดีดีเหมือนคนอื่นเขา เตี่ยตอบว่า เราเป็นคนจีนเนี่ย ปากท้องต้องมาก่อน อยู่เมืองจีน เราลำบากมาก แย่งกันกินแย่งกันใช้ พื้นดินสีแดง แห้งแล้ง อดอยาก ยากจน ไม่มีใครจะมาใส่ใจสนใจเรื่องเสื้อผ้า เรื่องแต่งตัว ขอแค่ได้กินอิ่ม กินดีดี มีชีวิตอยู่รอดก็ดีใจมากแล้ว จำไว้นะลูก ใส่กางเกงตูดขาดไม่เป็นไร แต่ปากท้องเราต้องอิ่ม คนในครอบครัวเราต้องกินอิ่ม พูดเรื่องนี้ปุ๊บ ฉันนึกภาพเด็กไทย อดข้าว กินข้าวกับน้ำปลา เพื่อหาตังค์ซื้อกระเป๋าหลุยส์วิคตอง ใบละห้าหมื่น ลอยขึ้นมาทันที … 2. เมื่อเริ่มมีเงิน อย่าเอาเงินไปซื้อของปรนเปรอตนเองทั้งหมด ต้องเก็บเงินไว้ลงทุน ขยายธุรกิจต่อไปด้วย 3. ขายอาหารจานเดียวนะ อย่าขายอาหารตามสั่ง อาหารจานเดียว ทำให้อร่อย อร่อยจริงๆ แค่อย่างเดียวพอ ก็รวยได้ อาหารตามสั่ง ทำไม่ทัน ทำเยอะก็ไม่ได้ ไม่ทันรวยเหนื่อยตายก่อน 4. ต้องหัดฟังเพลงเก่าๆ มั่ง เพลงเก่าๆ มันไพเราะน่าฟัง เพลงสมัยพวกแก มันไม่มีอะไรเลย ตะโกนกันโหวกเหวก มันเป็นเพลงตรงไหน 5. อย่าไปดองกับคนไม่ดี ลูกหลานไปมีครอบครัว ถ้าไปแต่งงานกับคนไม่ดี ตระกูลไม่ดี เป็นนักเลง ติดยา ติดการพนัน ขี้โกง เห็นแก่ตัว ขี้เหนียว ไม่รักญาติพี่น้องไม่เอาใคร ดองกันไป ก็เดือดร้อนทั้งตระกูล เพราะคนจีนเราผูกพันกัน เกี่ยวพันกันเป็นครอบครัวใหญ่ 6. ถ้าหาแฟนดีดีไม่ได้ ไม่มีใครรัก ไม่มีใครดีกับลูก ไม่ต้องห่วงนะ ไม่ต้องไปฟูมฟายเสียใจหาใครเค้า ลูกสาวคนเดียวเตี่ยเลี้ยงได้ 7. เป็นพี่น้อง ต้องรักกันมากๆ อย่าทะเลาะกัน อย่าตีกัน พ่อแม่จะนอนตายตาไม่หลับ 8. เตี่ยตื่นตีสี่ ตีห้าทุกวัน เตี่ยบอกว่า เราตื่นก่อนเขาก็ทำงานก่อนเขา มีเวลามากกว่าเขาวันละ 1 ชม. ชีวิตเราก็ล้ำหน้าคนอื่นไปแล้ว วันละ 1 ชม. ทำให้นึกถึงคำคนจีนว่า “อย่านอนตื่นสาย อย่าอายทำกิน อย่าหมิ่นเงินน้อย อย่าคอยวาสนา” 9. มีวัดอยู่ใกล้บ้าน ใกล้ชุมชนต้องดูแล ไม่ใช่เอาแต่หอบเงินขึ้นเหนือล่องใต้ ไปทำบุญวัดโน้น วัดนี้ แต่วัดในชุมชนตนเองหมู่บ้านตนเองไม่ดูแลเลย เราเกิดที่นี่โตที่นี่เราต้องดูแลบ้านของเรา ขอบคุณ updatetoday

อ่านเพิ่มเติม »

เผยเคล็ดลับง่ายๆ ที่หลายคนยังไม่รู้! การกำจัดยุงและแมลงสาบ ภายในบ้านแค่มี 2 สิ่งนี้ก็เอาอยู่

ยุงร้ายกว่าเสือ..เพราะฉะนั้น อย่าประมาท กันไว้ดีกว่าแก้ เพราะโลกเราอาการเริ่มร้อนขึ้นไปเรื่อยๆ และสิ่งที่ตามมานั้นก็คือเจ้า “ยุง” ร้ายเริ่มมีมากขึ้น วันนี้เราขอนำเสนอวิธีในการกำจัดยุงในรูปแบบใหม่ที่ไม่เคยมีที่ไหนมาก่อน ใช้เวลาแค่ 1 เดือนบ้านของคุณก็จะไม่เห็นแม้แต่เงาของยุงเลยว่าแล้วจะมีวิธีทำอย่างไรไปชมกันเลยค่ะ เรามาเริ่มกันเลยด้วย น้ำสบู่ มันสามารถลดปริมาณยุงลงได้ แค่ใส่ผสมกันกับผงซักฟอกแล้วคนให้เข้ากัน เทน้ำที่ผสมใส่ภาชนะต่างๆแล้วเอาไปวางไว้ตามมุมต่างๆของบ้าน หลังจากนี้แค่ 3 วันคุณก็จะรู้สึกว่าจำนวนยุงที่บ้านได้ลดลงไปแล้ว ผ่านไป 10 วัน น้ำในภาชนะเหล่านี้จะกลายเป็นสุสานของพวกยุง สาเหตุที่เป็นเช่นนี้ ก็เพราะ “น้ำสบู่และผงซักฟอก” มันมีกลิ่นหอมที่ดึงดูดใจให้พวกยุงทั้งหลายมาวางไข่ เนื่องด้วยผงซักฟอกและสบู่มีฤทธิ์เป็นด่าง ไข่ของยุงเมื่ออยู่ในสภาวะแวดล้อมที่เป็นด่างก็จะไม่สามารถเจริญเติบโตได้ ด้วยเหตุนี้จำนวนยุงจึงค่อยๆลงน้อยลงนั้นเอง วิธีนี้แสนง่ายแถมยังมีประสิทธิภาพสูง แต่ต้องระวังอย่าให้เด็กเล็กๆ หรือสัตว์เลี้ยงไปกินเข้าล่ะ และวิธีพวกนี้ก็ยังสามารถนำเอามารับมือกับเจ้าพวกแมลงสาบได้ด้วย เพียงแค่ใช้น้ำสบู่วาดเป็นเส้นบริเวณที่แมลงสาบชอบเดินผ่าน เพียงแค่น้ำสบู่เข้าไปบริเวณท้องของมัน ไม่เกิน 10 วินาที มันก็ต้องจบชีวิตลง ปล. สูตรนี้ช่วยกำจัดนะครับ ไม่ใช่ช่วยไล่ยุงอย่างที่หลายคนเข้าใจ แถมให้เพื่อนๆอีก 3 เคล็ดลับในการหนีห่างจากยุง 1. พยายามใส่เสื้อผ้าสีอ่อนๆ ยุงชอบไปเกาะตามเสื้อผ้าสีเข้ม 2. เปลี่ยนน้ำในภาชนะของพืชน้ำต่างๆที่คุณเลี้ยงไว้ในบ้านเป็นประจำ 3. กินกระเทียมก็ทำให้ยุงไม่อยากเข้าใกล้ เพราะยุงไม่ชอบกลิ่นกระเทียมที่ออกมาจากผิวหนังมนุษย์ เป็นยังไงกันบ้างคะเพื่อนๆกับวิธีเหล่านี้มันเจ๋งไปเลยใช่ไหม วัสดุที่ใช้ทำก็หาได้ง่ายๆตามบ้านของเรา และราคาก็ยังถูกอีกด้วย ถึงแม้จะเป็นวิธีง่ายๆ แต่หลายคนไม่เคยรู้ อย่าลืมแชร์ให้เพื่อนๆอ่านนะจ๊ะ!! อุปกรณ์ • ขวดน้ำขนาด 1.5 ลิตร • กระดาษหนังสือพิมพ์หรือถุงพลาสติก • ยีสต์ • น้ำอุ่น • น้ำตาล วิธีทำ ขั้นที่ 1 เอาขวดน้ำขนาด 1.5 ลิตรมาตัดครึ่ง ขั้นที่ 2 ใส่น้ำอุ่น 200 มิลลิลิตรกับน้ำตาล 50 กรัมลงไปคนให้ละลาย ขั้นที่ 4 เอาปากขวดด้านที่ตัดออกใส่กลับลงไปตามภาพ อย่าลืมเอาฝาออกด้วย ขั้นที่ 5 ห่อด้วยถุงพลาสติกหรือกระดาษหนังสือพิมพ์ ขั้นที่ 6 วางขวดไว้ในมุมมืด ดึงดูดยุงให้เข้ามา พอพวกมันติดกับเข้าไปในขวด เจอน้ำก็ไม่สามารถออกมานอกขวดได้แล้ว เป็นวิธีกำจัดยุงที่ง๊าย…ง่าย ขนาดนี้ อย่าลืมลองนำไปทำตามกันดูนะคะ จะได้ไม่ต้องปวดหัวกับยุงร้ายที่คอยสร้างตุ่มบนร่างกายให้อยู่เรื่อย

อ่านเพิ่มเติม »

10 ข้อแตกต่าง “รัก” กับ “หลง” อ่านแล้วฉลาดเลย!!

คำเตือน : ยาวมาก แต่อยากให้อ่าน จะได้เข้าใจว่าที่เรารู้สึกอยู่ คืออะไรกันแน่ ? 1) รัก คือ ความ “ปรารถนาดี” ต่ออีกฝ่าย อยากให้อีกฝ่ายมีความสุข หลง คือ ความปรารถนา “อยาก” ให้อีกฝ่ายมาทำให้เรามีความสุข 2) รัก คือ การ “สนับสนุน” เอื้อเฟื้อ เกื้อกูลกัน เป็นแรงผลักดันให้ฝันของอีกฝ่ายเป็นจริง หลง คือ การอยากให้อีกฝ่ายทำ “ตามใจฉัน” โดยไม่สนว่าเขาจะอยากทำหรือไม่ 3) รัก คือ การให้ “ความสบายใจ” เมื่ออยู่ใกล้ ไม่ต้องบังคับมาครอบครอง เพราะทั้งสองต่างอยากเป็นของกันและกัน หลง คือ การอยากเป็น “เจ้าข้าวเจ้าของเขา” อยากให้เขามาเป็นของของเรา 4) รัก คือ การถามตัวเองอยู่เสมอว่า จะทำอย่างไรให้เรา “ทั้งสอง” มีความสุข ให้ความสัมพันธ์ของเราราบรื่น ดำเนินไปด้วยดี หลง คือ การถามตัวเองว่า ฉันจะต้อง “ได้” อะไรจากเขา ฉันจึงจะมีความสุข (ต้องได้ดอกไม้ ต้องได้คำหวาน ต้องได้การคุยกันทุกเย็น ฯลฯ) 5) รัก คือ การทำสิ่งที่อีกฝ่ายชอบด้วยความ “เต็มใจ” เพราะเรารู้ว่าสิ่งนั้นจะทำให้เขายิ้มได้ หลง คือ การ “อยาก” ให้อีกฝ่ายทำสิ่งที่เราชอบ เพื่อที่เราจะได้ยิ้มออก 6) รัก คือ การยอมรับใน “ตัวตน” ของคนที่เรารัก หลง คือ การคิดว่าตัวเองรักในตัวตนของเขา แต่จริงๆแล้วเรารัก “เปลือก” ของเขามากกว่า (สำหรับผู้ชาย ลองคิดดูว่าถ้าแฟนเราแก่ตัวขึ้นมา หน้าเหี่ยว ผิวหนังหย่อนยาน เราจะยังรักเขาอยู่ไหมสำหรับผู้หญิง ลองคิดดูว่าถ้าเกิดวิกฤติ ฝ่ายชายล้มละลาย ไม่มีรถหรู บ้านสวย เราจะยังอยู่เคียงข้างเขาในวันที่เขาล้มอยู่หรือไม่ ถ้าไม่ ลองกลับมาคิดกับตัวเองดีๆว่าเรารักเขาเพราะอะไร) 7) รัก คือ การ “ปรับปรุง” ข้อเสียของเราเองเพื่อให้อีกฝ่ายมีความสุข (แต่เราต้องไม่ทุกข์ด้วยนะ ไม่งั้นเปลี่ยนไปไม่นาน เราก็จะกลับมาเป็นคนเดิมอีก) หลง คือ การบอกให้อีกฝ่าย “เปลี่ยนแปลง” ตัวเองเพื่อให้เรามีความสุข 8) รัก คือ ความ “เข้าใจ” ในความไม่สมบูรณ์แบบของเขา หลง คือ ความ “ต้องการ” ให้เขาสมบูรณ์แบบตามภาพที่เราวาดไว้ 9) รัก คือ การ “ปรับตัว” ให้เข้าหากันทั้งสองฝ่าย หลง คือ การ “อยาก” ให้อีกฝ่ายปรับตัวเขาหาเรา 10) รัก คือ การ “ให้” โดยไม่ได้หวังว่าเราจะต้องได้อะไรตอบแทนในขณะเดียวกัน ผู้รับก็จะอยากตอบแทนความรักหากได้มันมา ดังนั้น ถ้าได้คบคนที่มีจริตของ Give & Take ที่เหมือนกันจะอยู่กันได้นานกว่าคนที่มีความคิดเรื่องนี้ไม่เหมือนกัน (เพราะฝ่ายที่ให้อยู่อย่างเดียวก็จะรู้สึกไม่โอเคแม้ว่าเขาจะไม่หวังก็ตาม)หลง คือ การให้โดย “คาดหวัง” ว่าเขาจะต้องให้เราตอบแทน ถ้าเขาไม่ให้ตอบ เราก็เป็นทุกข์ละ ขอขอบคุณรูปจาก Pinterest

อ่านเพิ่มเติม »

ดูไว้นะอย่าคบเด็ดขาด!! คน 5 ประเภทที่ขงเบ้งแนะนำ ไม่ควรใกล้ชิดสนิทสนมเป็นอันขาด”

“คน 5 ประเภทที่ขงเบ้งแนะนำ ไม่ควรใกล้ชิดสนิทสนมเป็นอันขาด” ในตำราพิชัยสงครามขงเบ้งนั้นมีอยู่บทหนึ่งได้กล่าวถึงการขจัดความชั่วของบ้านเมือง โดยจัดคนไว้ห้าแบบเรียกว่า “ห้าชั่ว” ซึ่งขงเบ้งได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการขจัดคนเหล่านี้เอาไว้ว่า “คนเหล่านี้ คือ คนเจ้าเล่ห์ขายชาติ เลวทรามต่ำช้า ไร้ศีลสัตย์ ควรปลีกตัวออกห่างให้ไกล อย่าได้เข้าใกล้ชิดสนิทสนมเป็นอันขาด” กองทัพจะพ่ายแพ้ บ้านเมืองจะล่มจมเพราะมีห้าชั่ว ได้แก่ 1. แบ่งพรรคแบ่งพวก คนพวกนี้ ชอบตั้งสมัครพรรคพวกเป็นกลุ่มเล็กกลุ่มน้อย แบ่งพรรคแบ่งพวก สมคบคิดกัน เฝ้าจงใจหาเรื่องใส่ร้ายคนดีมีปัญญาให้เสียหาย หาประโยชน์ใส่ตัวและกลุ่มของตนเองด้วยการทำลายผู้อื่น 2. ประพฤติเหลวแหลก คือคนที่ประพฤติตนผิดขนบธรรมเนียม สวมใส่เสื้อผ้าอาภรณ์หรูหรา ดำรงชีวิตด้วยความฟุ่มเฟือยและสิ้นเปลือง ชอบแต่งกายให้ดูผิดแปลกแตกต่างไปจากผู้คนทั้งหลาย คิดแต่จะได้หน้าได้ตาให้คนสนใจเพราะสิ่งเหล่านี้ 3. ล่อลวง คนที่ขยายเรื่องราว สร้างเรื่องที่ไม่ตรงตามความเป็นจริง ปลุกผีร่ายมนต์เผยแพร่ไสยเวท เพื่อให้คนทั้งหลายเข้าใจผิด ชอบคุยโวโอ้อวด สร้างข่าวลือที่เป็นเท็จให้แพร่หลาย 4. เฝ้าจับผิด คนที่จงใจฟื้นฝอยหาตะเข็บ คอยจับผิด และยุยงให้คนแตกแยกกัน ก่อให้เกิดความสับสนในหมู่คน คิดแค้นผู้อื่นด้วยเรื่องส่วนตัว 5. สอพลอ คนปลิ้นปล้อน ประจบสอพลอ คอยเอาใจใส่แต่ผลประโยชน์ส่วนตัว จนถึงขั้นแอบคบค้าสมาคมกับข้าศึกอย่างลับ ๆ ไม่สนใจความเป็นตายของชาติ คนเหล่านี้ล้วนเป็นผู้ที่ถึงพร้อมไปด้วยเล่ห์เหลี่ยมกลโกง ไร้ศีลไร้สัตย์ กับคนทั้งห้าประเภทนี้ พึงปลีกตัวอยู่ให้ห่าง ระมัดระวังอย่าให้ได้ใกล้ชิดสนิทสนม หรือหลงไปไว้เนื้อเชื่อใจเป็นอันขาด นิสัย 5 อย่างที่ “คนโง่” ต่างจาก “คนฉลาด” ในสังคมทุกๆ วันนี้ คงปฏิเสธไม่ได้เลยว่า มีคนอยู่หลากหลายประเภทจริงๆ ซึ่งบางคนก็เข้าข่ายไม่มีใครอยากคบหาด้วย และบ่อยครั้งที่พวกเขาไม่รู้ตัวเองว่านิสัยส่วนตัวทำให้คนรอบข้างต้องเบื่อหน่าย ในจำนวนนี้เนี้ย มีอยู่จำพวกหนึ่งที่ถูกเรียกว่าเป็น “คนโง่ชอบอวดฉลาด” (เจอประจำ) ซึ่งจากผลการศึกษาพบว่า “คนโง่” มักมีนิสัยที่แตกต่างจาก “คนฉลาด” อยู่ 5 อย่างด้วยกัน 1. คนโง่ชอบโยนความผิดของตัวเองให้คนอื่น คนโง่ไม่ชอบรับผิดในสิ่งที่ตัวเองทำ และมักโยนความผิดให้ผู้อื่น ซึ่งผลการศึกษาด้านประสาทวิทยา โดย เจสัน เอส. โมเซอร์ จากมหาวิทยาลัยมิชิแกน สเตท พบว่า สมองของคนฉลาดจะมีปฏิกิริยาที่ต่างออกไปเมื่อมีความผิดพลาดเกิดขึ้น เพราะพวกเขารู้ว่าความผิดพลาดทุกอย่างจะเป็นบทเรียนให้ได้เรียนรู้เพื่อไม่ทำผิดซ้ำสอง 2. คนโง่มักจะคิดว่าตัวเองถูกเสมอ ในสถานการณ์ที่มีความขัดแย้ง คนโง่จะเถียงอย่างเอาเป็นเอาตายเพื่อให้ตัวเองเป็นผู้ชนะ และแทบจะไม่สนเลยว่าในวงสนทนานั้นมีคนที่ฉลาดกว่าตัวเองอยู่ด้วยหรือไม่ ขณะที่คนฉลาดจะเข้าใจและพร้อมยอมรับในความคิดเห็นที่ต่างไปจากตัวเอง ซึ่งนักจิตวิทยาชื่อดัง เดวิด ดันนิ่ง เผยว่า คนฉลาดจะตั้งใจฟังและพิจารณาเรื่องทั้งหมด ก่อนจะตัดสินใจหรือพูดอะไรออกไป 3. คนโง่จะแสดงอาการโมโหและก้าวร้าว เพื่อกลบเกลื่อน เวลาที่คนโง่รู้สึกว่าอะไรไม่เป็นไปอย่างที่คิด หรือเริ่มจะคุมสถานการณ์ไม่ได้ พวกเขาจะแสดงอาการโมโหและก้าวร้าว เพื่อเป็นการกลบเกลื่อน ซึ่งจากการศึกษาเรื่องพฤติกรรมก้าวร้าว กับระดับไอคิว โดยนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยมิชิแกนที่ใช้เวลานานถึง 22 ปี พบว่ามีความสัมพันธ์กัน โดยคนที่มีระดับความฉลาดน้อยจะมีพฤติกรรมที่ก้าวร้าวมากกว่า 4. คนโง่จะไม่สนความต้องการและความรู้สึกของผู้อื่น จากผลการศึกษาคนอเมริกันหลายพันคน โดย รัสเซล เจมส์ แห่งมหาวิทยาลัยเท็กซัส เทค พบว่า คนที่มีไอคิวสูงมีแนวโน้มที่จะเข้าใจ เห็นอกเห็นใจผู้อื่น และหยิบยื่นความช่วยเหลือให้ใครโดยไม่หวังผลตอบแทน ต่างจากคนโง่ที่แทบจินตนาการไม่ออกว่าคนอื่นจะมีความคิดต่างไปจากตัวเองได้อย่างไร อีกทั้งยังมองด้วยว่า การทำอะไรให้ใครโดยไม่ได้อะไรกลับคืนมาถือเป็นเรื่องแปลก 5. คนโง่คิดว่าตัวเองดีกว่าคนอื่น คนโง่มีแนวโน้มที่จะชอบวิจารณ์หรือติคนอื่นเพื่อให้ตัวเองดูดีกว่า เพราะพวกเขาเชื่อว่าตัวเองเหนือกว่า และมักเป็นพวกชอบตัดสินคนอื่นไปก่อนโดยมีความลำเอียงเป็นที่ตั้ง นอกจากนี้ นักวิทยาศาสตร์จากมหาวิทยาลัยบร็อค ยังพบด้วยว่า คนที่ไอคิวต่ำมีแนวโน้มชอบการลงโทษที่รุนแรง , เกลียดคนที่รักชอบเพศเดียวกัน และเหยียดเชื้อชาติมากกว่า หากในชีวิตเราต้องเจอคนจำพวกนี้ และไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ ก็ให้นึกเสียว่า เป็นนิสัยของคนโง่ที่คนฉลาดเขาไม่ทำกัน เผื่อจะช่วยให้เข้าใจและรู้สึกเห็นใจคนเหล่านี้ได้มากขึ้น พาโล อปริณายโก คนโง่ ไม่ควรเป็นผู้นำ #ธรรมะ #ข้อคิด #คําคม ขอบคุณ updatetoday

อ่านเพิ่มเติม »

14 ข้อดี ที่คู่รักที่อยู่กันได้ยาวมาก มักทำสิ่งเหล่านี้ร่วมกันบ่อยๆ !!??

วันนี้เราได้เลือกบทรักของคู่รักทุกๆคนมาว่า คนที่จะรักกันยาวนั้นนั้นจะทำด้วยกัน 14 ข้อที่คุณจะได้เห็นต่อไปนี้เป็นกิจกรรมแสนหวาน ที่คู่รักที่อยู่ร่วมกันมาได้ยาวนานมักทำประจำ สงสัยต้องลองเช็คกันดูซะหน่อยแล้วล่ะว่า คุณกับคนรักตรงกันไปกี่ข้อ ไม่แน่ว่าถ้าตรงเยอะก็อาจเป็นสัญญาณที่ดีว่าจะได้อยู่กันไปยาวนานก็ได้ ลองดูจร้า… 1.อาบน้ำฉ่ำๆเคียงคู่กัน 2.บีบสิวให้กัน 3.พอถึงกลางดึก ท้องมันก็ร้อง เลยออกไปหาไรกินด้วยกันแม้จะย่างเข้าตี 2 4.จิบเบียร์เย็นเฉียบ แล้วนั่งดูทีวีเคียงข้างกัน ก่อนจะเมาแอ๋แล้วนอนซบกันถึงเช้า 5.ดูทีวีรายการเดียวกันเป๊ะ แม้ตัวจะอยู่ไกลกัน 6.ใช้ห้องน้ำพร้อมกันบ่อยๆ 7.นัวเนีย คลุกเคล้า ไม่ยอมจากไปไหน 8.ทำสิ่งฮาๆ และหัวเราะร่วมกัน 9.คอยดูแลยามป่วยไข้ 10.เปลี่ยนเสื้อผ้าตรงหน้ากันและกัน 11.เล่นด้วยกัน หรือทำกิจกรรมด้วยกัน เหมือนเด็กๆ 12.หอมแก้มทุกวัน ยามพบเธอตอนเช้า 13.แม้ความสนใจจะไม่ตรงกัน แต่ก็ให้ความเป็นส่วนตัวกับคนรักด้วย 14.ไม่ลืมที่จะเอ่ยคำขอบคุณ หรือขอโทษทุกครั้งที่ผิดพลาด ขอบคุณ salapao2you

อ่านเพิ่มเติม »

เตือนภัยใกล้ตัว!! “ยาดม” จิ๋วแต่ไม่แจ๋ว ตัวการสู่โรคร้ายที่คุณคาดไม่ถึง เช็คด่วน!!

“ยาดม” เป็นยาสามัญประจำบ้าน ที่ใครๆ ก็พกติดตัวไว้ตลอดเวลา โดยเฉพาะ กลุ่มผู้สูงอายุ หรือวัยกลางคน หรือคนที่จะเลิกบุหรี่แต่คุณทราบหรือไม่ว่า ยาดมที่ช่วยให้เรารู้สึกสดชื่นมีผลร้ายต่อร่างกายเป็นอย่างมาก ซึ่งจะจริงเท็จอย่างไรนั้น เรามาหาคำตอบไปพร้อมๆ กันได้เลยค่ะ ส่วนผสมของยาดมมาจากอะไรบ้าง ต้องบอกก่อนว่า ยาดม เป็นยาสามัญประจำบ้าน คล้ายๆ กับยาวิเศษที่พกติดตัวได้ตลอดเวลา เพราะช่วยบรรเทาอาการหวัด คัดจมูก หน้ามืดตาลาย เวียนหัว นั่นก็เพราะว่า มีส่วนผสมหลัก อย่าง เมนทอล การบูร และพิมเสน นอกจากนี้ ยังมีส่วนผสมที่สกัดออกมาจากทั้งธรรมชาติ เช่น น้ำมันสะระแหน่ น้ำมันเขียว น้ำมันกานพลู น้ำมันยูคาลิปตัส หรือน้ำมันระเหยที่ช่วยในการละลาย เช่น น้ำมันงา หรือน้ำมันแร่ ลำพังส่วนผสมอื่นๆ ยังไม่ทำร้ายร่างกายเท่าไหร่นัก เพราะถือว่าเป็นสมุนไพรไทยที่ทุกคนรู้จักกันดี แต่ส่วนผสมหลักนี่แหละค่ะ ต้องระวังให้ดีเลยทีเดียว 3 ส่วนผสมในยาดม ที่ต้องระวังเป็นพิเศษ 1. เมนทอล “เมนทอล” หรือเกล็ดสะระแหน่ มีลักษณะเป็นผลึกสีขาว มีกลิ่นหอมเย็น มีอยู่ในน้ำมันหอมระเหยที่ได้จากใบมิ้นท์หรือใบสะระแหน่ฝรั่ง สารนี้เมื่อสัมผัสกับผิวหนังจะทำให้รู้สึกเย็น และยังมีสรรพคุณอีกมากมาย ได้แก่ ช่วยในการขับลม มักใช้แต่งกลิ่นและรสยา เช่น ยาเคลือบกระเพาะอาหาร มีฤทธิ์เป็นยาชาเฉพาะที่อย่างอ่อนๆ ลดการบวมของหลอดเลือดที่จมูก ลดอาการปวด แต่เมื่อใช้ยาดมในปริมาณความเข้มข้นสูง และใช้ติดต่อกันเป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองบริเวณทางเดินหายใจเมื่อสูดดม และอาจทำให้ปอดอักเสบได้ 2. การบูร “การบูร” มีลักษณะเป็นเกล็ดมันวาว สีขาว มีกลิ่นหอมเย็นฉุน เดิมสกัดจากต้นการบูร แต่ปัจจุบันเป็นสารสังเคราะห์ เนื่องจากทำได้ง่าย และราคาถูกกว่าสกัดจากพืช การบูรถูกดูดซึมทางผิวหนังได้ดี และจะรู้สึกเย็นเมื่อสัมผัสกับผิวหนังเช่นเดียวกับเมนทอล ที่มีฤทธิ์เป็นยาชาและต้านจุลินทรีย์อย่างอ่อนๆ ใช้ทาเฉพาะที่แก้เคล็ดขัดยอก แก้บวน หรื แพลง แก้พิษแมลงสัตว์กัดต่อย โรคผิวหนัง แต่อาจเกิดอันตรายจากการสูดดมการบูร เนื่องจากระคายเคืองทางเดินหายใจ โดยเคยมีรายงานการชักในเด็กทารกเมื่อกินการบูรเข้าโดยบังเอิญ นอกจากนี้ มีผู้คนจำนวนมากนิยมนำการบูรมาใส่ในรถยนต์ เพื่อปรับอากาศทำให้หอมสดชื่น โดยภายหลังพบว่า การบูรเป็นสารระเหิดได้ เมื่อใส่ในรถยนต์ที่เปิดเครื่องปรับอากาศตลอดเวลา การบูรจะระเหิดไปเกาะที่ช่องแอร์ และหากจอดรถยนต์ทิ้งไว้ในที่อากาศร้อน อัตราการระเหิดก็จะเร็วยิ่งขึ้น หากมีการใส่การบูรเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ โดยไม่ได้เปิดประตูหรือหน้าต่างรถยนต์ทิ้งไว้ให้ระเหิดออกมาด้านนอกแล้ว กลิ่นความเข้มข้นของการบูรที่เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ อาจทำให้เป็นอันตรายต่อสุขภาพโดยเฉพาะปอดและตับค่ะ 3. พิมเสน “พิมเสน” มีลักษณะเป็นเกล็ดเล็กๆ แบนๆ สีขาวขุ่นหรือแดงเรื่อๆ กลิ่นหอมเย็น ซึ่งพิมเสนบริสุทธิ์รูปร่างจะเป็นหกเหลี่ยม ได้จากการนำการบูรมาหุงกับยาอื่นๆ แต่ปัจจุบันได้จากสารสังเคราะห์ ซึ่งจะมีรสเผ็ดกัดลิ้น แต่ถ้าเป็นพิมเสนจากธรรมชาติจะไม่กัดลิ้น ทำให้เย็นปากเย็นคอ ซึ่งสรรพคุณของพิมเสนก็คือ ใช้สูดดมแก้ลมวิงเวียน ทาภายนอกแก้เคล็ดขัดยอก แต่อาจเป็นอันตรายหากสูดดม เนื่องจากพิมเสนอาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองบริเวณทางเดินหายใจ นอกจากนี้ พิมเสนยังมีฤทธิ์กระตุ้นและเป็นยากดระบบประสาทส่วนกลางอีกด้วย วิธีใช้ “ยาดม” อย่างถูกต้องและปลอดภัย แม้ส่วนประกอบหลักของยาดมทั้ง 3 ชนิดจะทำให้โล่งจมูก และทำให้เกิดความรู้สึกเย็นซ่า สดชื่น ตื่นตัว และสามารถช่วยบรรเทาอาการขณะที่เป็นลมวิงเวียน หรือคัดจมูกได้ แต่ก็มีโทษอยู่มากหากเราใช้ผิดวิธี โดยวิธีการใช้ยาดมที่แพทย์ส่วนใหญ่แนะนำมีดังนี้ 1. การใช้ยาดมที่ถูกต้อง ควรสูดดมใกล้ๆ แต่ไม่สัมผัสโดยตรง 2. ไม่ควรนำหลอดยาดมเข้าไปค้างไว้ในจมูก เพราะสารประกอบทุกตัวอาจทำให้ระคายเคืองเมื่อสัมผัส 3. หลีกเลี่ยงการใช้หลอดยาดมที่สัมผัสจมูกผู้อื่นแล้ว เพราะอาจทำให้ติดเชื้อได้ 4. ยาดมมีฤทธิ์เพียงลดอาการต่างๆ เพียงชั่วคราว ถ้าเป็นมากควรไปพบแพทย์ 5. ยาดมที่เป็นลักษณะยาน้ำ หรือ ยาขี้ผึ้ง ให้ป้ายสำลีหรือผ้าเช็ดหน้า หรือทาบางๆ ที่หน้าอก แล้วสูดไอระเหย หรืออาจทาด้านนอกของจมูกแต่ต้องใช้ยาปริมาณน้อยๆ 6. หากมีโรคของโพรงจมูกอยู่ เช่น โพรงจมูกอักเสบจากการแพ้ ติดเชื้อในโพรงจมูก, หรือไซนัสอักเสบ ควรหลีกเลี่ยงการใช้ยาดม เนื่องจากอาการแพ้ซึ่งอาจมีเยื่อบุโพรงจมูกเสียหายอยู่แล้ว 7. หากสูดยาดมที่มีความเข้มข้นมากๆ อาจระคายเคืองมากขึ้น 8. ยาสูดดมนี้อาจเกิดอันตรายกับเด็ก ดังนั้น ควรเก็บรักษาไว้ให้ห่างมือเด็ก นอกจากนี้ “ยาดม” ยังอาจทำให้ผู้ใช้เกิดการเสพติดได้ เนื่องจากสารเคมีที่ใช้ในผลิตบางชนิด เช่น เมนทอล และการบูร มีผลต่อระบบประสาทจึงอาจทำให้เกิดการเสพติดได้ ซึ่งการ ”ติดยาดม” นั้นอาจจะไม่เป็นอันตรายมาก เพราะจะเป็นรูปแบบที่ใช้จนติดเป็นนิสัย คล้ายคลึงกับการที่เราชอบหมุนปากกา หรือต้องกอดหมอนข้างในเวลานอน เราสามารถตรวจสอบว่า มีอาการติดยาดมหรือไม่ ด้วยการสังเกตว่าหากวันไหนที่เราลืมพกยาติดตัวมาด้วย หรือไม่ได้ดมยาดมตลอดวัน อาจจะทำให้เราอาจรู้สึกอยากสูดยาดมบ้างเล็กน้อย แต่เมื่อทำงานหรือเรียนในระหว่างวันเราก็ละเลยความคิดนั้นไปได้ ชมคลิป ขอขอบคุณข้อมูลจาก : รองศาสตราจารย์ ยุวดี วงษ์กระจ่าง ภาควิชาสรีรวิทยา คณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล ที่มา: aabmong

อ่านเพิ่มเติม »

อย่าพึ่งเลื่อนผ่าน!! หนุ่มถามหลวงพ่อว่า “ผมมีภรรยาแล้ว แต่ไปเจอผู้หญิงอีกคนที่ผมชอบมากกว่า ผมจะทำอย่างไรดี?”เจอคำตอบถึงกับเข้าใจ ตาสว่างทันที่!!!

กลางดึกคืนหนึ่ง มีพระหนึ่งรูปกับฆราวาสคนหนึ่งนั่งสนทนากันอยู่ในวัด ฆราวาส : หลวงพ่อครับ ผมแต่งงานแล้ว แต่ตอนนี้ไปตกหลุมรักหญิงสาวคนหนึ่ง ผมจะทำอย่างไรดีครับ พระ : โยมมั่นใจมั้ยว่าผู้หญิงคนนี้จะเป็นคนสุดท้ายที่โยมจะรักตลอดไป ฆราวาส : แน่ใจครับ พระ : งั้นโยมก็ต้องหย่ากับภรรยาคนนี้ แล้วก็ไปขอเธอแต่งงานซะ ฆราวาส : แต่ภรรยาคนปัจจุบันของผมก็อบอุ่น ใจดี เป็นคนดีไม่แพ้กัน ถ้าผมทำอย่างนั้นมันจะไม่โหดร้าย ไร้ซึ่งคุณธรรมเกินไปหรอครับ พระ : ในชีวิตการแต่งงานการไร้ซึ่งความรักถึงจะถึอว่าโหดร้ายไร้คุณธรรม ตอนนี้โยมรักคนอื่นแล้ว ไม่ได้รักเขาแล้ว การทำแบบนี้ถือว่าเป็นเรื่องปกติ ฆราวาส : แต่ภรรยาของผมรักผมมาก รักอย่างลึกซึ้งหมดใจด้วย พระ : งั้นเขาก็มีความสุข ฆราวาส : ผมจะหย่ากับเขาไปแต่งงานกับคนอื่น เธอต้องรู้สึกทุกข์ทรมานถึงจะถูก ทำไมหลวงพ่อบอกว่าเธอจะมีความสุขล่ะครับ พระ : ในชีวิตการแต่งงานเขายังมีความรักให้โยมอยู่ แต่โยมหมดสิ้นความรักต่อเขาแล้ว ในความเป็นจริง การมีเป็นความสุข การสูญสิ้นเป็นความทุกข์ ดังนั้นคนที่ทุกข์ทรมานคือโยมตะหาก ฆราวาส : แต่ผมกำลังจะหย่ากับเขาเพื่อไปแต่งงานกับคนอื่น เขากำลังจะเสียผมไป พระ : โยมผิดแล้ว โยมเป็นแค่รูปธรรมการแสดงความรักแบบหนึ่งของชีวิตแต่งงาน เมื่อรูปธรรมนี้หายไป ความรักแท้ของเขาก็จะเปลี่ยนไปอยู่ที่รูปธรรมอันอื่น ดังนั้นความรักแท้ในชีวิตการแต่งงานของเขาไม่เคยสูญเสียไป เขาก็เลยมีความสุข ส่วนโยมทุกข์ทรมาน ฆราวาส : เขาเคยบอกว่าชีวิตนี้รักแต่ผมเท่านั้น เขาจะต้องไม่รักคนอื่นแน่ๆ พระ : โยมเคยพูดประโยคนนี้มั้ย? ฆราวาส : ผม…ผม…ผม… พระ : เทียนสามเล่มที่โยมมองเห็นตอนนี้ เล่มไหนสว่างที่สุด? ฆราวาส : ผมแยกไม่ออก ดูเหมื่อนว่าจะสว่างเท่า ๆ กัน พระ : เทียนสามเล่มนี้ก็เปรียบเสมือนผู้หญิง 3 คน หนึ่งในนั้นก็คือหญิงสาวคนที่โยมบอกว่าโยมรักที่สุด แต่โยมกลับหาเธอไม่เจอ โลกใบนี้กว้างใหญ่มโหฬาร ผู้คนก็มีมากมาย ผู้หญิงก็มีนับไม่ถ้วน แค่เทียนสามเล่มโยมยังหาเล่มที่สว่างที่สุดไม่ได้ แล้วโยมจะมั่นใจได้ยังไงว่าเธอคนนี้จะเป็นคนสุดท้ายที่โยมจะรัก ฆราวาส : ผม…ผม…ผม… พระ : ตอนนี้เดินไปหยิบเทียนมาหนึ่งเล่ม วางไว้หน้าโยม แล้วใช้ใจมอง เล่มนั้นก็จะสว่างที่สุด ฆราวาส : นั่นหลวงพ่อไม่ต้องบอกผมก็รู้ มันอยู่หน้าสุดมันก็ต้องสว่างที่สุดแน่ ๆ พระ : เอามันกลับไปวางไว้ที่จุดเดิม ลองดูใหม่ซิ ว่าเทียนเล่มไหนสว่างสุด ฆราวาส : ผมก็ยังดูไม่ออกว่าเล่มไหนสว่างสุด พระ : ในความเป็นจริงแล้ว เทียนเล่มที่โยมหยิบมาวางตรงหน้าเมื่อกี้ก็คือหญิงคนนั้นที่โยมรัก เมื่อโยมรักเธอ ก็เหมือนเอาเทียนมาวางไว้ใกล้ ๆ มันก็จะถูกดวงตาของโยมขยายใหญ่ แต่เมื่อเอากลับไปวางที่เดิม โยมก็จะรู้สึกว่ามองหาเล่มที่สว่างที่สุดไม่เจอ ความรักที่บอกว่าเป็นรักสุดท้ายจริง ๆ แล้วไม่มีจริงหรอกโยม มันก็เป็นแค่ภาพลวงตา ไม่มีจริง ฆราวาส : ผมเข้าใจแล้ว หลวงพ่อไม่ได้บอกให้ผมหย่า เพียงแต่กำลังชี้จุดให้ผมเข้าใจ พระ : โยมไปเถิด ฆราวาส : ตอนนี้ผมรู้แล้วว่าผมควรจะรักใคร เขาก็คือภรรยาของผมนั่นเอง พระ : อามิตตาพุทธ อามิตตาพุทธ จัดทำด้วย : ไทยสด

อ่านเพิ่มเติม »

เช็กให้ชัวร์ก่อนเป็น “เปรต” โดยไม่รู้ตัว กับ 17 พฤติกรรม ถ้าทำจะเป็น “เปรต”….

แท้จริงแล้วตัวเองเป็น “นิสัยเทวดาทำบุญ” หรือ “นิสัยเปรตทำบุญ” เช็กให้ชัวร์ก่อนเป็น “เปรต” โดยไม่รู้ตัว พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต ธรรมะบนเขา ณ จุลศาลา เขตปฏิบัติธรรมเขาชีโอนวัดญาณสังวรารามวรมหาวิหาร ชลบุรี ท่านได้พูดไว้เกี่ยวกับนิสัยของคน เป็นการพูดให้คิด หรือเปรียบเทียบนิสัยของมนุษย์ ว่าเป็นอย่างไร และท่านได้เคยบอกไว้ว่านิสัยเทวดาทำบุญ กับ นิสัยเปรตทำบุญนั้นแตกต่างกันอย่างไร ซึ่งมันสะท้อนกับสังคมปัจจุบันอย่างมาก ไปดูกันว่านิสัยในการทำบุญของเปรต และเทวดาเป็นยังไง พร้อมทั้ง ​17 พฤติกรรม ถ้าทำจะเป็น “เปรต” …. เทวดากับเปรต อยู่คนละมุมกัน อยู่คนละด้านกัน เทวดาจะไม่ทำบาป จะมีแต่ให้ จะไม่อยากได้อะไร อยากให้ ให้แล้วมีความสุข เปรตนี้อยากได้ ได้แล้วมีความสุข ได้แบบไม่ถูก ได้ด้วยการทำบาป ด้วยการฉ้อโกง ด้วยการโกหกหลอกลวง ด้วยการลักทรัพย์ ด้วยการฆ่าผู้อื่น อันนี้จะทำให้ใจหิวโหย ได้เท่าไหร่ก็ไม่พอ ได้หนึ่งล้านก็อยากจะได้สองล้าน ได้สองล้านก็อยากจะได้สามล้าน อันนี้ก็ทำให้หิวให้อยากเพิ่มขึ้นไปเรื่อยๆ ส่วนคนชอบให้ จะไม่โลภอยากได้ อยากแต่จะให้ ให้แล้วมีความสุข แล้วไม่อยากเบียดเบียนผู้อื่น ไม่อยากทำบาป ทำมาหากินก็ด้วยวิธีสุจริต ได้เงินมามากเกินกว่าจะใช้ได้ก็เอาไปทำบุญทำทาน นี่เป็นลักษณะของเทวดา ไม่ได้หวังจะต้องร่ำรวยมหาศาล แค่ทำมาหากินพออยู่ได้กินได้ ไม่เดือดร้อนก็พอแล้ว นิสัยเทวดาจะเป็นแบบนี้ ไม่โลภ ไม่อยากเกินความจำเป็น ขอให้พอมีพอกิน พอมีเกินกว่านั้นก็เอาไปทำบุญ เราเคยบิณฑบาตที่กรุงเทพฯ มีร้านขายของอยู่ร้านหนึ่ง วันหนึ่งๆเขาจะใส่บาตรพระเป็น100รูป หุงข้าวหม้อเบ้อเร่อเลย เขาเตรียมใว้ ฐานะเขาก็ไม่ร่ำรวยอะไร มีห้องแถวสองห้อง ขายของอะไรตามปกติ แต่ใจเขาไม่โลภ ใจเขามีความสุขจากการทำบุญ นี่แหละคือลักษณะของเทวดา พวกที่โลภส่วนใหญ่ไม่ค่อยมีเวลามาทำบุญ พวกที่เป็นเศรษฐีร้อยล้านพันล้าน ถามมันเคยใส่บาตรหรือเปล่า ถ้าทำบุญก็ทำแบบเอาหน้าเอาตา ต้องมีการถ่ายรูปลงหนังสือพิมพ์ บริษัทของเราได้ทำโน่นทำนี่ อันนี้ไม่ได้ทำเพราะการให้ ทำด้วยความโลภ โลภจะได้ขายของเยอะขึ้น โลภแบบเป็นการโฆษณาแฝงในตัว ประชาสัมพันธ์ การตลาด คนที่ทำบุญด้วยความโลภ มันทำแบบนี้ จึงไม่ได้เป็นเทวดา ก็ยังเป็นเปรตอยู่นั่น เพราะยังโลภยังอยากได้อยู่ ***17 พฤติกรรม ถ้าทำจะเป็น “เปรต” *** 1.เป็นคนอิจฉาริษยาคนร่ำรวยและสูงกว่าตน ดูถูกดูแคลนคนยากจนและต่ำกว่าตน 2.ตระหนี่ไม่ทำทาน และยังกีดกันคนที่จะทำทาน 3.นำทรัพย์สินของพระภิกษุและส่วนรวมมาเป็นของตน 4.ติฉินนินทา กล่าวร้ายพระ และครูบาอาจารย์ของตน 5.ยุยงสงฆ์และหมู่คณะให้แตกกัน 6.ให้ยาหญิงมีครรภ์เพื่อทำลายเด็กในครรภ์ 7.แช่งด่าคนที่ทำบุญและทำความดีต่อสังคมและพระสงฆ์ 8.ใช้อุบายทุจริตในการค้า 9.ประทุษร้ายต่อพ่อแม่ 10.ไม่ยอมให้ทานด้วยข้าว และยังสาบานยืนยันว่าไม่มีข้าว ซึ่งเป็นการกล่าวมดเท็จ 11.ลักขโมยของคนอื่นมากิน และสบถสาบานว่าไม่ได้ขโมย 12.กลางคืนถือศีล กลางวันเป็นพราน 13.เป็นเจ้าเมืองหรือผู้ใหญ่ ที่ชอบกินสินจ้างรางวัล 14.ทำบุญด้วยของเหลือเดน 15.ถวายภัตตาหารด้วยเนื้อหมาและเนื้อสัตว์ที่มีเล็บ 16.ข่มเหงรังแกคนยากจน 17.ตัดไม้ทำลายป่าและสัตว์ป่า ที่มา : พระอาจารย์สุชาติ อภิชาโต

อ่านเพิ่มเติม »

เธอซ่อนร้ายรู้ยัง!? นี่แหละ 10 นิสัย เขี้ยวเล็บของผู้หญิงเจ้าชู้ ก่อนกำราบพิษสงเธอให้อยู่หมัด คบไปซวยทั้งชาติ!??

นิสัยคารมคมคายสุดแสนจะเจ้าชู้ส่วนมากมักจะตกเป็นของฝ่ายมนุษย์ผู้ชาย แตทว่าเหมียวได้รับข้อมูลลับสุดยอดบางอย่างมา แว่วๆ ว่า มนุษย์ฝ่ายหญิงก็เจ้าชู้เป็นเหมือนกันนะเนี่ย ซึ่งถ้าหากคุณผู้หญิงท่านไหนมีพฤติกรรมดังต่อไปนี้มากกว่า 5 ข้อนี่ เค้าบอกว่าเข้าข่ายเจ้าชู้แล้วล่ะ มันจะจริงอย่างที่เค้าว่าอ๊ะป่าว บอกเหมียวให้รู้ด้วยนะ อิอิ 10. ชอบไปเที่ยวกับเพื่อนมากกว่าแฟน เรื่องปกติของคนเจ้าชู้เลยแหละ ไปเที่ยวกับเพื่อนจะสบายใจกว่า ไม่ต้องมีใครมาคุม ที่สำคัญจะเหล่มองใครก็ได้ ไม่มีใครว่า ไม่แน่อาจจะโดนเพื่อนชงด้วยกันได้ 9. โทรศัพท์เป็นอวัยวะชิ้นหนึ่งของร่างกาย ไม่ว่าจะไปไหน จะทำอะไรก็แล้วแต่ โทรศัพท์จะติดมือชนิดที่ว่าเหนียวยิ่งกว่ากาวตราช้าง โดยเฉพาะเวลาอยู่กับแฟนตัวเอง จะต้องมีไว้ไม่ให้ห่างตัว เดี๋ยวกิ๊กโทรมาแล้วแฟนเห็นจะยุ่ง 8. รายชื่อในโทรศัพท์มีแต่เบอร์แปลก แน่นอนคนอัธยาศัยดีมักจะแจกเบอร์ไปทั่ว เมมบ้าง ไม่เมมบ้าง เบอร์ที่เมมนี่ก็มีชื่อแปลกๆ ที่ไม่คุ้นเอาซะเลย แถมโทรเข้ามาหาบ่อยๆ ยิ่งน่าสงสัยนะเนี่ย 7. แอลกอฮอล์ซึมเข้าร่างกายก็เปลี่ยนร่าง คุณผู้ชายลองสังเกตแฟนของคุณไว้ดีๆ ตอนเช้าดูดีเป็นคนมีสติสตางค์ครบถ้วน แต่พอตกเย็นออกไปเที่ยวด้วยกัน กลับกลายเป็นว่าแฟนของคุณกลายเป็นคนพูดมาก และทำตัวเซ็กซี่ดึงดูดคนรอบข้าง จงพึงระวังไว้เลย คราวหลังอาจจะหนีคุณมาเที่ยวก็เป็นได้ อิอิ 6. ไม่เคยให้ไปส่งถึงที่บ้าน บ้านของเธอถือเป็นสถานที่ลับสุดยอดแล้ว ถ้าหากว่ายอมให้ใครคนนึงไปส่งถึงที่บ้านนั่นก็หมายความว่าเธอจริงจังกับคุณแล้วล่ะ แต่ถ้าหากว่าไม่นั่นอาจจะเป็นแผนกันกิ๊กร้อยแปดคนที่จะแห่มาบ้านของเธอนั่นเอง 5. โทรไปไม่เคยรับ ชอบโทรกลับแทน ถ้าหากว่ารักกันจริง จะโทรไปบอกคิดถึง ก็ต้องรับสายทันทีใช่มั้ยเอ่ย? ว่าแต่โทรไปแล้ว ทำไมไม่ยอมรับสายล่ะ ติดสายคุยกับใครอยู่รึเปล่าน้าาา 4. ไม่เล่นโซเชียลเน็ตเวิร์คใดๆ อันนี้ถือว่าผิดสังเกตมาก เพราะผู้หญิงมักจะติดโซเชียลแบบแทบจะขาดจากกันไม่ได้เลย แต่ก็คงจะเป็นเพราะกันโดนแท๊กรูปจากบรรดากิ๊กทั้งหลาย เพราะถ้าพลาดแค่รูปเดียวก็เป็นอันจบเกมกันเลยทีเดียว ฮ่าฮ่า 3. ดวงตาเปล่งประกายเมื่อเจอเป้าหมาย หากผู้หญิงคนไหนมีอาการเจ้าชู้ ข้อนี่น่าจะบ่งบอกได้ชัดพอตัวเลยล่ะ เมื่อเธอเจอเป้าหมายที่หมายปองแล้วจะจ้องตาไม่กระพริบเลยล่ะ จนหนุ่มที่ถูกมองต้องเป็นคนหลบตาก่อน ถ้าหากว่าไม่เกรงใจคนข้างๆ คงเข้าไปให้เบอร์แล้วเป็นแน่แท้ 2. เป็นคนที่มีมนุษยสัมพันธ์ดี เป็นคนพูดเก่ง เข้ากับคนได้ง่าย มันก็เป็นเรื่องที่ดีนี่นา!? แต่!! ขอบอกไว้เลยมนุษยสัมพันธ์ดีนี่แหละ น่ากลัวที่สุด เพราะจะตีเนียนแอบไปคุยกับหนุ่มหลายๆ คนได้ ซึ่งอาจจะหวังมากกว่าการเป็นเพื่อนกัน เมื่อถูกจับได้ก็อ้างว่าเป็นแค่เพื่อนเท่านั้น โอ้โห่!! เพื่อนเธอนี่เยอะเนอะ อิอิ 1. เป็นคนสวย หน้าตาดี ดูดีเว่อร์ แต่ดันไม่มีแฟน ลองสังเกตดูสิ ผู้หญิงคนไหนที่ดูสวยสะดุดตาสุดๆ ดูดีทุกมุม และตรงสเป็คหนุ่มๆ หลายคน ใครๆ ก็อยากเป็นแฟนกับเธอ และหลายคนก็คงคิดว่าต้องมีแฟนแล้วแน่ๆ แต่กลับกลายเป็นว่าเธอไม่มีแฟน!! มันจะเป็นไปได้ไง? ขอบอกเลยว่าถ้าผู้หญิงที่มาแนวนี้ เกินกว่า 50% เป็นคนเจ้าชู้แน่นอน และจะมีผู้ชายในสต๊อกไม่ต่ำกว่า 3 คน เพราะว่าเธอสวยไง ผู้ชายก็เข้ามาหาง่ายๆ เอาล่ะ!! คุณผู้หญิงท่านไหนมีพฤติกรรมเข้าข่ายในทั้งหมด 10 ข้อนี้บ้างรึเปล่า? เหมียวสงสัยจริงๆ ที่เค้าว่ามาเนี่ย ผู้หญิงก็เจ้าชู้ไม่แพ้ผู้ชายเลยนะ บอกเหมียวให้รู้ทีนะจ๊ะ เมี๊ยวววว

อ่านเพิ่มเติม »

เปิดแล้ว! ชาวพุทธนับพัน แห่เริ่มงานเปิด นมัสการรอยพระพุทธบาท บนเขาคิชฌกูฏ

พุทธศาสนิกชนจากทั่วสารทิศ ร่วมพิธีบวงสรวง ปิดป่า เปิดเขา เริ่มงานเทศกาลนมัสการรอยพระพุทธบาทพลวง อ.เขาคิชฌกูฏ จันทบุรี ผู้ว่าฯเข้มมาตรการความปลอดภัย พร้อมอำนวยความสะดวก วันที่ 15 ม.ค.61 เวลา 07.30 น. ที่บริเวณสันเขื่อนพลวง นายวิทูรัช ศรีนาม ผวจ.จันทบุรี ได้นำข้าราชการ พ่อค้า ประชาชน พุทธศาสนิกชน นักแสวงบุญ ร่วมพิธีเปิดการอนุญาต ให้มีการดำเนินการจัดงานในเขตพื้นที่อุทยานเขาคิชฌกูฏ หรือ พิธี บวงสรวงปิดป่าเปิดเขา เพื่อเปิดงานเทศกาลนมัสการรอยพระพุทธบาทพลวง อ.เขาคิชฌกูฏ จ.จันทบุรี ที่เป็นงานประเพณีที่จัดขึ้นเป็นประจำทุกปี ทั้งนี้เพื่อความเป็นสิริมงคลตามประเพณี ที่ถือปฏิบัติสืบทอดกันมายาวนาน ในการบอกกล่าวเจ้าป่า เจ้าเขา เจ้าที่ เจ้าทาง และสัพสัตว์ทั้งหลาย ตามความเชื่อ เพื่อให้ช่วงเทศกาล 60 วันที่ประชาชน พุทธศาสนิกชน จะเดินทางขึ้นเขาคิชฌกูฏ กราบสักการะรอยพระพุทธบาทบนยอดเขา มีความปลอดภัย โดยในพิธี บวงสรวงปิดป่าเปิดเขา มีพระครู จำนง ประดิษฐ์ศาสนการ เจ้าอาวาส วัดทุ่งตาอิน เป็นประธานสงฆ์ ทั้งนี้ งานเทศกาลนมัสการรอยพระพุทธบาทพลวง เขาคิชฌกูฏ จ.จันทบุรี ปีนี้กำหนดจัดขึ้นระหว่างวันที่ 17 ม.ค. ถึง จนถึงวันที่ 17 มี.ค. 2561 ซึ่งทางทุกภาคส่วนของ จ.จันทบุรี ที่มีส่วนร่วมจัดงาน ได้มีการเตรียมความพร้อม ทั้งเรื่องความปลอดภัย การอำนวยความสะดวก ยกระดับการบริการให้เป็นที่พึงพอใจแก่ประชาชน นักท่องเที่ยวที่มาเยือน มีการนำจิตอาสาชาว จ.จันทบุรี ขึ้นไปทำความสะอาด ปรับปรุงสถานที่เตรียมพร้อมก่อนเทศกาลไว้แล้ว อย่างไรก็ตาม เนื่องจากรอยพระพุทธบาทพลวง ตั้งอยู่ในพื้นที่อุทยานแห่งชาติเขาคิชฌกูฏ ซึ่งเป็นพื้นที่ป่ารอยต่อ 5 จังหวัด เป็นแหล่งอาศัยของสัตว์ป่าและพื้นที่อนุรักษ์พันธุ์ไม้พื้นเมือง ดังนั้นการเข้าไปในเขตอุทยานแห่งชาติ ต้องร่วมมือกันในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ร่วมกันรักษาความสะอาดไม่ทิ้งขยะ หรือสร้างความเสียหายแก่ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ในปีนี้มีรถบริการนักแสวงบุญขึ้นยอดเขา 3 จุดเหมือนเดิม คือ 1.วัดพลวง 2.วัดกระทิง และ 3.หน้าที่ว่าการอำเภอเขาคิชฌกูฏ และรถบริการจะวิ่งต่อเดียวจากพื้นล่างถึงพระศิวลี ที่มา : https://www.khaosod.co.th/around-thailand/news_708005

อ่านเพิ่มเติม »

อวสานหนี้นอกระบบ! ได้เงินใช้ทันใจ แถมดอกเบี้ยถูกมาก ธ.ออมสิน เตรียมเปิดตัว บัตรกดเงินสด อัตราดอกเบี้ยแค่ ร้อยละ 1 บาทต่อเดือน เช็คสิทธิ์ได้เลย!

“ออมสิน” เตรียมเปิดตัวบัตรกดเงินสดให้ประชาชนใช้จ่ายยามฉุกเฉิน เพื่อแก้ปัญหาหนี้นอกระบบ โดยคิดอัตราดอกเบี้ย 1% ต่อเดือน นายชาติชาย พยุหนาวีชัย ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน เปิดเผยว่าธนาคารจะมีการเปิดตัวบัตร โดยเปิดวงเงินให้นำมาใช้จ่ายยามฉุกเฉิน ซึ่งจะแบ่งเป็น 2 ประเภท คือ – พีเพิ่ลการ์ด เพื่อผู้ที่มีรายได้น้อย หรือรายได้ต่ำกว่า 15,000 บาทต่อเดือน สามารถกดเงินสดได้วงเงินไม่เกิน 30,000 บาท – บัตรพรีม่าการ์ด เพื่อผู้ที่มีรายได้ปานกลาง หรือรายได้เกิน 15,000 บาทต่อเดือน สามารถกดวงเงินได้สูงสุด 5 เท่า ซึ่งบัตรทั้ง 2 ประเภท คิดอัตราดอกเบี้ยเท่ากันเพียง 1% ต่อเดือน โดยไม่ต้องมีหลักประกัน และไม่ต้องเป็นลูกค้าของธนาคาร อีกทั้งยังสามารถขอเปิดบริการได้ทันที ทั้งนี้เพื่อแก้ไขหนี้นอกระบบที่คิดอัตราดอกเบี้ยเกินกำหนดและไม่เป็นธรรม สำหรับบัตรกดเงินสดทั้ง 2 ประเภท จะมีการคิดอัตราดอกเบี้ยตามจำนวนใช้งานจริง ซึ่งต่างจากบัตรกดเงินสดแบบทั่วไปที่แม้จะกดเงินสดแค่ครั้งเดียว ก็จะเสียดอกเบี้ยทันที นอกจากนี้ บัตรกดเงินสดทั้ง 2 ประเภท จะมีขั้นต่ำในการชำระคืน 5% ต่อเดือน เช่น กดไป 20,000 บาท ก็สามารถชำระคืนขั้นต่ำได้ 1,000 บาท บริการสินเชื่อเอนกประสงค์ ในรูปของวงเงินสินเชื่อหมุนเวียน (Revolving Credit) เพื่อเป็นวงเงินสำรองให้ท่านนำไปใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคตามความต้องการ วงเงินสูงสุด 5 เท่าของรายได้หรือไม่เกิน 1,500,000 บาท โดยไม่ต้องมีหลักทรัพย์หรือบุคคล ค้ำประกัน คำนวณดอกเบี้ยตามจำนวนเงินและจำนวนวันที่เบิกใช้จริง ในอัตราดอกเบี้ยและ/หรือค่าธรรมเนียม ค่าบริการอื่นๆ ที่ธนาคารประกาศในแต่ละขณะ และธนาคารสงวนสิทธิ์ในการพิจารณาอนุมัติวงเงินแก่ลูกค้าแต่ละรายตามหลักเกณฑ์ของธนาคาร และ/หรือธนาคารแห่งประเทศไทย วิธีการใช้วงเงินบัตรสินเชื่อเงินสด ผู้ถือบัตร สามารถใช้วงเงินสินเชื่อบัตรเงินสดธนาคารออมสิน ได้ตั้งแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งอนุมัติวงเงินและนำส่งบัตรสินเชื่อเงินสด (Prima Card) จากธนาคาร โดยใช้บัตรร่วมกับรหัสผ่าน (PIN) ที่ธนาคารจัดส่งให้ เพื่อทำรายการถอนเงินสดที่เครื่อง ATM ของธนาคารทั่วประเทศ ตลอด 24 ชั่วโมง โดยเลือกรายการถอนจากประเภทบัญชี “บัตรเครดิต” คุณสมบัติผู้สมัคร 1. มีอายุครบ 20 ปีขึ้นไป และ 1.1 รายได้ประจำ อายุไม่เกิน 60 ปี 1.2 ผู้ประกอบอิสระ / เจ้าของกิจการ อายุไม่เกิน 65 ปี 2. มีสัญชาติไทย 3. อายุงาน ดังนี้ 3.1 ผู้มีรายได้ประจำ ต้องมีอายุงานในที่ทำงานปัจจุบัน ตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป 3.2 ผู้ประกอบอาชีพอิสระ ต้องประกอบอาชีพตั้งแต่ 6 เดือนขึ้นไป 3.3 เจ้าของกิจการ ต้องมีการดำเนินธุรกิจ ตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป เอกสารประกอบการสมัคร – ผู้มีรายได้ประจำ 1.สำเนาบัตรประชาชน หรือสำเนาบัตรข้าราชการ พร้อมสำเนาทะเบียนบ้าน 2. ต้นฉบับ/สำเนาสลิปเงินเดือน หรือ ต้นฉบับ/สำเนาหนังสือรับรองเงินเดือน 3. Statement หรือสำเนาบัญชีเงินเดือนย้อนหลัง 3 เดือน พร้อมหน้าสมุดบัญชีที่ระบุชื่อ – เลขที่บัญชี – อาชีพอิสระ / เจ้าของกิจการ 1. สำเนาบัตรประชาชน 2. เอกสารแสดงการดำเนินธุรกิจ 1 ปี 3. ต้นฉบับ/สำเนาเอกสารแสดงรายได้ย้อนหลัง 6 เดือน หรือเอกสารแสดงการเสียภาษี เงินได้ หรือเอกสารอื่นๆ 4. Statement หรือสำเนาบัญชีธนาคารในนามผู้สมัครย้อนหลัง 6 เดือน พร้อมหน้าสมุดบัญชีที่ระบุชื่อ – เลขที่บัญชี – ขั้นตอนการสมัคร ธนาคารออมสินทุกสาขา บริการสินเชื่อเอนกประสงค์ ในรูปของวงเงินสินเชื่อหมุนเวียน (Revolving Credit)เพื่อเป็นวงเงินสำรองให้ท่านนำไปใช้จ่ายเพื่อการอุปโภคบริโภคตามความต้องการ วงเงินสูงสุด 30,000 บาท โดยไม่ต้องมีหลักทรัพย์หรือบุคคล ค้ำประกัน คำนวณดอกเบี้ยตามจำนวนเงินและจำนวนวันที่เบิกใช้จริง ในอัตราดอกเบี้ยและ/หรือค่าธรรมเนียม ค่าบริการอื่นๆ ที่ธนาคารประกาศในแต่ละขณะ และธนาคารสงวนสิทธิ์ในการพิจารณาอนุมัติวงเงินแก่ลูกค้าแต่ละรายตามหลักเกณฑ์ของธนาคาร และ/หรือธนาคารแห่งประเทศไทย วิธีการใช้วงเงินบัตรสินเชื่อเงินสด ผู้ถือบัตร สามารถใช้วงเงินสินเชื่อบัตรเงินสดธนาคารออมสิน ได้ตั้งแต่วันที่ได้รับหนังสือแจ้งอนุมัติวงเงินและนำส่งบัตรสินเชื่อเงินสด (People Card) จากธนาคาร โดยใช้บัตรร่วมกับรหัสผ่าน (PIN) ที่ธนาคารจัดส่งให้ เพื่อทำรายการถอนเงินสดที่เครื่อง ATM ของธนาคารทั่วประเทศ ตลอด 24 ชั่วโมง โดยเลือกรายการถอนจากประเภทบัญชี “บัตรเครดิต” คุณสมบัติผู้สมัคร 1. มีอายุครบ 20 ปีขึ้นไป และ 1.1 รายได้ประจำ อายุไม่เกิน 60 ปี 1.2 ผู้ประกอบอิสระ / เจ้าของกิจการ อายุไม่เกิน 65 ปี 2. มีสัญชาติไทย 3. อายุงาน ดังนี้ 3.1 ผู้มีรายได้ประจำ ต้องมีอายุงานในที่ทำงานปัจจุบัน ตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป 3.2 ผู้ประกอบอาชีพอิสระ/เจ้าของกิจการ ต้องประกอบอาชีพ หรือดำเนินธุรกิจ ตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป เอกสารประกอบการสมัคร – ผู้มีรายได้ประจำ 1.สำเนาบัตรประชาชน หรือสำเนาบัตรข้าราชการ พร้อมสำเนาทะเบียนบ้าน 2. ต้นฉบับ/สำเนาสลิปเงินเดือน หรือ ต้นฉบับ/สำเนาหนังสือรับรองเงินเดือน 3. Statement หรือสำเนาบัญชีเงินเดือนย้อนหลัง 3 เดือน พร้อมหน้าสมุดบัญชีที่ระบุชื่อ – เลขที่บัญชี – อาชีพอิสระ / เจ้าของกิจการ 1. สำเนาบัตรประชาชน 2. เอกสารแสดงการดำเนินธุรกิจ …

อ่านเพิ่มเติม »

เผยความลับปุ่มบนรีโมทแอร์ ที่น้อยคนจะรู้ ทำให้แอร์เย็นแถมประหยัดไฟได้อีกด้วย

เผยความลับปุ่มบนรีโมทแอร์ ที่น้อยคนจะรู้ ทำให้แอร์เย็นแถมประหยัดไฟได้อีกด้วย วัตถุประสงค์หลักๆ ของการใช้งานแอร์ในบ้านเรา ก็เพื่อลดอุณหภูมิภายในห้องให้ต่ำลง และให้อุณหภูมิในห้องอยู่ในระดับคงที่ ซึ่งการใช้งานแอร์ก็อาจจะได้ประโยชน์ทางอ้อมในการควบคุมความชื้นเข้ามาร่วมด้วย แต่โดยพื้นฐานแล้วเราก็ต่างต้องการใช้แอร์ในการทำความเย็นเป็นหลัก อันเป็นผลมาจากสภาพอากาศของบ้านเราที่เป็นเมื่องร้อนนั่นเอง แต่แอร์ที่ผลิตและจำหน่ายในทุกวันนี้ รูปแบบการทำงานหลักๆนั้นไม่ได้มีเฉพาะแค่การทำความเย็นแต่อย่างเดียว ซึ่งรูปแบบการทำงานของแอร์นั้น ในแอร์รุ่นปัจจุบัน เราสามารถปรับเลือกรูปแบบการทำงานได้ง่ายๆ เพียงกดเลือกรูปแบบการทำงาน จากปุ่มปรับเลือกโหมดการทำงานหลัก (MODE) ที่มีอยู่บนรีโมทคอนโทรล โดยเมื่อได้ทำการกดปุ่มเลือกโหมดการทำงานหลักแล้ว แอร์ก็จะจดจำการเลือกโหมดนั้นไว้ และสั่งการให้เครื่องมีการทำงานตามโหมดการทำงานที่กำหนด ต่อเนื่องกันไปตลอดที่ระยะเวลาที่แอร์ยังคงทำงาน จนกว่าจะมีการกดเปลี่ยนโหมดการทำงานอีกครั้งหนึ่ง และผู้ใช้งานแอร์บางท่าน โดยเฉพาะในกรณีที่ผู้ใช้งานเป็นผู้สูงอายุ ซึ่งอาจจะไม่ค่อยเข้าใจในรายละเอียดการทำงานมากนัก และอาจจะมีบางกรณีที่เคยเผลอกดเลือกโหมดการทำงานหลักผิดไปจากเดิม แล้วพบว่าแอร์ที่เปิดอยู่นั้นกลับไม่เย็นดังที่ต้องการ จนบางครั้งก็อาจจะคิดไปไกลถึงขั้นที่ว่าแอร์เสียแล้ว แต่อันที่จริงเป็นเพียงการปรับเลือกโหมดการทำงานหลักผิดไปจากเดิมเท่านั้น ซึ่งผู้เขียนเคยพอเคสดังกล่าวเมื่อนานมาแล้ว เป็นกรณีที่คุณป้าท่านหนึ่งอยู่บ้านกับหลานชายที่ยังเด็ก ซึ่งคุณป้าท่านนั้นได้ตามช่างแอร์ให้มาเช็คแอร์ที่บ้าน เพราะแอร์ที่เปิดไม่มีความเย็นออกมาเลย มีแต่ลมธรรมดาเป่าออกมา เมื่อช่างไปถึงก็ปรากฏว่าแอร์ถูกตั้งให้ทำงานในโหมด Fan ช่างจึงลองปรับกลับมายังโหมด Cool แอร์ก็กลับมาทำความเย็นได้ดีตามปกติ ส่วนสาเหตุก็คาดว่าหลานชายตัวเล็ก เป็นผู้กดรีโมทปรับเล่น และคุณป้าเจ้าของบ้านก็ไม่เข้าใจในเรื่องนี้ ที่ผ่านมาการใช้งานก็กดแค่ปุ่มเปิดปิดเครื่องกับปุ่มเลื่อนระดับอุณหภูมิขึ้นลงเท่านั้น เคสนั้นจึงจบลงแค่เพียงการกดปรับโหมดกลับคืนให้ และได้ให้ช่างสอนการใช้งาน พร้อมทั้งเขียนวิธีปรับโหมดแบบพอเข้าใจและอธิบายว่าแต่ละโหมดคืออะไรใส่กระดาษแป๊ะไว้ให้ ในส่วนของโหมดการทำงานหลัก ที่มีในแอร์ทั่วไปผู้ผลิตแอร์ในปัจจุบัน ได้ใส่โหมดการทำงานพื้นฐานมาให้ โดยโหมดการทำงานที่ว่านี้มีอยู่ด้วยกันราวๆ 4 โหมดการทำงาน ได้แก่ โหมด Auto, Cool, Fan, Dry และในแอร์รุ่นใหม่ๆ โดยเฉพาะแอร์ระบบอินเวอร์เตอร์รุ่นที่มาพร้อมด้วยฟังชั่นเสริมมากมาย ก็อาจจะมีอีกหนึ่งโหมดการทำงานเพิ่มเข้ามานั่นก็คือโหมด Heat โดยในแต่ละโหมดการทำงานก็ถูกออกแบบให้มีการทำงานที่ต่างกันออกไป เพื่อให้ได้ผลที่ต่างกัน รายละเอียดของแต่ละโหมดก็มีดังต่อไปนี้ โหมด Auto สำหรับโหมดการทำงานแบบ Auto หรือการทำงานแบบอัตโนมัติ ในแอร์บางยี่ห้ออาจจะเรียกว่าโหมด I FEEL เมื่อกดปุ่ม Mode บนรีโมทคอนโทรล แล้วเลือกการทำงานในโหมด Auto แอร์จะตั้งอุณหภูมิและความเร็วพัดลมโดยอัตโนมัติ ระบบจะเป็นฝ่ายกำหนดอุณหภูมิและความเร็วพัดลมให้เอง ขึ้นอยู่กับอุณหภูมิห้องที่เซ็นเซอร์วัดอุณหภูมิตรวจพบได้ในขณะนั้น โหมดการทำงานอาจจะสลับกันเองระหว่างโหมด Cool กับ Dry ยกตัวอย่างเช่น หากอุณหภูมิที่ตั้งอยู่ที่ 24 องศาเซลเซียส เมื่อระบบตรวจพบว่าอุณหภูมิห้องสูงเกินกว่า 25 องศาเซลเซียส ก็จะเลือกการทำงานในโหมด Cool เพื่อทำความเย็นให้กับในห้อง และระบบจะสลับไปทำงานในโหมด Dry โดยอัตโนมัติ เมื่ออุณหภูมิห้องลดลงมาต่ำกว่าค่าของอุณหภูมิที่ตั้งไว้ ซึ่งโหมดการทำงานแบบ Auto มีกลไกลการทำงานแบบอัตโนมัติที่ค่อนข้างซับซ้อน แต่ก็ไม่ค่อยจะมีประโยชน์อะไรมากในการใช้งานแอร์แบบที่เราใช้กันทั่วๆไป โหมด Cool โหมดการทำงานแบบ Cool หรือโหมดทำความเย็น เป็นโหมดการทำงานที่เรานิยมใช้กันมากที่สุด โดยเมื่อกดปุ่ม Mode บนรีโมทคอนโทรล แล้วเลือกการทำงานให้อยู่ในโหมด Cool แอร์จะเข้าสู่รูปแบบการทำงานสำหรับทำความเย็น และคงระดับอุณหภูมิให้อยู่ในขอบเขตที่เรากำหนด โดยผู้ใช้งานมีอิสระในการปรับตั้งอุณหภูมิได้ตามที่ต้องการ รวมทั้งยังสามารถปรับระดับความเร็วพัดลมได้อีกด้วย ในกรณีของแอร์แบบที่จำหน่ายกันอยู่ในกลุ่มประเทศเขตหนาวที่มีฤดูหนาวยาวนานกว่าฤดูร้อน โหมด Cool จะเป็นโหมดสำหรับใช้งานเฉพาะในช่วงฤดูร้อนเท่านั้น แต่ในบ้านเราที่อากาศค่อนข้างจะร้อนตลอดทั้งปี โหมด Cool จึงถือเป็นโหมดการทำงานหลักที่เราใช้งานกันมากที่สุด โหมด Dry โหมดการทำงานแบบ Dry หรือโหมดลดความชื้น ซึ่งแทนด้วยสัญลักษณ์รูปหยดน้ำ โดยเมื่อกดปุ่ม Mode บนรีโมทคอนโทรล แล้วเลือกการทำงานให้อยู่ในโหมด Dry ผู้ใช้งานจะไม่สามารถปรับตั้งอุณหภูมิได้ เมื่ออยู่ในโหมดลดความชื้น และแอร์ก็จะทำหน้าที่เป็นเหมือนเครื่องลดความชื้นในอากาศ โดยใช้การควบแน่นของความชื้นในอากาศที่เกิดขึ้นบนแผงอีวาปอเรเตอร์หรือแผงทำความเย็น เพราะโดยหลักการพื้นฐานที่แอร์ใช้ทำความเย็น ใช้สารทำความเย็นในระบบที่ถูกทำให้ไหลไปตามท่อเพื่อให้มันเป็นตัวกลางในการถ่ายเทความร้อน ซึ่งนี่จึงทำให้แผงที่บริเวณที่อยู่ในชุดคอยล์เย็นจะมีอุณหภูมิต่ำมาก จนความชื้นในอากาศพากันมาควบแน่นและกลั่นตัวเป็นหยดน้ำ ไหลออกไปตามท่อน้ำทิ้ง และเมื่อแอร์ถูกกำหนดให้ทำงานในโหมดลดความชื้น แม้ว่าคอมเพรสเซอร์ที่อยู่ในชุดที่ติดตั้งอยู่นอกอาคารยังคงทำงานอยู่ แต่พัดลมที่อยู่ในชุดคอยล์เย็นอาจจะมีการทำงานสลับกับการหยุดทำงานเป็นช่วงๆ เพื่อเป็นการดึงความชื้นในอากาศให้ถูกกลั่นตัวเป็นหยดน้ำให้ได้มากที่สุด และนำเอานำที่กลั่นตัวจากความชื้นปล่อยทิ้งออกมาทางท่อน้ำทิ้ง โหมดลดความชื้นนี้หากไม่ได้ใช้งานในห้อง ที่ต้องการควบคุมความชื้นโดยเฉพาะก็ถือว่าไม่จำเป็นสักเท่าไหร่กับการใช้ในบ้านทั่วๆไป โหมด Fan ในโหมด Fan หรือโหมดพัดลม เมื่อกดปุ่ม Mode บนรีโมทคอนโทรล แล้วเลือกการทำงานให้อยู่ในโหมด Fan ระบบจะตัดการทำงานในส่วนของชุดคอนเด็นซิ่งยูนิตที่อยู่นอกอาคารออกไป เหลือไว้แต่เพียงชุดแฟนคอยล์หรือคอยล์เย็นในอาคารที่จะยังคงทำงานอยู่ พัดลมคอยล์เย็นจะยังคงทำงานอยู่ ผู้ใช้งานก็สามารถปรับความเร็วพัดลมได้ แต่ไม่สามารถตังอุณหภูมิได้ และลมที่ออกมาจากชุดคอยล์เย็นก็อยู่ในระดับของอุณหภูมิห้อง ไม่ใช่ลมเย็น เพราะการทำความเย็นในชุดคอนเด็นซิ่งยูนิตถูกตัดการทำงานออกไปทันทีที่กดเลือกโหมด Fan จึงทำให้คอมเพรสเซอร์ไม่ทำงาน และไม่มีน้ำยาแอร์ไหลวนเข้ามายังชุดคอยล์เย็น โหมด Fan แม้จะเป็นอีกหนึ่งโหมดการทำงาน ที่โดยปกติเราไม่ค่อยจะใช้งานกันอยู่แล้ว แต่ก็เป็นอีกหนึ่งโหมดการทำงานที่ค่อนข้างมีประโยชน์ ซึ่งหากท่านใดเจอปัญหากลิ่นเหม็นอับที่ออกมาจากแอร์ ก็ลองใช้งานโหมดนี้ดูได้ โดยการใช้งานนั้นเมื่อเราใช้แอร์เสร็จ หรือเป็นช่วงที่ใกล้จะปิดแอร์ ก่อนจะปิดแอร์หากเราเปลี่ยนให้แอร์ทำงานในโหมด Fan ต่อไปอีกสัก 15-20 นาที แล้วจึงปิดเครื่อง ก็จะช่วยเป่าแผงคอยเย็นด้านใน ลดความชื้นสะสม ซึ่งสามารถช่วยลดกลิ่นอับที่ไม่พึงประสงค์ได้ โหมด Heat โหมดการทำงานแบบ Heat หรือโหมดทำความร้อน ซึ่งในรีโมทแอร์บางยี่ห้อจะแทนโหมดนี้ด้วยสัญลักษณ์รูปดวงอาทิตย์ เป็นโหมดการทำงานที่เพิ่งมีการนำเข้ามาใส่ในแอร์บางรุ่นที่ขายในบ้านเรา โดยเมื่อกดปุ่ม Mode บนรีโมทคอนโทรล แล้วเลือกการทำงานให้อยู่ในโหมด Heat เมื่อเข้าสู่โหมดนี้ การทำงานของเครื่องจะเป็นการเพิ่มอุณหภูมิเพื่อทำความร้อนให้กับภายในห้อง โดยส่วนใหญ่การทำงานในโหมดนี้ จะใช้เทคโนโลยีการทำความร้อนที่เรียกว่า Heat Pump ซึ่งหากจะเปรียบให้พอเข้าใจได้ง่ายๆ ก็คือเป็นการทำงานแบบกลับทิศทาง สลับหน้าที่กันระหว่างแผงคอยล์ร้อนและแผงคอยล์เย็น เพื่อให้ชุดภายในอาคารเป่าลมร้านออกมา โดยเทคโนโลยีนี้ มีมานานสักระยะหนึ่งแล้ว และมันเป็นที่รู้จักและใช้งานกันแพร่หลายในกลุ่มประเทศที่มีอากาศหนาว ซึ่งนำมาใช้งานเพื่อให้ความอบอุ่นในครัวเรือน และยังสามารถสลับมาทำความเย็นได้ในช่วงที่มีอากาศร้อน โหมด Heat ที่มีมาให้ ในแอร์ที่จำหน่ายในบ้านเรานั้น ปัจจุบันยังคงจำกัดเฉพาะในแอร์รุ่นท็อประดับบนๆของแต่ละยี่ห้อเท่านั้น ซึ่งมันก็เป็นอีกโหมด ที่ถือว่าไม่จำเป็นในการนำมาใช้งานทั่วๆไป เพราะแม้แต่พื้นที่ ที่มีอากาศหนาวสุดในประเทศไทยก็มีช่วงที่หนาวจัดติดต่อกันไม่นานสักเท่าไหร่ ดูแล้วอาจจะไม่ค่อยคุ้มค่าที่จะต้องจ่ายแพงกว่าเพื่อซื้อแอร์รุ่นท็อป 4 วิธีใช้แอร์ ค่าไฟไม่พุ่ง แบบเย็นใจ สบายกระเป๋า มีเงินเหลือใช้! 1. ต้องประหยัดไฟเบอร์ 5 จากสถิติการใช้ไฟฟ้าหลาย ๆ ปี จะพบว่าช่วงเดือนเมษายนจะเป็นช่วงเวลาที่เมืองไทยใช้พลังงานไฟฟ้ามากที่สุดเสมอ เพราะเป็นช่วงเวลาที่เมืองไทยอากาศร้อนสุด ๆ สถิตินี้สะท้อนให้เห็นแล้วว่าเมืองไทยใช้พลังงานไฟฟ้า เพื่อสร้างความเย็นให้ที่อยู่อาศัยมากเป็นอันดับต้น ๆ การเลือกแอร์ที่ประหยัดไฟ จึงเป็นปัจจัยแรกที่ควรนึกถึงทุกครั้งที่เลือกซื้อ เป็นที่ทราบกันดีค่ะว่า ฉลากประหยัดไฟเบอร์ 5 เป็นระดับความประหยัดไฟฟ้าสูงที่สุด ออกโดยกระทรวงพลังงาน และจะมีตรากระทรวงประทับอยู่บนฉลากเสมอ แอร์ประหยัดไฟเบอร์ 5 จึงเป็นแอร์ที่ควรได้รับการพิจารณาเป็นอันดับต้น ๆ เมื่อเลือกซื้อแอร์ติดตั้งภายในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นแอร์แบบฝังในเพดาน แอร์ติดผนัง หรือแอร์เคลื่อนที่ 2. ติดตั้งในตำแหน่งที่เหมาะสม เป็นเรื่องสำคัญอันดับต้น ๆ สำหรับตำแหน่งการติดตั้งแอร์ เพราะหากอยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมแล้วจะสามารถลดค่าไฟฟ้าในแต่ละเดือนได้ ตำแหน่งที่เหมาะสมในการติดตั้งแอร์ FCU (ตัวเครื่องที่ติดตั้งภายในห้อง) ในบ้านมีดังนี้ๆ บริเวณที่ติดตั้งสามารถกระจายลมได้ทั่วถึงทั้งห้อง ไม่มีสิ่งกีดขวาง และไม่ควรติดตั้งในมุมอับ หลีกเลี่ยงการติดตั้ง FCU …

อ่านเพิ่มเติม »

โปรดระวัง!! ข้อเสียของการเป็นคนที่อดทนมากจนเกินไป ให้ระวัง 8 ข้อนี้ อย่าเลื่อนผ่าน!!

ข้อเสีย ของ ” ความอดทน ” ที่มีมากจนเกินไป คนบางคน เลือกจะใช้ “ ความอดทน ” ที่มี ไปกับเรื่องราวอันไม่สมควร จนไม่รู้เลยว่า ต้องเผชิญหน้ากับข้อเสียที่เกิดขึ้นอย่างไม่จำเป็น 1. ไม่รู้ขีดจำกัดของตัวเอง ทุกอย่างบนโลกใบนี้ มักมีขีดจำกัดในตัวของมันเองเสมอ โดยเฉพาะ “ความอดทน” ของมนุษย์ทุกๆ คน ซึ่งถ้าหากมัวแต่ตามใจ ในสิ่งที่คนอื่นต้องการ ทั้งๆ ที่ตัวเอง ก็ไม่ได้เห็นดีเห็นงามด้วย แต่จำเป็นต้องก้มหน้ายอมรับไป เพราะหลีกเลี่ยงปัญหาต่างๆ อาจทำให้ต้องกลายเป็นคนอดทนกับเรื่องที่ไม่สมควร จนไม่รู้จักขีดจำกัดเกี่ยวกับความอดทนของตัวเอง ว่าสามารถอดทนกับเรื่องราวต่างๆ ได้มากน้อยเพียงใด 2. ไม่ได้แสดงออกถึงความรู้สึกที่แท้จริง คนที่ยอมอดทนกับอะไรมากๆ มักจะเป็นพวกที่ไม่ได้แสดงออกถึงความรู้สึก และความต้องการที่แท้จริงของตัวเองเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะมัวแต่ห่วงใยในความรู้สึกของคนอื่น จนเกรงกลัวว่า หากแสดงอะไรออกไป อาจจะทำให้ผู้อื่นรู้สึกไม่พอใจ จึงเลือกที่จะเก็บงำความรู้สึกของตัวเองไว้ แล้วกลายเป็นว่า สุดท้ายก็ไม่ได้บอกกล่าวในสิ่งที่ตัวเองต้องการ 3. มักถูกมองข้าม เพราะไม่ค่อยมีใครเกรงใจ คนประเภทนี้ จะชอบหลีกเลี่ยงการมีปากเสียงกับคนอื่น โดยการใช้ความอดทนเข้าช่วย เพื่อลดความขัดแย้งต่างๆ ที่อาจเกิดขึ้น จนทำให้ใครต่อใครเข้าใจไปเองว่า “เป็นบุคคลประเภทอะไรก็ได้” ซึ่งข้อเสียก็คือ มักถูกมองข้ามในเรื่องของความรู้สึก และไม่ค่อยมีใครสนใจ ที่จะถามถึงความต้องการลึกๆ ภายในมากเท่าที่ควร 4. เป็นที่รองรับอารมณ์ การเป็นบุคคลแบบนี้ ก็เหมือนกลายเป็นพวกที่ต้องรองรับอารมณ์ของผู้อื่นไปโดยปริยาย เพราะด้วยความอดทนที่มีสูงกว่าคนอื่นมากๆ จึงมักจะกักเก็บอารมณ์ และความรู้สึกทุกอย่างไว้ได้ดีกว่า จนสุดท้ายแล้ว ทุกคนต่างก็เข้ามาโดยทิ้งอารมณ์แย่ๆ ไว้ให้แบกรับแค่เพียงคนเดียว 5. รู้สึกแย่ แต่ต้องหายเอง บ่อยครั้งที่การใช้ความอดทนไปกับเรื่องที่ไม่ถูกไม่ควร จะเป็นตัวการสร้างความรู้สึกแย่ให้เกิดขึ้นภายในจิตใจได้มาก ซึ่งสุดท้ายแล้ว คนเหล่านี้ ก็มักจะต้องเยียวยา และก้าวผ่านความรู้สึกร้ายๆ พวกนี้ไปด้วยตัวเอง เพราะเหตุผลที่ว่า เป็นคนที่มีความอดทนมากเพียงพอ 6. ทำร้ายจิตใจตัวเอง อย่ามัวแต่คอยจ้องจะทำร้ายจิตใจตัวเอง ด้วยการอดทนไปกับเรื่องที่มองเห็นแล้วว่าไม่สมควร หรือการให้คนอื่นมามีอิทธิพลเหนือความรู้สึกของตัวเองมากจนเกินไป ความอดทนของคนเรามีขีดจำกัดเสมอ ควรแสดงออกให้พูดอื่นได้เห็นว่า เราเองก็ไม่ใช่คนที่จะสามารถอดทนกับอะไรได้นานเช่นกัน 7. รู้สึกว่าไม่มีความสุข ปฏิเสธไม่ได้ว่า การเป็นคนที่ใช้ความอดทนที่มากจนเกินขอบเขตุ สามารถส่งผลให้ชีวิต แตะต้องกับคำว่า “ความสุข” ได้น้อยกว่าที่ควรจะเป็น เนื่องมาจาก การนำทุกอย่างมาแบกรับไว้เพียงคนเดียว จนกลายเป็นบุคคลที่ไม่รู้ซึ้งถึงคุณค่าภายในตัวเอง เพราะภายในใจมีแต่เรื่องราวแย่ๆ และอารมณ์ร้ายๆ จากคนอื่น 8. กลายเป็นคนเก็บกด สิ่งแย่ๆ ที่อาจเกิดขึ้น และเป็นการทำร้ายตัวเองได้มากที่สุด อันเนื่องมาจาก การอดทนกับอะไรต่างๆ มากจนเกินไป อาจส่งผลให้กลายเป็น “คนเก็บกด” และกลายเป็นคนสวนทางกับความต้องการที่แท้จริงของตัวเอง ซึ่งบุคคลเหล่านี้ จะมีความน่ากลัวก็ตรงที่สิ่งต่างๆ ที่ได้เก็บสะสมอยู่ภายในใจ อาจเกิดการปะทุ จนสามารถทำร้ายคนรอบข้างได้ตลอดเวลา ขอบคุณ : postyim updatetoday.in.th

อ่านเพิ่มเติม »

สังเกตุดูให้ดีๆ คนจริงใจ กับ คนตอแหล ต่างกันแค่นิเดียว อ่านก่อนตกเป็นเหยื่อ!

(สตอเบอรี่) ในชีวิตประจำวันของคนเรา ย่อมเจอผู้คนมากหน้าหลายตาที่ผ่านเข้ามาในชีวิต โดยเฉพาะคนที่ต้องทำงานพบปะผู้คนเป็นจำนวนมาก คุณอาจเจอเพื่อนร่วมงาน ลูกค้า เจ้านาย ลูกน้อง ที่มีนิสัยแตกต่างกันไป ซึ่งแน่นอนว่า ทุกคนย่อมอยากเจอคนที่จริงใจอยู่รอบกาย ไม่ใช่คนจอมปลอมที่ใส่หน้ากากเข้าหากันเสมอ วันนี้เราจึงขอนำข้อแตกต่างระหว่างคนจริงใจและคนจอมปลอม มาเปรียบเทียบให้คนดู เผื่อคุณจะรู้จักแยกแยะผู้คนรอบตัวได้ดีขึ้นว่า ใครเป็น คนจริงใจ (Genuine People) หรือใครกันแน่ที่เป็น คนจอมปลอม (Fake People) 1. คนจริงใจในเรื่องการเคารพกับคนๆนึง เขาจะไม่หน้าไหว้หลังหลอก ไม่เห็นเงินเป็นใหญ่ คนจริงใจ : ให้ความเคารพกับทุกคน คนจอมปลอม : ให้ความเคารพกับคนที่มีอำนาจ 2. คนจริงใจ เขาพูดกันซึ่งๆหน้า ไม่ปากเก่งลับหลัง คนจริงใจ : แสดงความคิดเห็นอย่างเปิดเผย คนจอมปลอม : ชอบแอบนินทาลับหลัง 3. คนจริงใจ เขามักช่วยเหลือโดยไม่หวังสิ่งตอบแทน แปลกกับบางคน เห็นผลประโยชน์รีบคว้าเลย คนจริงใจ : ทำดีและช่วยเหลือผู้อื่นเสมอ คนจอมปลอม : ทำดีเฉพาะเวลาที่มีผลประโยชน์แอบแฝง 4. คนจริงใจเขาไม่ว่าร้ายผู้อื่นเสียๆหายๆ เพื่อทำให้ตัวเองดูดีหรอก (เหมือนหมาเห่า) คนจริงใจ : รู้จักชื่นชมคนอื่น และมักจะได้รับการยกย่องจากคนอื่นเสมอ คนจอมปลอม : วิพากษ์วิจารณ์คนอื่น เพื่อทำให้พวกเขาดูดี 5. คนจริงใจเวลาพูดอะไรออกไป เขาจะพยายามรักษาคนพูดนั้นๆ ซึ่งต่างกับพวกสตอ.. เก่งแต่รับปากเอาหน้า เอาเข้าจริงๆ หดอยู่ในกระดอง .. น่าหมั่นไส้นัก คนจริงใจ : พยายามอย่างเต็มที่ทุกครั้ง เพื่อรักษาสัญญาที่ให้ไว้ คนจอมปลอม : มักรับปากอะไรง่ายๆ แต่แทบจะไม่เคยรักษาคำพูด 6. คนจริงใจเขาไม่โชว์ ไม่เสนอหน้าหรอกนะ อย่าทำ มันไม่ได้ดูเท่เลย คนจริงใจ : ไม่คุยโม้ โอ้อวด คนจอมปลอม : ชอบโชว์ออฟอยู่ตลอดเวลา 7. คนจริงใจ เขารู้จักประมาณตน อยู่ในที่ๆตัวเองควรอยู่ คนจริงใจ : ไม่พยายามทำให้คนอื่นๆ มาชอบตัวเอง คนจอมปลอม : พยายามอย่างหนัก ที่จะทำให้คนอื่นชอบตัวเอง 8. คนจริงใจ เขาไม่ทำตัวมีปัญหา ทำตัวเด่น ไม่ชอบเรียกร้อง คนจริงใจ : ไม่ใช่คนเรียกร้องความสนใจ คนจอมปลอม : ชอบเรียกร้องความสนใจ จริงๆ แล้ว คนจริงใจและคนจอมปลอม(สตอเบอรี่)อาจจะไม่ได้วัดกันแค่ปัจจัยใดปัจจัยหนึ่ง แต่อาจจะต้องอาศัยองค์ประกอบหลายๆ หล่อหลอมขึ้นมา ซึ่งแน่นอนว่าต้องมีปัจจัยอื่นๆ นอกเหนือจากนี้อีกมากมาย ถ้าเกิดคุณนึกอะไรได้ ก็สามารถคอมเมนท์เพิ่มเติมมาได้เลยนะครับ ขอบคุณภาพและข้อมูลจาก : Postsod

อ่านเพิ่มเติม »

#เตือนด่วน!!…ดูไว้นะ นี่คือ 4 สิ่ง ที่ไม่ควรทำก่อนเข้านอน อย่าทำเด็ดขาดถ้าไม่อยากอายุสั้น!! (รายละเอียด)

#เตือนด่วน!!…ดูไว้นะ นี่คือ 4 สิ่ง ที่ไม่ควรทำก่อนเข้านอน อย่าทำเด็ดขาดถ้าไม่อยากอายุสั้น!! (รายละเอียด) การนอนเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดสำหรับทุกคนๆ ก็ว่าได้ เพราะการนอนป็นการผ่อนคลายกล้ามเนื้อที่ใช้งานหนักมาตลอดทั้งวัน แถมยังช่วยอวัยวะส่วนต่างๆ ของร่างกายๆได้ทำงานซ่อมแซ่มส่วนที่สึกหรออีกด้วย แต่ก่อนนอนไม่ควรทำ 4 อย่างที่ไข่เจียวจะพาไปชมนี้ ที่ไม่ควรกระทำก่อนล้มตัวลงนอนอย่างเด็ดขาดถ้าคุณอยากมีชีวิตที่ยืนยาวต่อไป อย่าที่ 1 คือ อย่านอนหลับไปพร้อม ๆ กับนาฬิกาข้อมือ เหตุผล ก็เพราะ ขณะที่นาฬิกาเจ้ากรรมทำงานไปเรื่อย ๆ นั้น เจ้านาฬิกาไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ล้วนปล่อยพลังงานทั้งสิ้น เชื่อมั้ยว่าการใส่นาฬิกาข้อมือนอนเนี่ย จะมีผลต่อสุขภาพระยะยาวเลยนะ รู้อย่างนี้แล้วก็อย่าใส่นาฬิกาข้อมือนอนเลย จะได้อายุยืน อย่าที่ 2 สั้น ๆ ง่าย ๆ คือ อย่านอนหลับพร้อม ๆ กับเครื่องสำอาง ไม่ว่าจะเหนื่อยอ่อนเมื่อยล้าขนาดไหน ต้องล้างเครื่องสำอางออกให้หมด เพราะการนอนหลับทั้ง ๆ ที่เครื่องสำอางยังคาอยู่ที่ผิวหน้านั้น จะก่อให้เกิดปัญหาด้านผิวพรรณระยะยาว อย่างว่าละนะกลางคืนคือช่วงเวลาที่ผิวพรรณจะได้พักผ่อน แต่สาว ๆ จอมขี้เกียจทั้งหลายดันทิ้งเครื่องสำอางไว้ไม่ยอมล้างออก แล้วผิวพรรณจะเอาเวลาช่วงไหนไปหายใจหายคอล่ะทีนี้ อย่าที่ 3 (สำหรับสาว ๆ เท่านั้น) คือ อย่านอนหลับทั้ง ๆ ที่ยังใส่ยกทรง นักวิทยาศาสตร์ชาวอเมริกาค้นพบว่า การใส่ยกทรงนานเกิน ๑๒ ชั่วโมง จะเป็นการเพิ่มอัตราเสี่ยงต่อการเป็นมะเร็งทรวงอกได้ ฉะนั้นก็อย่าใส่ยกทรงนอนเลย ไม่ต้องกลัวเสียทรง ไม่ต้องกลัวอกแบะ ห่วงชีวิตไว้ดีกว่า เป็นมะเร็งขึ้นมาอกหายไปทั้งก้อนเลยนะจะบอกให้ อย่าที่ 4 นี่สำหรับพวกชอบคุยโทรศัพท์มือถือ จนหลับโดยเฉพาะเลย อย่านอนหลับไปพร้อม ๆ กับโทรศัพท์ ไม่ใช่คุยเพลินจนหลับคาโทรศัพท์เท่านั้นนะ แต่นี่นะ หมายรวมไปถึงการวางโทรศัพท์ใกล้ ๆ ตัวด้วย รู้อย่างนี้แล้ว บางคนที่ชอบใช้มือถือเป็นนาฬิกาปลุกยามเช้า กรุณาเก็บมือถือของท่านให้ไว้ไกลตัวที่สุดซะเถอะเมื่อจะนอน ข้อเสนอแนะให้ไปซื้อนาฬกาปลุก ถูก ๆ ดี ๆ เก๋ ๆ มาใช้ดีกว่า เพราะมีหลักฐานทางวิทยาศาสตร์ระบุว่าโทรศัพท์มือถือเครื่องจิ๋วเนี่ย จะปล่อยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้า ออกมาขณะเปิดเครื่องได้ และเจ้าคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเหล่านี้มีผลกับระบบประสาทซะด้วยซิ เพราะฉะนั้น ตอนนอนก็ปิดโทรศัพท์มือถือซะดีกว่า พอปิดโทรศัพท์มือถือเรียบร้อย แล้วจะวางไว้ใกล้หรือไกลก็หายห่วง อย่ามัวแต่กลัวว่ามีคนโทรมาแล้วไม่ได้คุยกัน……..รักตัวเองก่อนดีกว่านะ แถม …อย่าที่ 5 “สุดท้ายกันแล้ว อันนี้เหมาะกับทุกเพศ (หญิง ชาย และเพศเบี่ยงเบน)” อย่านอนกับสามีหรือภรรยาของคนอื่น” เพราะคุณอาจจะไม่ได้ตื่นอีกเลย คงไม่ต้องอธิบายใด ๆ ใช่มั้ยว่าไม่ตื่นเพราะอะไร… ของของใครของใครก็ห่วง ของใครใครก็ต้องหวง ห่วงใยรักใคร่ถนอม…จะทำอะไรก็ให้คิดถึงใจเขาใจเรา เอาใจเขามาแทนใจเรา แล้วชีวิตจะยืนยาวครับ…. อย่างไรก่อนจะเอนตัวลงนอนก็อย่าลืมสำรวจตรวจตราเช็คให้ดีนะครับ เพื่อสุขภาพที่ดีของเราเองนะครับ ขอบคุณ :clipdemekonlike.com

อ่านเพิ่มเติม »

เป็นบุญอย่างยิ่ง!! เมื่อหญิงสาวพบ สมเด็จพระเทพฯ ในร้านอาหารธรรมดาๆ ก่อนท่านทรงตรัสกับพนักงาน ทำเอาน้ำตาไหล

เป็นบุญอย่างยิ่ง!! เมื่อหญิงสาวพบ สมเด็จพระเทพฯ ในร้านอาหารธรรมดาๆ ก่อนท่านทรงตรัสกับพนักงาน ทำเอาน้ำตาไหล ผู้ใช้ทวิตเตอร์ชื่อ BBunnymint ได้แชร์ภาพถ่ายเหตุการณ์ของเพื่อนที่กำลังนั่งทานข้าวอยู่ในร้านอาหารแห่งหนึ่งซึ่งเป็นร้านธรรมดาทั่วไป โดยที่มีเหตุการณ์ไม่น่าเชื่อว่าจะเกิดขึ้นกับคนทั่วไป คือเหตุการณ์ที่ได้พบเจอ “สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี “โดยบังเอิญในร้านอาหาร และผู้โพสต์ยังได้เล่าถึงเหตุกาณ์ดังกล่าวเพิ่มอีกว่า การบังเอิญเจอ “สมเด็จพระเทพฯ”นั้นเป็นที่น่าประทับใจอย่างยิ่งคือในร้านไม่มีการปิดร้านใดๆทั้งสิ้น รวมถึงพนักงานในร้านเปิดเผยว่า ทรงตรัสให้เสิร์ฟอาหารตามปกติ ไม่ต้องทำให้ท่านก่อน ใครมาก่อนให้ได้ทานก่อนอีกด้วย ซึ่งเป็นบุญอย่างยิ่งที่ได้พบแบบนี้ และทางผู้ใช้ทวิตเตอร์ดังกล่าวยังได้ระบุข้อความว่า “อิจฉาเพื่อนมาก ทำบุญด้วยอะไรได้ใกล้ชิดพระเทพที่ร้านอาหารด้วยง่ะ#ทรงพระน่ารักมาก #หากใช้คำไม่สุภาพขอโทษด้วยนะคะ” ขอบคุณที่มา BBunnymint

อ่านเพิ่มเติม »

พ่อ-แม่ ควรอ่าน ปรัชญาชีวิต 20 ข้อ เอาไว้สอนลูกอ่านให้จบ (ดีมาก)

ข้อที่ควรให้ลูกรู้และปฏิบัติ ก่อนอายุ 45 ปี 1. ไม่ต้องตั้งใจเรียนมากไปใน สายวิชาที่ตนเลือก แต่ภาษาอังกฤษ และภาษาจีนจำเป็นมากๆ จงให้ใส่ใจ ส่วนวิชาอื่นๆ เอาแค่ดีพอหางานดีๆทำก็พอ เพราะโลกแห่งความเป็นจริง วัดกันที่ผลงาน ไม่ใช่ที่เกรด ภาษาอังกฤษ และ ภาษาจีน สร้างผลงานได้ 2. การทำกิจกรรมในรั้วมหาวิทยาลัย นั้นสำคัญมากพอๆกับการคร่ำเคร่ง หน้าตำราเรียน 3. เลือกงานที่เราชอบนั้นใช่ แต่อย่าลืมด้วยว่า อาชีพนั้นสามารถเลี้ยงดูตัวเราได้จริงหรือ เปล่า ถ้าไม่ใช่ก็อย่าหลอกตัวเอง 4. เมื่อถึงวัยทำงาน ใครเก็บเงินก่อน รวยเร็วกว่าและสิ่งสำคัญที่ต้องจำไว้ คือ “ชีวิตที่ไม่มีหนี้ คือชีวิตที่ประเสริฐที่สุด” 5. หาเป้าหมายในชีวิตให้เจอ โดยเร็วที่สุดเพราะมันจะเป็นเครื่องนำทางของคุณ ในชาตินี้ตลอดไป 6. ซื้อบ้านก่อน ที่จะซื้อรถ เพราะบ้านมีแต่จะมีมูลค่าเพิ่มขึ้น รถมีแต่มูลค่าลดลง ชื่อก็บอกอยู่แล้วว่า รถ=ลด 7. ดอกเบี้ยบ้านนั้นมหาโหดมาก รีบใช้ให้หมดโดยเร็วพลัน ก่อนที่จะแก่ แล้วผ่อนไม่ไหว 8. การเก็บเงินเป็นแค่บันไดขั้นแรกสู่ความร่ำรวย แต่ขั้นต่อมา คือ ต้องรู้จักลงทุน.อย่าลืมคบกับ ที่ปรึกษาการเงินไว้เป็นเพื่อน 9. อย่าเป็นศัตรูกับใครก็ตามบนโลก ใบนี้เพราะคุณจะไม่มีทางรู้ว่า วันหนึ่งเขาอาจจะยิ่งใหญ่มาก จนกลับมาทำร้ายคุณก็เป็นได้ 10. คอนเน็คชั่นหรือสายสัมพันธ์ เป็นสิ่งที่สำคัญมากๆต่อให้เก่งแค่ ไหน ก็สู้การมีเพื่อนเยอะไม่ได้ 11. ควรมีงานทำมากกว่า 1 งานเพราะความมั่นคงไม่เคยมี บนโลกใบนี้ 12. อย่าคิดว่าตัวเองทำอะไรได้ แค่อย่างเดียวเพราะความสามารถ ของคนเรา มีมากกว่า 1 เสมอ 13. เมื่อมีโอกาสใดก็ตามเข้ามาจงอย่าปฏิเสธ ถึงจะล้มเหลว แต่มันก็คือ ประสบการณ์ 14. สร้างเนื้อ สร้างตัวให้ได้เร็วที่สุด ในขณะที่คุณยังมีกำลัง ยังเป็น หนุ่มสาวเพราะการฝ่าฟันอุปสรรค ในช่วงอายุมาก ไม่ใช่เรื่องสนุก 15. ออกเดินทางท่องเที่ยวตั้งแต่ ยังหนุ่มสาวเพราะเมื่อมีครอบครัว การเดินทางจะเป็นเรื่องยุ่งยากกว่า เดิม 16. เลือกคู่ชีวิต จงคิดให้ดีๆ อย่าดูแต่ข้อดีของเขาแต่ต้องดูด้วยว่าเราสามารถรับข้อเสียของเขาได้ มากแค่ไหน 17. การมีแฟน หรือสามีภรรยา ยังเลิกกันได้ แต่ความเป็นพ่อแม่ลูก นั้นเลิกกันไม่ได้ เพราะฉะนั้น ควรดูแลพวกเขาให้ดีๆ 18. ความสำเร็จที่มากมายแค่ไหน ก็ไม่สามารถทดแทนความล้มเหลวของครอบครัวได้ 19. ลองหาเวลาอยู่ว่างๆ ไม่ต้องทำอะไรเลยดูบ้าง อย่าแบกโลกทั้งใบไว้คนเดียวและอีกอย่าง งานก็ไม่ใช่ทุกอย่างของชีวิต 20. สุขภาพเป็นเรื่องสำคัญอันหนึ่ง โปรดถนอมตัวเองให้มาก เมื่อยังเป็นวัยรุ่น อย่าใช้ชีวิตให้หนักเกินไป ความคิดเห็น ขอบคุณข้อมูลจาก guru.sanook

อ่านเพิ่มเติม »

6 สิ่งที่ผู้หญิงไม่เคยรู้ ที่ผู้ชายกำลังบีบให้คุณบอกเลิก เช็คด่วน!

คุณอาจมีคำถามว่า มีด้วยหรอผู้ชายที่อยากโดนเเฟนบอกเลิก คำตอบคือ..มีค่ะ เขาอาจจะเบื่อคุณ หมดรักคุณเเล้ว มีคนอื่น หรือมีเหตุผลอะไรก็ตาม เเต่ไม่อยากบอกเลิกคุณตรงๆ อาจจะรู้สึกผิด หรือกลัวคุณเสียใจ เขาจึงใช้วิธีทำตัวเเย่ๆ เพื่อให้คุณทนไม่ได้เเละเป็นฝ่ายต้องขอเลิกไปเอง ไม่เเน่นะคนรักของคุณอาจจะทำอยู่ตอนนี้ก็ได้ 1. เงียบ ความเงียบ ความเฉยชา คือคำบอกลาโดยไม่ต้องออกเสียง จากคนที่เคยคุยเก่ง จู่ๆเขาก็กลายเป็นคนไม่ค่อยพูด แชทไปก็ตอบช้า ถามคำตอบคำ ทำท่าทางเหมือนไม่อยากคุย ก็เพราะเขาไม่อยากคุยไงล่ะ ยัยโง่! 2. ไม่มาให้เจอ คนเราถ้ามันยังรักกันอยู่ ก็ต้องมีบ้างที่จะคิดถึง อยากเจอ อยากไปไหนมาไหนด้วยกัน เเต่ไม่ใช่กับเขาอีกต่อไปเเล้ว เขามักจะมีข้ออ้างเสมอเวลาที่คุณอยากเจอหน้า ไม่ว่าง ติดงาน ติดเรียน เเต่กับเห็นมีเพื่อนหรือคนอื่นเเท็กว่าไปเที่ยวกับเขา อ้าว แบบนี้เเเสดงว่าเขาตั้งใจจะหลบหน้าคุณเเล้วล่ะ 3. เว้นระยะห่าง เขาเริ่มทำตัวเป็นพ่อหนุ่มโลกส่วนตัวสูง ห้ามก้าวก่าย ห้ามล้ำเส้น ห้ามนู่นห้ามนี่ อยากมีเวลาส่วนตัวมากขึ้น เว้นระยะห่างจากคุณมากจนน่าใจหาย นี่เเฟนนะไม่ใช่คนอื่น เหมือนกำลังกดดันให้คุณทนไม่ไหวเเบบอ้อมๆ 4. ไม่ยิ้มเลย เวลาเจอกัน หรืออยู่ด้วยกัน สีหน้าของเขาดูไม่มีความสุขเลย ไม่ยิ้ม ไม่หัวเราะ บางครั้งดูเหมือนจะอึดอัดด้วยซ้ำ ไม่บอกก็รู้ว่าไม่เหมือนเดิม 5. บอกใบ้ให้รู้ว่ามีคนอื่น ถ้าเขาเป็นเเค่ผู้ชายเจ้าชู้ทั่วไป หากอยากนอกใจ เขาจะไม่มีทางให้คุณจับได้ เเต่กับเขาคนนี้ของคุณ กลับเหมือนจงใจให้คุณรู้ว่าเขากำลังคุยกับคนอื่นอยู่นะ เเล้วก็มีความสุขมากด้วย บางครั้งก็คุยให้เห็นต่อหน้าคุณนั่นเเหละ 6. หาเรื่องทะเลาะ เรื่องเล็กๆน้อยๆก็กลายเป็นเรื่องใหญ่ได้ เขากลายเป็นคนงี่เง่า เอาเเต่ใจ ไม่มีเหตุผล เเละเมื่อทะเลาะกันก็ไม่เคยเป็นฝ่ายมาง้อ หรือขอโทษเลย อาจเพราะเขาจงใจทำให้มันดูเหมือนเป็นการเลิกกันเพราะความไม่เข้าใจหรือเปล่า ขอบคุณข้อมูลจากทีมา: oopschannel

อ่านเพิ่มเติม »

เลิกดื่มก่อนสาย! แพทย์ยืนยัน เสี่ยงกระดูกพรุนและเป็นอัมพาตทั้งตัว ถ้าร่างกายยังรับสิ่งนี้เข้าไปทุกวัน!!

นายหวัง ชายประเทศจีน อายุ 53 ปี เมื่อไม่นานมานี้ขณะกำลังเงยหัวดื่มโค้กเกิดเป็นอัมพาตกระทันหัน แขนขาไม่มีเรี่ยวแรง หลังรับการผ่าตัดหมอให้พักผ่อนครึ่งปี ถึงจะสามารถเดินได้ปกติ คุณหมอระบุว่าเป็น “โรคเส้นประสาทไขสันหลังส่วนคอเสื่อม” เป็นโรคที่ร้ายแรงชนิดหนึ่ง สาเหตุที่แท้จริงคือ นายหวังได้ดื่มเครื่องดื่มอัดลมแทนน้ำ ทำให้เป็นโรคกระดูกพรุนรุนแรง นายหวังเป็นคนชอบดื่มเครื่องดื่มอัดลมมาก โดยเฉพาะโค้กที่ดื่ม 2 กระป๋องมาตลอด 20 ปี นายหวังได้กล่าวว่า “วันนั้นนั่งคุยกับเพื่อน หลังจากนั้นก็ยกโค้กเงยหัวขึ้นดื่ม หลังจากนั้นก็รู้สึกผิดปกติ” เมื่อดื่มเข้าไปแล้ว นายหวังรู้สึกแน่นหน้าอกอยากอาเจียน และร่างกายไม่สามารถควบคุมได้ล้มลงกับพื้น และไม่รู้สึกอะไรแล้วหลังจากนั้น การดื่มเครื่องดื่มอัดลมจำนวนมาก จะทำให้มีผลกระทบไม่ดีต่อร่างกายอย่างมาก ส่งผลให้เป็นโรคกระดูกพรุนนายหวังถูกเพื่อนนำส่งโรงพยาบาลโดยทันที หลังจากตรวจเช็คแล้วพบว่า กระดูกสันหลังบริเวณคอสั่น ทำให้สมองมีเลือดออก หมอกระดูกยังบอกอีกว่า “เมื่อกี้ตรวจเช็คแล้วขาทั้งสอข้างไม่สามารถขยับได้ มีเพียงแค่แขนสองข้างที่สามารถยกขึ้นมาได้นิดหน่อย” หลังเอ็กซเรย์พบว่า กระดูกที่คอบางจุดหัก มีความเสี่ยงที่จะเป็นอัมพาตทั้งตัวสูงมาก ต้องผ่าตัดโดยด่วน คุณหมอยังกล่าวอีกว่า การเงยหัวบ่อยๆไม่ได้ทำให้มีอาการเหล่านี้ได้ แต่เนื่องจากนายหวังดื่มน้ำอัดลมบ่อยๆ จึงทำให้กระดูกและเส้นเอ็นค่อยๆชา และคลายออกจากแกนกลาง จนทำให้เป็น “โรคเส้นประสาทไขสันหลังส่วนคอเสื่อมในเครื่องดื่มประเภทนี้มีส่วนประกอบของปริมาณน้ำตาลมาก เมื่อดื่มเป็นเวลานานจะทำให้ “ขาดโพแทสเซียม” จะทำให้ร่างกายไม่มีเรี่ยวแรง นายหวังกล่าวว่ามีอาการขาชามาก่อนหน้านี้แล้ว เวลาเหมือนเดินเหมือนเดินบนฟองนิ่มๆ จากนั้นมือเริ่มชา หมอยังกล่างอีกว่า สิ่งที่นายหวังพูดมาเป็นอาการเริ่มที่ที่สังเกตได้ เมื่อมีอาการเหล่านี้ต้องรีบไปพบแพทย์ทันที ไม่อย่างนั้นอาจสายเกินไปก็ได้ น้ำอัดลม ทำให้กระดูกพรุนได้จริงหรือ ? น้ำอัดลมเป็นอาหารยอดนิยมของคนทั่วโลก เพราะมีรสชาติที่อร่อย ดื่มแล้วสดชื่น รู้สึกมีความสุข และช่วยเพิ่มรสชาติให้กับมื้ออาหารอย่างที่เราปฏิเสธไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งน้ำอัดลมที่มีสีดำอย่าง เช่น เป๊ปซี่ โค้ก ที่พบเห็นได้ในทุกเมนูอาหารตามร้านอาหารฟาสต์ฟู้ด (เพิ่มอีก 5 บาทได้แก้วใหญ่กินกันจนท้องอืด) รสชาติที่ดีของน้ำอัดลมทำให้มีคนจำนวนมากสั่งน้ำประเภทนี้ดื่มกันเป็นประจำและเป็นปกติ จนลืมไปว่าน้ำอัดลมก็มีโทษต่อร่างกายในหลายแง่มุม ตั้งแต่เรื่องความอ้วนไปจนถึงโรคกระดูกพรุน โรคกระดูกพรุน หมายถึง โรคที่มวลกระดูกของร่างกายลดต่ำกว่าค่ามวลกระดูกมาตรฐานซึ่งเรียกว่า ค่าทีสกอร์ (ค่า T- score ในคนปกติคือ ไม่ต่ำกว่า 1) ตั้งแต่ -2.5 ของค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน (ค่าเอสดี หรือ SD, Standard deviation) ขึ้นไป หรือทางแพทย์ใช้เขียนเป็นตัวเลขตั้งแต่ -2.5 เอสดีขึ้นไป ส่วนผสมที่เป็นโทษในน้ำอัดลม 1. น้ำตาล เป็นส่วนผสมยอดนิยมในอาหารและเครื่องดื่มทุกชนิด มีหน้าช่วยให้ความหวานทานแล้วรู้สึกดี ซึ่งการผสมน้ำตาลลงในอาหารในสมัยก่อนจะเป็นน้ำตาลจากธรรมชาติ เช่น น้ำตาลโตนด น้ำตาลมะพร้าว และเปลี่ยนมาเป็นน้ำตาลทรายที่ผลิตจากอ้อย จนมาถึงในยุคปัจจุบันที่การใช้น้ำตาลในรูปแบบของเหลวหรือไซรัปได้รับความนิยมสูงสุด เพราะราคาถูกกว่าน้ำตาลทรายและให้ความหวานได้มากกว่า ท่านจะสังเกตเห็นได้ตามร้านกาแฟต่างๆที่ไม่เซิร์ฟน้ำตาลทรายสำหรับใส่กาแฟแล้ว แต่จะเซิร์ฟเป็นไซรัปแทน หรือไม่ก็ขนมจำพวกเบเกอรี่ที่หันมาใช้ไซรัป รวมถึงน้ำอัดลม โค้ก เป๊ปซี่ที่เรากำลังพูดถึงตอนนี้ด้วย น้ำตาลเป็นสิ่งที่มีประโยชน์ เช่น ช่วยทำให้อาหารและเครื่องดื่มมีรสชาติดี ให้พลังงานกับร่างกาย ทานแล้วทำให้รู้สึกสดชื่น แต่ต้องอยู่ในปริมาณที่พอเหมาะพอดีกับความต้องการของร่างกาย การบริโภคน้ำตาลของคนในยุคปัจจุบันเป็นไปอย่างพร่ำเพรื่อไม่ค่อยได้คำนึงถึงสุขภาพกันมากนัก เนื่องจากยุคสมัยที่เปลี่ยนไปพฤติกรรมการบริโภคของคนก็เปลี่ยนไป โดยคนส่วนใหญ่หันมาบริโภคอาหารแปรรูป (น้ำอัดลมก็เป็นอาหารแปรรูปชนิดหนึ่ง) ที่มีส่วนผสมของน้ำตาลกันมากขึ้น เพราะรสหวานเป็นรสชาติที่ทำให้คนเรามีความสุขและติดได้ง่าย รวมถึงความสะดวกในการซื้อหามาบริโภค อร่อยและราคาถูกด้วย ในน้ำอัดลมเกือบทุกชนิดมีส่วนผสมของน้ำตาลจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นน้ำตาลทรายหรือไซรัป ทำให้ผู้ที่นิยมรับประทานน้ำอัดลมมีโอกาสได้รับปริมาณน้ำตาลมากเกินความจำเป็น ซึ่งอะไรที่เกินความจำเป็นหรือขาดความพอดีมักจะมีโทษตามมาภายหลังเสมอ น้ำตาลก็เช่นเดียวกัน แม้จะมีประโยชน์ในหลายแง่มุม แต่ถ้าหากบริโภคเกินพอดีย่อมทำให้เกิดผลเสียดังต่อไปนี้ ข้อเสีย ทำให้น้ำหนักตัวเพิ่มได้ง่าย ทานมากเกินไปแล้วเป็นโรคอ้วน ทำให้ป่วยเป็นโรคที่เกี่ยวกับระบบเผาผลาญ เช่น โรคเบาหวาน ทำให้ป่วยเป็นโรคหัวใจและไขมันอุดตันเส้นเลือด ทำให้ฟันผุ 2. คาเฟอีน คาเฟอีนเป็นส่วนผสมที่พบได้ทั่วไปในน้ำอัดลมหลายชนิด โดยเฉพาะเป็ปซี่ โค้ก (เครื่องดื่มน้ำดำ) และพบได้ในชา กาแฟ ช็อกโกแลต และเครื่องดื่มชูกำลัง คาเฟอีนเป็นสารที่พบได้ในธรรมชาติ และสามารถสังเคราะห์ขึ้นได้ในห้องแลป ปริมาณคาเฟอีนที่บริโภคได้ต่อวัน คือ น้อยกว่า 400 มิลลิกรัมต่อวัน หรือกาแฟทั่วไปไม่เกิน 4 แก้ว คาเฟอีนเป็นสารที่มีประโยชน์ คือ ช่วยให้ร่างกายสดชื่นตื่นตัว ลดความเหนื่อยล้า ช่วยลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดและหัวใจ ช่วยลดความเสี่ยงการเกิดโรคเบาหวาน และช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงานในร่างกาย อย่างไรก็ตาม คาเฟอีนเองก็มีโทษเช่นกัน คือ ทำให้เกิดอารมณ์วิตกกังวล เพิ่มความดันโลหิต และกระตุ้นให้ร่างกายปัสสาวะบ่อยขึ้น หากร่างกายได้รับคาเฟอีนมากเกินไป จะมีผลเสียที่ได้รับต่ออวัยวะหลายส่วน ตั้งแต่สมอง หัวใจ กล้ามเนื้อ หู ปอด กระเพาะอาหารและไต ในรูปแบบของอาการต่างๆกันไป รวมถึงมีส่วนเกี่ยวข้องกับการสูญเสียมวลกระดูกและอาจเพิ่มความเสี่ยงที่จะทำให้เป็นโรคกระดูกพรุนได้หากได้รับคาเฟอีนมากเกินไปในระยะยาว 3. กรดฟอสฟอริก เป็นกรดสังเคราะห์ที่มีลักษณะใส ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ที่มักจะใส่ในเครื่องดื่มอัดลม เช่น โค้ก เป๊ปซี่ เพื่อทำให้มีรสเปรี้ยวและความรู้สึกซ่าๆในปาก เวลาดื่มแล้วสดชื่น น้ำอัดลมมีความเป็นกรดมากกว่าน้ำมะนาวและน้ำส้มสายชูเนื่องจากส่วนผสมของกรดฟอสฟอริกนั่นเอง กรดฟอสฟอริกเป็นกรดที่ถูกนำไปใช้ในอุตสาหกรรมอย่างกว้างขวาง รวมถึงการกำจัดสนิมออกจากโลหะ หลายท่านอาจเคยได้ยินข่าวการทดลองนำน้ำอัดลมยี่ห้อดังมาล้างสนิม และมีการแสดงให้เห็นว่าล้างสนิมได้จริง เพียงแต่ต้องมีการขัดที่ตัวโลหะที่มีสนิมด้วย อย่างไรก็ตาม หากท่านยังสงสัยข้อมูลเรื่องนี้ ผู้เขียนแนะนำให้ลองซื้อน้ำอัดลมยี่ห้อดังที่เป็นสีดำมาทดลองขัดสนิมที่บ้านดูก็ได้ แล้วท่านอาจจะต้องตกตะลึงกับผลที่ได้ครับ 🙂 การบริโภคน้ำอัดลมที่มีส่วนผสมของกรดฟอสฟอริกแม้เพียงปริมาณน้อยก็ทำให้เกิดโรคฟันผุได้ นอกจากนี้น้ำอัดลมยังมีส่วนเกี่ยวข้องที่ทำให้เกิดโรคไตเรื้อรัง นิ่วในไต รวมถึงทำให้ความหนาแน่นของมวลกระดูกลดลงหรือจะกล่าวว่า มีส่วนเกี่ยวข้องกับการเกิดโรคกระดูกบางและโรคกระดูกพรุนได้ด้วย 4. สารให้ความหวานแทนน้ำตาล มีอยู่หลากหลายชนิดมาก ทำหน้าที่ให้ความหวานแทนน้ำตาลทั่วไป ได้แก่ แซคคาริน แอสปาแทม นีโอเทม อะซีซัลเฟม-เค ไซคลาเมต เป็นต้น สารให้ความหวานแต่ละชนิดมีคุณสมบัติเฉพาะตัว ทั้งการละลายน้ำและรสชาติหวานที่แตกต่าง (บางชนิดมีรสขมเล็กน้อย บางชนิดมีกลิ่นโลหะ) รวมถึงความหวานที่มากน้อยแตกต่างกันเมื่อเทียบกับน้ำตาลปกติ สารให้ความหวานแทนน้ำตาลมีการใช้อย่างแพร่หลายเนื่องจากเหตุผลดังต่อไปนี้ ช่วยในการลดน้ำหนัก เพราะเชื่อว่าการทานสารให้ความหวานทดแทน จะช่วยลดแคลอรี่หรือลดพลังงานที่ร่างกายได้รับน้อยกว่าการทานน้ำตาลปกติ ช่วยป้องกันฟันผุ สารให้ความหวานทดแทนไม่ทำให้ฟันผุ ใช้สำหรับผู้ป่วยที่เป็นเบาหวาน ผู้ที่ป่วยด้วยโรคเบาหวานจะมีปัญหาเรื่องของการดื้อต่ออินซูลิน ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงหลังจากทานอาหารอิ่ม (โดยปกติแล้วอินซูลินจะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดลดลง โดยทำให้น้ำตาลถูกดูดซึมเข้าสู่เซลล์ คนที่เป็นเบาหวานถึงแม้จะมีอินซูลินหลั่งออกมา แต่ระดับน้ำตาลในเลือดจะไม่ค่อยลดหรือลดน้อย ทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดยังสูงอยู่) ใช้สำหรับผู้ที่มีปัญหาภาวะน้ำตาลในเลือดต่ำ เนื่องจากความผิดปกติของการหลั่งอินซูลินมากเกินไปหลังรับประทานอาหาร ส่งผลให้น้ำตาลในเลือดต่ำกว่าค่าปกติ สารให้ความหวานทดแทนมีราคาถูกกว่าน้ำตาลปกติ ทำให้ลดต้นทุนในการผลิตสินค้าที่มีรสหวานได้ ในธุรกิจการทำน้ำอัดลม สารให้ความหวานแทนน้ำตาลมักจะผสมอยู่ในน้ำอัดลมที่โฆษณาว่า “แคลอรี่เป็นศูนย์” หรือ “พลังงานต่ำ” กล่าวคือ พลังงานที่ร่างกายจะได้รับจากการทานน้ำอัดลมจะน้อยมากเมื่อเทียบกับสูตรปกติที่ใช้น้ำตาลหรือไซรัปเป็นส่วนผสม ถึงแม้ว่าสารให้ความหวานแทนน้ำตาลจะมีประโยชน์มากมายในความเข้าใจของคนบางส่วน ในทางตรงข้าม ก็มีนักวิทยาศาสตร์อีกส่วนหนึ่งที่ทำการทดลองแล้วแสดงผลการทดลองออกมาว่า สารให้ความหวานแทนน้ำตาลมีโทษดังต่อไปนี้ มีแนวโน้มที่จะเป็นสารก่อมะเร็งเพราะผลิตจากการสังเคราะห์ด้วยสารเคมีในห้องแลป สารให้ความหวานทดแทนน้ำตาลไม่ได้ช่วยในการลดน้ำหนัก แต่กลับทำให้น้ำหนักขึ้น เพราะจะทำให้ร่างกายต้องการอาหารมากขึ้น ท่านจะทานมากขึ้นในมื้อถัดไป จากการทดลองทั้งในหนูและคน สารให้ความหวานทดแทนน้ำตาลทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงขึ้น ผ่านกระบวนการปรับเปลี่ยนสัดส่วนและการทำงานของแบคทีเรียในลำไส้ ส่วนตัวแล้วถ้าผู้เขียนเลือกได้ จะเลือกทานน้ำตาลปกติมากกว่าสารทดแทนความหวาน เพราะมีความเป็นธรรมชาติมากกว่า แต่จะจำกัดให้มีปริมาณที่เหมาะสม 5. สีและกลิ่น สีในน้ำอัดลมทำให้ผลิตภัณฑ์ดูดี สะดุดตา มองเห็นได้ง่ายและน่ารับประทาน …

อ่านเพิ่มเติม »

มุมร้ายๆ 8 ข้อ ของการเป็นคนใจดีมากจนเกินไป

ข้อเสียด้านลบของการเป็น คนใจดี มากจนเกินไป แง่มุมร้ายๆ ของการเป็น “ คนใจดี ” มากจนเกินไป ที่สามารถย้อนกลับมาทำร้ายได้ทั้งตัวเอง และคนใกล้ตัว อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ 1.ตกที่นั่งลำบาก เพราะความที่เป็นคนมีจิตใจดีมากจนเกินไป จึงมักชอบหยิบยื่นความช่วยเหลือให้กับคนอื่นอยู่บ่อยครั้ง จนลืมมองความเป็นจริงหลายอย่างไปว่า ข้อเสียของการได้มอบความช่วยเหลือ อาจเป็นสิ่งที่สามารถย้อนกลับมาทำร้ายตัวเองและคนใกล้ชิด โดยการนำพาทุกคนไปตกอยู่ในที่นั่งลำบาก และไร้ซึ่งการหลีกเลี่ยงหรือหลบหนีอะไรได้พ้น 2.คอยแก้ปัญหา ทั้งๆ ที่ไม่ได้มีส่วนได้เสีย ในบางครั้ง ความใจดีก็ทำให้เราต้องกลายมาเป็นคนที่คอยนั่งแก้ไขปัญหาให้กับคนอื่น ทั้งๆ ที่ตัวเองต่างก็ไม่ได้มีส่วนได้ หรือส่วนเสียให้กับเรื่องราวเหล่านั้น แถมยังเป็นอีกหนึ่งสาเหตุ ที่สามารถช่วยสร้างความหนักหนาให้กับหัวใจได้เป็นอย่างดี เพราะการต้องมานั่งคิดและแก้ไขปัญหาแทนคนอื่น โดยที่ไม่ใช่เรื่องของตัวเองเลยแม้แต่นิด 3.กลัวคนอื่นจะไม่พอใจ “ ความใจดี ” อาจเป็นสิ่งที่สามารถทำให้คนบางคนเกิดความเกรงกลัวได้ว่า คนอื่นจะต้องรู้สึกไม่พอใจแน่ๆ ถ้าหากมอบความช่วยเหลือให้คนเหล่านั้นออกไปได้อย่างไม่ดีพอ ซึ่งก็ถือเป็นอีกหนึ่งความคิดที่สามารถย้อนกลับมาทำร้ายตัวเองเอาได้อย่างง่ายๆ เพราะนอกจากจะต้องมานั่งแบกรับภาระปัญหาของคนอื่นแล้ว ยังต้องมาคอยหวาดระแวงว่า ใครจะเกิดความรู้สึกไม่พอใจขึ้นมาอีกด้วย 4.เก็บการกระทำของคนอื่นมาคิดมาก แง่ร้ายของการเป็นคนใจดีคือ มักกลายเป็นคนที่ชอบนำคำพูด รวมถึงการกระทำของคนรอบข้างมาคิดมากจนเกิดเป็นความทุกข์ และมักเป็นความคิดที่ไม่สามารถหลีกเลี่ยงได้ เพราะด้วยพื้นฐานที่มีความใจดีซ่อนอยูในนั้น จึงทำให้ต้องคอยเก็บการกระทำของคนอื่นมาคิดเล็กคิดน้อยอยู่เสมอ 5.ต้องตกอยู่ในสถานการณ์กลืนไม่เข้าคายไม่ออก หลายครั้งกับการต้องนำตัวเองเข้าไปยืนอยู่ในสถานการณ์ที่กลืนไม่เข้าและคายไม่ออก เพราะไม่สามารถบอกปัด หรือปฏิเสธความช่วยเหลือได้ จนทำให้เกิดความรู้สึกอึดอัดและลำบากใจ แต่สุดท้ายแล้ว ก็ไม่สามารถที่จะทำตามใจตัวเองได้อย่างที่ต้องการได้อยู่ดี 6.ห่วงแต่ความลำบากของคนอื่นจนลืมตัวเอง บุคคลประเภทนี้ มักจะเป็นผู้ที่ไม่สามารถทนเห็นความลำบากที่เกิดขึ้นกับคนอื่นได้ และคอยแต่จะอยากยื่นมือเข้าไปช่วยเหลือ คนใจดีบางคน จึงมักชอบห่วงแต่ความลำบากของคนไกลตัว มากกว่าที่จะมองเห็นถึงความรู้สึกของคนใกล้ตัว จนกลับกลายเป็นว่า ได้ลืมนึกถึงตนเองและครอบครัวไป 7.กลายเป็นคนใจร้าย เพราะการตอบปฏิเสธแค่ครั้งเดียว ข้อเสียของความใจดี ที่มักจะไม่ค่อยได้ตอบปฏิเสธกับใคร เมื่อถูกเข้ามาขอรับความช่วยเหลือ จนในบางครั้ง หากสถานการณ์รอบข้างบีบบังคับให้ตอบปัดการช่วยเหลือ ก็อาจมีผลทำให้คนบางคนต้องตกเป็นผู้ที่ถูกมองว่าใจร้ายจากคนอื่นโดยทันที ทั้งๆ ที่เพิ่งเคยตอบไปปฏิเสธไปแค่เพียงหนึ่งครั้งเท่านั้น 8.เสียความรู้สึก เมื่อหมดประโยชน์ คนบางประเภทก็มักชอบเดินข้ามาวนเวียนอยู่ในชีวิต เพื่อหวังเอาผลประโยชน์จากความใจดีที่มีอยู่ จนสุดท้ายก็ได้กลับกลายเป็นว่า บ่อยครั้งที่คนใจดีหลายคน อาจจะต้องกลายเป็นคนใจร้าย เพียงเพราะการถูกมองข้ามความสำคัญ เมื่อหมดผลประโยชน์กับคนบางคน ขอขอบคุณที่มาจาก : chonburipost.com

อ่านเพิ่มเติม »

#เข้าใจผิดมาทั้งชีวิต# พลาสติกที่ห่อ ฟูกนอน มีไว้ทำอะไร ควรแกะออกหรือไม่ อ่านแล้วกระจ่าง

บางคนเชื่อว่าหากไม่แกะพลาสติกที่ห่อฟูกที่เพิ่งซื้อมาใหม่นั้นจะทำให้ฟูกเก่าช้าลงแต่มันเป็นความเชื่อที่ผิดสุดๆเลยล่ะ เพราะนั่นไม่เพียงจะทำให้อายุการใช้งานของฟูกน้อยลงแต่ยังมีผลเสียต่อร่างกายของคนเราอีกด้วย! แผ่นพลาสติกที่ใช้คลุมฟูกมานั้นใช้เพื่อป้องกันสิ่งสกปรกในขณะขนส่ง เหมือนกับของอื่นๆเช่นขนมและของใช้ แผ่นพลาสติกนี้มีราคาทุนเพียง10-20บาทต่อ1กิโลกรัม เพราะฉะนั้นก็อย่าเสียดายเลยถ้าคุณเตรียมผ้าปูเตียงไว้พร้อมแล้วล่ะก็ฉีกมันทิ้งไปซะเถอะ พลาสติกที่ห่อฟูกมานั้นควรแกะออก เพื่อให้ฟูกมีการระบายอากาศที่ดี ยิ่งเป็นฟูกที่เราใช้นอนด้วยแล้วความร้อนและความชื้นจากร่างกายจะถูกดูดซึมโดยฟูกและจะระบายออกมาสู่อากาศในช่วงที่เราไม่ได้อยู่บนที่นอน หากไม่แกะพลาสติกออกฟูกนอนก็จะไม่สามารถคายความชื้นออกมาได้และยิ่งเรานอนนานๆผ้าห่มก็จะดูดความชื้นจากร่างกายเอาไว้ ยิ่งทำให้ฟูกขึ้นราได้ง่ายแถมยังเป็นแหล่งเจริญเติบโตและเพาะพันธุ์ที่ดีของไรฝุ่นและแบคทีเรียอีกด้วย แถมความชื้นที่สะสมยังจะทำให้สปริงในฟูกขึ้นสนิมได้ง่าย ร่างกายของคนเรานั้นจะขับเหงื่อออกมาคืนละประมาณ1ลิตรแต่ถ้านอนบนฟูกที่ไม่ได้แกะพลาสติกแล้วล่ะน้ำในร่างกายจะถูกขับออกมาได้ยากขึ้น ทำให้รู้สึกไม่สบายตัว หลับไม่สนิทและพลิกตัวบ่อยขึ้น

อ่านเพิ่มเติม »

ขี้มาตั้งนานรู้ยัง !! ทำไมประตูห้องน้ำสาธารณะถึงเป็นแบบนี้ ? สาเหตุเป็นแบบนี้นี่เอง ตายตาหลับซะที !!

หลายคนที่ใช้บริการห้องน้ำสาธารณะ คงเคยสงสัยว่าทำไม ประตูห้องน้ำสาธารณะ และฝาด้านข้าง มันจึงมีพื้นที่ว่างด้านบน และด้านล่างห่างจากพื้นมากซะเหลือเกิน ทั้งที่มันแลดูไม่มิดชิดเอาซะเลย ต่างกับในบ้านหรือในอาคารห้องพักต่างๆ ที่มักจะสร้างอย่างมิดชิดและมีความเป็นส่วนตัว วันนี้จะพาไปไขข้อสงสัยกันค่ะ สาเหตุที่ทำแบบนั้นเพราะไม่ต้องการความมิดชิดมากนั่นเอง เพราะอะไร? ก็เพื่อ -ป้องกันเหตุฉุกเฉินในห้องน้ำ -ป้องกันการมีเพศสัมพันธ์ ความรุนแรง หรือยาเสพติด -ไว้สำหรับขอทิชชูจากห้องข้างๆ -สำหรับเด็กๆที่เข้าห้องน้ำกับผู้ปกครอง สามารถคลานออกมาเองก่อนได้ -เพื่อเพิ่มความประหยัดงบในการสร้าง -ดูว่ามีคนใช้ห้องน้ำร่วมกันเราอยู่หรือไม่ ถ้าสังเกตจะเห็นได้ว่าประตูห้องน้ำสาธารณะเป็นแทบทุกที่ ถึงมันจะดูไม่มิดชิดมาก แต่ก็มิดชิดเพียงพอสำหรับคนที่ต้องการใช้ห้องน้ำสาธารณะเป็นที่ปลดทุกข์ ดังนั้นวิธีเหล่านี้จึงเป็นวิธีการป้องกันการทำอะไรนอกเหนือจากการปลดทุกข์ในห้องน้ำนั่นเอง . . . .

อ่านเพิ่มเติม »

น้ำผึ้งมีประโยชน์มากๆ แต่รู้หรือไม่ น้ำผึ้งมี 8 ข้อห้ามเช่นกัน

น้ำผึ้งมีประโยชน์มากๆ แต่รู้หรือไม่ น้ำผึ้งมี 8 ข้อห้ามเช่นกัน น้ำผึ้งมีรสหวาน คุณสมบัติหรือฤทธิ์เป็นกลาง วิ่งเส้นลมปราณปอด ม้าม ลำไส้ใหญ่ แต่ “น้ำผึ้งนั้น มีสรรพคุณ 5 ประการ” หลี่สือเจิน ได้บันทึกไว้ในคัมภีร์ชื่อ เปิ่น-เฉา-กัง-มู่ เกี่ยวกับคุณสมบัติของน้ำผึ้งทางด้านการบำรุงร่างกายและการรักษาโรคไว้ว่า “น้ำผึ้ง มีสรรพคุณ 5 ประการ” ดังกล่าวคือ 1. ขับร้อน 2. บำรุงส่วนกลาง (กระเพาะอาหารและม้าม) 3. ขับพิษ รักษาแผล 4. ทำให้ชุ่มชื่นลดความแห้งแก้ไอ 5. แก้ปวด สรรพคุณที่ระบุไว้ในตำราอาหารและยาจีน 1. บำรุงภาวะพร่องอ่อนแอ ผู้ป่วยตับอักเสบเรื้อรัง แผลกระเพาะอาหาร วัณโรคปอด ฯลฯ 2. ลดความแห้งของปอด ทำให้ชุ่มชื่น เหมาะสำหรับอาการไอแห้งๆ ไม่มีเสมหะ ไอเรื้องรัง มักจะทำให้ชุ่มคอ อาจใช้ร่วมกับสมุนไพร ซาเซิน เซิงตี้ 3. ช่วยระบายทำให้อุจจาระนิ่ม เหมาะสำหรับคนสูงอายุ หญิงหลังคลอด ผู้ป่วยฟื้นจากโรคที่มีอาการท้องผูก 4. มีฤทธิ์สมานแผล เหมาะสำหรับผู้ป่วยที่เป็นโรคแผลกระเพาะอาหาร หรือลำไส้เล็กอักเสบ ผู้ป่วยที่ระบบการย่อยอ่อนแอ ปวดท้องและมีแขนขาเย็น ลดการหดเกร็งเนื่องจากความเย็น 5. ขับพิษ – ทำลายพิษ สามารถลดพิษของ ยาสมุนไพรจีน ฟู่จื่อ อูโถว ใช้ทาแผลภายนอกที่เกดไฟไหม้ น้ำร้อนลวก ฝีมีหนอง สามารถฆ่าเชื้อและทำให้แผลหายเร็วขึ้น 6. ใช้ในด้านความงาม ทำให้ผิวหนังนุ่ม และลดการอักเสบ 7. ช่วยทำให้การนอนหลับดีขึ้น 8. ช่วยกระตุ้นการเจริญเติบโตของเด็กเล็ก 9. มีการประยุกต์ใช้ในผู้ป่วยโรคตับ โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคอ้วน โรคความดันโลหิตสูง ข้อห้ามและข้อควรระวังการกินน้ำผึ้ง 1. ผู้ป่วยเบาหวานห้ามกิน เนื่องจากน้ำผึ้งมีปริมาณกลูโคส และฟรักโทสที่สามารถดูดซึมเข้าสู่ร่างกายได้ทันที จะทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงอย่างรวเเร็ว การหลั่งอินซูลินของตับอ่อนไม่พอ 2. ห้ามกินปริมาณมาก โดยเฉลี่ยวันละ 1-2 ช้อน ประมาณ 20 กรัม ในกรณีพิเศษอาจกินเพิ่มได้ แต่ไม่ควรเกิน 50 กรัม/วัน 3. คนที่ถ่ายเหลวหรือท้องเสีย เพราะจะทำให้ถ่ายมากขึ้น เนื่องจากน้ำผึ้งจะดูดน้ำทำให้ขับอุจจาระมากขึ้น 4. ผู้ป่วยที่มีอาการอาเจียน หรือมีผิวหนังอักเสบเรื้อรัง เนื่องจากภาวะความชื้นตกค้าง ไม่ควรกิน 5. การผสมน้ำอุ่นประมาณไม่เกิน 40 องศา ไม่ควรใช้น้ำที่ร้อนจัดๆ เพราะจะทำลายคุณค่าของเอนไซม์ วิตามิน และกรดอะมิโน และสารที่มีคุณค่า ในฤดูร้อนสามารถใช้น้ำเย็นชงดื่ม แต่ควรจะผสมน้ำขิงเล็กน้อย ป้องกันกระเพาะอาหารกระทบความเย็น 6. ไม่ควรกินร่วมกับเต้าหู้ เนื่องจากเต้าหู้มีรสหวาน เค็ม มีคุณสมบัติเย็น สรรพคุณขับร้อนกระจายเลือด เมื่อกินร่วมกันทำให้ท้องเสียง่าย อีกเหตุผลหนึ่งคือ เอนไซม์จากน้ำผึ้งจะทำปฏิกิริยากับแร่ธาตุ โปรตีน สารอินทรีย์ของเต้าหู้ จะทำให้คุณค่าทางโภชนาการด้อยไป 7. ไม่ควรกินพร้อมผักกุยช่าย เพราะ กุยช่าย มีวิตามินซีมาก จะทำปฏิกิริยากับโลหะทองแดง และเหล็กในน้ำผึ้ง เกิดออกซิเดชัน ทำให้คุณค่าด้อยลง อีกเหตุผลหนึ่ง น้ำผึ้งทำให้ระบาย กุยช่ายมีเส้นใยมาก เมื่อกินร่วมกันจะทำให้ท้องเสียง่าย 8. ไม่ควรกินร่วมกับหัวหอมและกระเทียม จะทำให้ฤทธิ์ของน้ำผึ้งด้อยลง เวลาที่เหมาะสมในการกินน้ำผึ้ง 1. ก่อนอาหาร 1 ชั่วโมง ถึง 1 ชั่วโมงครึ่ง ถ้าดื่มโดยผสมน้ำอุ่น จะมีฤทธิ์ยับยั้งการหลั่งกรดของกระเพาะอาหาร และทำให้กรดในกระเพาะอาหารเจือจาง ลดการระคายเคือง เหมาะสำหรับผู้ป่วย โรคกระเพาะอาหารเป็นแผล ถ้าดื่มโดยผสมน้ำเย็น จะมีฤทธิ์กระตุ้นการหลั่งกรดของกระเพาะอาหาร รวมทั้งกระตุ้นการบีบตัวของลำไส้ ทำให้กระตุ้นการถ่ายอุจจาระ 2. ควรดื่มหลังอาหาร 2-3 ชั่วโมง เพราะการดื่มหลังอาหารทันที จะทำให้มีการเพิ่มปริมาณน้ำตาลในเลือดให้สูงมากยิ่งขึ้น ทำให้ตับอ่อนทำงานหนัก อีกทั้งจะเป็นการกระตุ้นน้ำย่อยกระเพาะอาหารมากยิ่งขึ้นอีก 3 ควรดื่มก่อนนอน เหมาะสำหรับคนที่ร่างกายไม่แข็งแรง และนอนหลับยาก ขอขอบคุณ : liekr

อ่านเพิ่มเติม »

เตือนกันไว้ ยิ่งใช้ ยิ่งจน ชีวิตมีแต่หนี้สิน สีกระเป๋าตังค์ ต้องห้าม ตามวันเกิด

ยิ่งใช้ ยิ่งจน ชีวิตมีแต่หนี้สิน!! สีกระเป๋าตังค์ ต้องห้าม ตามวันเกิด คนเกิดวันอาทิตย์ สีต้องห้าม – สีฟ้าหรือสีน้ำเงิน เพราะจะทำให้พลังการทำงานหดหาย ไม่กระตือรือร้น อับโชค สีถูกโฉลก – สีแดง ช่วยเสริมดวงบริวาร – สีดำและสีม่วง ช่วยเพิ่มพูนโชคลาภ เงินทอง – สีชมพู ช่วยเสริมดวงอำนาจ บารมี วาสนา คนเกิดวันจันทร์ สีต้องห้าม – สีแดง เพราะจะทำให้ภาพลักษณ์ไม่น่ามอง ไม่น่าคบหา สีถูกโฉลก – สีน้ำตาล สีทอง สีส้ม จะช่วยเสริมดวงโชคลาภ – สีฟ้า มีคนคอยช่วยเหลือ อุปถัมภ์ ดูแล – สีม่วงหรือสีดำ เสริมเสน่ห์ มีคนนับหน้าถือตา คนเกิดอังคาร สีต้องห้าม – สีดำ สีม่วง จะส่งผลให้เป็นคนใจร้อน มีแต่ปัญหา สีถูกโฉลก – สีชมพู สีเหลือง สีขาว สีครีม ส่งผลให้เป็นคนอ่อนโยน มีสติ – สีเทา สีเงิน เสริมดวงโชคลาภ เงินทอง คนเกิดวันพุธ สีต้องห้าม – สีชมพู ส่งผลให้ถูกมองข้าม ไม่มีเสน่ห์ ไม่โดดเด่น สีถูกโฉลก – สีเขียว สีขาว สีเหลือง สีครีม และสีคัลเลอร์ฟูล ช่วยเสริมเสน่ห์ มีคนเข้าหา นับถือ มีชื่อเสียง – สีฟ้า สีน้ำเงิน ช่วยเรียกทรัพย์ คนเกิดวันพฤหัสบดี สีต้องห้าม – สีชมพู จะมีแต่เรื่องทำให้เหนื่อยใจ หรือต้องทำงานเหนื่อยตลอด สีถูกโฉลก – สีขาว สีครีม สีเหลือง ช่วยเสริมดวงการเงิน เรียกทรัพย์ – สีเขียว สีแดง เสริมเสน่ห์ มีคนคอยอุปถัมภ์ค้ำจุน คนเกิดวันศุกร์ สีต้องห้าม – สีเทาหรือสีเงิน สีถูกโฉลก – สีเขียว ส่งผลดีเรื่องเงินโดยตรง – สีชมพู สีฟ้า สีน้ำเงิน ช่วยเพิ่มพลังดึงดูดให้คนสนใจ อยากเข้าหา – สีส้ม สีน้ำตาล สีทอง มีคนอุปถัมภ์ค้ำจุน นับหน้าถือตา คนเกิดวันเสาร์ สีต้องห้าม – สีเขียว ส่งผลให้มีปัญหาเรื่องสุขภาพ เจ็บป่วยง่าย สีถูกโฉลก – สีม่วง สีฟ้า สีน้ำเงิน ช่วยเสริมเสน่ห์และความโดดเด่น – สีแดง ช่วยเสริมดวงโชคลาภ เงินทอง – สีเมา สีเงิน ช่วยเพิ่มอำนาจ บารมี ข้อมูลจาก gangbeauty

อ่านเพิ่มเติม »

ห้ามละเลย!! สิ่งควรรู้ ก่อนขึ้นเตียง! สำคัญมาก รู้ไว้!ก่อนที่จะกลายเป็นอัมพฤกษ์ บางคนอาจหัวใจก็หยุดเต้นได้…!!

สิ่งควรรู้ ก่อนขึ้นเตียง!!! ก่อนที่จะกลายเป็นอัมพฤกษ์ มีคนจำนวนมาก กลางวันไม่เป็นอะไร แต่พอกลางคืน กลับเสียชีวิต เนื่องจากกลางคืนลุกจากที่นอนไปเข้าห้องน้ำเร็วเกินไป การลุกจากที่นอนอย่างกระทันหันทำให้ขาดเลือดไปเลี้ยงสมอง ความดันโลหิตลดต่ำ จนวิงเวียนล้มลงไป บางคนถึงกับกระดูกกะโหลกศีรษะแตก ส่วนบางคน… หัวใจมีปัญหา กลางวันเต้นเป็นปกติ แต่กลางคืนกลับขาดเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อหัวใจ ทำให้หัวใจหดตัวเนื่องจากลุกจากที่นอนอย่าง กระทันหัน ความดันโลหิตลดต่ำลงขาดเลือด ไปเลี้ยงสมอง หัวใจก็หยุดเต้นได้ ถึงแม้จะไม่เสียชีวิตก็กลายเป็นโรคอัมพฤกษ์ไปก็มี นักวิทยาศาสตร์ มักจะย้ำประโยคหนึ่งอยู่เสมอๆ ว่า “ครึ่งนาที 3 อย่าง และครึ่งชั่วโมง 3 อย่าง“ วลีนี้เป็นวลีสำคัญ ที่ไม่ต้องเสียเงินหามา แต่ช่วยลดจำนวนผู้เสียชีวิตได้ เป็นจำนวนมาก ครึ่งนาที 3 อย่าง หมายถึง 1.เมื่อตื่นนอนขึ้นมาแล้ว อย่าลุกจากที่นอนในทันที ให้นอนไว้ก่อนครึ่งนาที 2.เมื่อนั่งขึ้นมาก็ให้นั่งอีกครึ่งนาที 3.แล้วเอาขาทอดไว้ที่พื้นอีกครึ่งนาที ส่วนครึ่งชั่วโมง 3 อย่าง หมายถึง 1. ตื่นขึ้นมาตอนเช้า ควรออกกำลังกายครึ่งชั่วโมง (หนักเบา แล้วแต่ละบุคคล) 2. ตอนเที่ยง ควรนอนกลางวัน ประมาณ ครึ่งชั่วโมง ตอนบ่ายจะมีพละกำลังเต็มที่ (เพราะผู้สูงอายุมักจะตื่นนอนแต่เช้า กลางวันจึง ควรพักผ่อนให้มาก) 3. ตอนเย็น ผู้สูงอายุควรเดินช้าๆ สักครึ่งชั่วโมง จะทำให้ตอนกลางคืนหลับสบาย สามารถลดอัตราการเป็นโรคที่เกิดจากกล้ามเนื้อหัวใจตีบและความดันโลหิตสูงได้ เพราะว่าความรู้นี้ สอนคนได้ ช่วยคนก็ได้ 4วิธีง่ายๆในการปฐมพยาบาลดังข้างล่างนี้ 1.สำลักอาหาร วิธีจัดการ—-แค่ยกมือขึ้นไป 2 ตกหมอน คุณเคยตื่นขึ้นมาตอนเช้าแล้วพบว่าตัวเองตกหมอนนั้นก็คือปวดคอ ถ้าหากตกหมอน คุณควรทำอย่างไร ถ้าหากตกหมอน แค่ยกขาขึ้นมา จับนิ้วโป้งของเท้าค่อยๆนวดและหมุนตามเข็มนาฬิกาหรือทวนเข็มนาฬิกา 3. ขาเป็นตะคริว เวลาขาซ้ายเป็นตะคริว ให้ยกมือขวาขึ้นสูงๆ เวลาขาขวาเป็นตะคริว ให้ยกมือซ้ายขึ้นสูงๆ จะรู้สึกสบายผ่อนคลายทันที 4. ขาชา ถ้าขาซ้ายชาสบัดมือขวาจาก.ช้าไปหาเร็ว ถ้าขาขวาชาก็สบัดมือซ้ายจากช้าไปเร็ว ขอบคุณสาระ : บทความดีๆ เพจใบบัว

อ่านเพิ่มเติม »

รู้ไว้ซะ! โบราณว่าไว้ 7 ลักษณะ “ผู้หญิงมีกรรม” ที่สร้างจากชาติที่แล้ว สังเกตได้ง่ายๆ ใครมีข้อไหนบ้าง!

วันนี้ จะพาเพื่อนๆไป “เปิดกรรมของผู้หญิง ที่มีรูปร่างลักษณะไม่สวยงามเหมือนคนอื่น” โดยคนโบราณเชื่อกันว่า “ลักษณะตำนิ หรือ รูปร่างต่างๆ ที่ไม่สมดุลกันนั้น มีสาเหตุมาจากชาติที่แล้วได้สร้างกรรมไว้” ส่วนจะมากน้อยเพียงใด ก็ขึ้นอยู่กับว่า ใครได้สร้างกรรมไว้มากแค่ไหน ซึ่งสามารถดูได้จากลักษณะดังต่อไปนี้!!! 1. ชาตินี้ ผิวตกกระ ผิวพรรณไม่ผุดผ่อง รูปร่างหน้าตามองแล้วไม่ ชาติก่อนเป็นคนโกรธง่าย แค้นเคือง พยาบาทอาฆาต เวลาโกรธแล้วแสดงอาการโกรธออกมาให้เห็น ขาดความอดกลั้น ไม่มีขันติ ไม่ถวายจีวร หรือให้เสื้อผ้าสวยๆ เป็นทานแ่ก่คนอื่น 2. ชาตินี้หน้าตาจึงไม่งดงามหน้ามองดูเเปลก คิ้วบาง กามใหญ่ ชาติก่อนเอ๊ะอะอะไรก็ชอบ “โมโหเป็นไฟ” การที่คนไหนมีวาสนาบารมีเหนือนางสนมทั้งหลายก็เพราะบุญจากที่นางไม่เป็นคนขี้อิจฉานั้นเอง 3. ชาตินี้ดวงตาจะไม่สวย ตาเหลือก ตาโปน ตาเหล่หน้าเบี้ยว ชาติก่อนเป็นคนมองตาขวางใส่คนอื่นเวลาโกรธ หรือชอบมองค้อน 4. ชาตินี้เกิดมาทำอย่างไรได้อย่างนั้น ปากเบี้ยว มีใฝที่ปาก จมูกแหว่ง ปากโต คางยื่นคางใหญ่ มาเป็นพรวน แล้วแต่ว่าตอนทำ ไปเบ้ปากขยิบตาท่าไหน ชาติก่อน เวลาใครทำความดี ชอบทำหน้าหมั่นไส้ใส่ ( ประมาณว่า ยักคิ้วหลิ่วตา ทำปากแบบ “ชิส์ ก็ไม่รู้สินะ” ทำหน้าตาปาเผยอ มองตวัด) 5. ชาตินี้คางจะผิดรูป ในทางโลก พูดจาคนจะไม่เชื่อ แม้ว่าจะจริง จะถูก ชาติก่อนพูดพร่ำเพรื่อไม่น่าฟัง น่ารำคาญไว้เยอะ 6. ชาตินี้ฟันจะไม่เป็นระเบียบ ฟันเหยิน ฟันไม่สวย ชาติก่อนเป็นคนพูดจา “นินทา ใส่ความ” ว่าร้ายคนอื่น 7.ชาตินี้เวลาจะพูดต้องเผยอปาก ไม่อย่างนั้นจะออกเสียงไม่ชัด ชาตินี้พูดจาคนจะไม่เชื่อถือ และจะถูกใส่ความ ให้ร้าย ทั้งที่ไม่มีมูล บางคนอาจต้องขึ้นศาลหรือติดคุกฟรี ทั้งที่ไม่มีความผิด ชาติก่อนเป็นคนพูด “ปลด,โกหก” ทั้งนี้โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน เป็นความเชื่อส่วนบุคคล

อ่านเพิ่มเติม »

#อย่าเลื่อนผ่าน “เจาะหู”เป็นโรคคีลอยด์ไม่รู้ตัว น่ากลัว!!

ระวัง!! “เจาะหู”เป็นโรคคีลอยด์ไม่รู้ตัว มันออกจะน่าเจ็บใจทุกครั้งที่ส่องกระจกเมื่อเห็นแผลเป็นขนาดใหญ่อยู่บริเวณที่ไม่ควรจะอยู่ เพราะมันทำให้ผิวสวยๆ มันแลดูมีตำหนิ อีกอย่าง แผลเป็นแบบนี้มันทั้งเจ็บและคันเอาเรื่องด้วย หลายคนเลือกที่จะอดทนและใช้ชีวิตอยู่กับมันมานานมาก นานเกินไปแล้ว สุดท้ายสาวๆบางคน ต้องไปกำจัดมันออกเดี๋ยวนี้! แต่ขอบอก..มันจะเจ็บมากทีเดียว บาดแผลเล็กน้อย หรือ ใหญ่เป้ง ก็มีสิทธิ์เป็นแผลเป็น และคีลอยด์ได้ บาดแผลที่เกิดขึ้นของเรานั้น ไม่ว่าจะเป็นแผลเล็กน้อย หรือแผลขนาดใหญ่ ก็มีโอกาสเป็นแผลเป็น หรือลุกลามจนเป็นคีลอยด์ได้เหมือนกัน ซึ่งขนาดของแผลสดก็ไม่จำเป็นต้องเท่ากับขนาดแผลที่จะเกิดขึ้นเลย ทั้งหมดที่จะเกิดขึ้นนั้น เป็นเพราะช่วงเวลาของการที่เราดูแลรักษาแผลสดมากกว่า หากเราดูแลไม่ดี จากแผลสดเล็กๆ ก็กลายเป็นแผลเป็นได้ หรือกลายเป็นแผลสดขนาดใหญ่ ซึ่งเกิดจากการที่เราปล่อยไว้ไม่ดูแล จนอักเสบ ทีนี้พอแผลสดใหญ่หาย ก็จะเหลือรอยแผลเป็น ซึ่งจะเล็กหรือใหญ่ ก็ย้อนกลับไปว่า เราดูแลมันดีหรือเปล่านั่นเอง สำหรับแผลคีลอยด์นั้นคือ แผลเป็นนูนใหญ่ยักษ์ ที่จริงแล้วมันก็ไม่ใช่ผู้ร้ายเสียทีเดียว เพราะร่างกายสร้างคีลอยด์ขึ้นมาด้วยความปรารถนานี้ล้วนๆ แต่แอบประสงค์ร้ายนะ เพราะผิวของเราจะไม่สวย ที่คีลอยด์ปรากฏกายนั้น เพราะเขาต้องการที่จะซ่อม และสร้างเนื้อเพื่อปกป้องร่างกายในส่วนที่สึกหรอไป แต่เมื่อแผลนั้นเป็นเรื้อรัง ไม่หายสักที ร่างกายก็ยังมีสิทธิ์ที่จะสร้างเนื้อใหม่ไปเรื่อยๆ กลายเป็นคีลอยด์ขนาดโตขึ้น และมีอาการเจ็บและคันสุดพลัง และตัว คีลอยด์เอง ก็ต่างกับแผลเป็นขนาดใหญ่นะ เราเรียกคีลอยด์ว่า เป็นขั้นก้าวหน้ากว่า ลุกลามกว่า เจ็บและคันได้หนักกว่าแผลเป็นขนาดใหญ่ ดูแลรักษาให้ดี จะดีกว่าเป็นคีลอยด์ แล้วมารักษาเสียอีก สัญญาณเตือนว่าคีลอยด์กำลังคืบคลานเข้ามา สังเกตง่ายๆ จากแผลเจาะหู หากเคยเป็นก็มีสิทธิ์ที่แผลสดอาจจะกลายเป็นคีลอยด์ได้ หรือเป็นแผลที่มีการเย็บ เพราะไหมเย็บนั้นเป็นสิ่งแปลกปลอมที่จะไประคายเคือง แล้วไปทำให้คีลอยด์ปรากฏกายได้ รวมทั้งแผลที่หายยาก มีการอักเสบติดเชื้อ แล้วก็จะเกิดขึ้นกับคนที่มีเม็ดสีผิวเข้ม… แต่ผิวขาว ใสก็ยังสามารถเป็นได้ คุณหมอจึงสันนิษฐานว่า เป็นเพราะมันอักเสบหนักมาก และมืออาจอยู่ไม่นิ่งชอบไปแกะ ไปเกาะ ไปวุ่นวายตอนที่เกิดแผลนั่นเอง ขอบอกว่า ตอนที่เป็นคีลอยด์ว่าเจ็บและคันแล้ว ยังเจ็บปวดไม่เท่ากับตอนฉีดยา ย้ำ 3 คำว่า “มัน เจ็บ มาก” การดูแลรักษาแผลสดอย่างถูกต้อง (ก่อนที่จะกลายเป็นแผลเป็น) แน่นอนว่า วิธีในการดูแลแผลสด เพื่อป้องกันการเกิดของพวกมันอีก สำคัญเรื่องแรกคือ เลี่ยงราดแอลกอฮอล์ การทำแผลโดยใช้แอลกอฮอล์ทาลงแผลสดนั้น มันคือ การทำลายแผลอย่างรุนแรงมาก ทำให้เนื้อเยื่อตาย แผลก็จะหายช้า ถ้าเป็นไปได้ให้ใช้น้ำยาสีเข้ม อย่าง โพวิเดนไอโอดีน จะดีที่สุด… นี่เราเข้าใจผิดมาโดยตลอดเลยนะ คิดว่ามันจะฆ่าเชื้อโรคที่แผลอย่างหมดจด! และ อย่าให้แผลโดนน้ำ อย่าโดนแดด ถ้าเป็นแผลนอกร่มผ้า เพราะแดดจะทำลายเนื้อเยื่อและสร้างเม็ดสี ทำให้แผลเป็นรอยคล้ำดำกลังจากนั้นได้ และ ลดการสัมผัส ยิ่งสัมผัสยิ่งจัดหนัก การแตะแผลบ่อยๆ หรือปล่อยให้เสื้อผ้าเสียดสีกับแผล จะทำให้แผลไม่ได้พัก และไม่สมานกัน พักผ่อนให้มากๆ เพราะร่างกายจะทำการสมานแผลตัวเองอยู่แล้ว ถ้าเราได้พักผ่อนมากขึ้น ก็จะมีสารเคมีช่วยสมานแผลออกมา อีกอย่างหากมีสัญญาณเตือนมาว่าจะติดเชื้อ เช่น ปวด บวม แดง ร้อนและมีหนอง ให้ไป จัดหายาฆ่าเชื้อมากิน จะได้หายไวๆ การรักษาแผลเป็น และ คีลอยด์ เวอร์ชั่นการแพทย์ทั่วไป : (แผนกศัลยกรรม) หลักๆ จะมีแผ่นแปะป้องกันแผลเป็น หรือ ซิลิโคนเจลทา มีการฉีดยาสลายคีลอยด์ ตัวนี้แหละที่ทำให้ฉันเจ็บปวด ยานี้คือ สเตียรอยด์ที่เข้มข้นมาก ทำให้เจ็บปวดมากเวลาฉีด ตามหมอนัดประมาณ เดือนละครั้ง หรือ 4-6 สัปดาห์ แล้วก็ยังมีการใช้เลเซอร์รักษาในกรณีที่เป็นน้อยๆ ผ่าตัดด้วยความเย็นหรือจี้เย็นก็มี แต่มันจะทิ้งรอยด่างขาวไว้ได้ ฉายรังสี ก็ได้เพื่อช่วยในการลดขนาดร่วมกับการผ่าตัด แต่ก็อาจจะเสี่ยงคีลอยด์กลายเป็นเนื้อร้ายเพราะรังสีได้ หรือ ผ่าตัดเลาะออกในกรณีที่เป็นมาก เวอร์ชั่นเวชศาสตร์อายุรวัฒน์ : รับประทานอาหารสมานผิว โดยเฉพาะโปรตีน วิตามินซี และสังกะสี อาทิ ฝรั่งสด เสาวรส มะเขือเทศ น้ำมันปลา จากนั้นก็ให้รีบทายาหรือปิดแผ่นเจลป้องกันแผลเป็นไว้แต่เนิ่นๆ หากคันแผลให้ระวังน้ำอุ่น และประคบน้ำเย็นก็จะช่วยได้ และเมื่อแผลเริ่มนูน อย่าไปแตะมัน เพราะมันจะใหญ่ขึ้นเรื่อยๆ และก็ค่อยๆ ไปฉีดยาให้แผลยุบลง บางคนแอบเป็นกังวลว่า คีลอยด์จะกลายเป็นมะเร็งหรือเปล่า คุณหมอก็เลยบอกให้โล่งใจว่า คีลอยด์ไม่ค่อยกลายเป็นมะเร็ง และไม่ใช่โรคติดต่อ แม้จะดูน่ากลัวสำหรับสาวๆ แต่ท้ายสุดแล้ว มันจะต้องหายไปจากชีวิตของเรา cr:ภาพประกอบจาก pantip.com ที่มา sanook.com ขอบคุณข้อมูลแหล่งที่มาจากhttps://www.facebook.com/ก๊วนซ่าส์-1398847023544074/

อ่านเพิ่มเติม »

อยากมีรถแต่รายได้น้อย…ต้องดู!! “8 อันดับรถกระบะ” ราคาถูกที่สุดในตลาด สามารถเป็นเจ้าของได้ไม่ยาก!! [รายละเอียด]

รถกระบะขนาด 1 ตัน ถือเป็นเซ็กเม้นท์ขายดีที่สุดในบ้านเรา เนื่องจากมีความต้องการใช้งานทั่วประเทศ ต่างจากรถเก๋งที่มียอดขายกระจุกอยู่เฉพาะเมืองใหญ่อย่างกรุงเทพเท่านั้น คนไทยส่วนใหญ่ยังคงนิยมรถกระบะ โดยเฉพาะตัวถังแบบแค็บ หรือที่ชาวบ้านเรียกกันว่า ‘กระบะตอนครึ่ง’ เพราะมีความอเนกประสงค์มากกว่ารถเก๋ง ใช้ขนของได้ในปริมาณไม่แพ้รถบรรทุกเล็ก พอเสร็จงานจะใช้ขับขี่เข้าเมืองก็ดี รวมถึงยังมีสมรรถนะเครื่องยนต์ที่เหนือกว่ารถเก๋งเล็กในระดับราคาเดียวกันอย่างชัดเจน อันดับที่ 8 Mazda BT-50 PRO Freestyle Cab 2.2 S ราคา 623,000 บาท Mazda BT-50 ถือเป็นโฉมที่มีอายุตลาดยาวนานพอสมควร แถมมีราคาเริ่มต้นสูงกว่าใครเพื่อนเช่นกัน แต่มาสด้าเองยังคงเน้นการใช้งานเชิงไลฟ์สไตล์ ด้วยดีไซน์ที่ออกแบบคล้ายรถเก๋งโดยเฉพาะไฟท้าย แถมยังได้ช่วงล่างแน่นหนึบตามสไตล์มาสด้า มีถุงลมนิรภัยคู่หน้าให้เป็นมาตรฐาน อันดับที่ 7 Nissan NP300 Navara King Cab 2.5 S 6MT ราคา 612,000 บาท Nissan NP300 Navara ในรุ่นเริ่มต้นมาพร้อมเครื่องยนต์ดีเซล 2.5 ลิตร 163 แรงม้า อุปกรณ์ภายในก็เรียกว่าให้มาแบบมาตรฐานตามฉบับกระบะแค็บรุ่นประหยัด มีช่องแอร์สำหรับผู้โดยสารตอนหลังให้ แต่ไม่มีถุงลมนิรภัยมาให้ อันดับที่ 6 Ford Ranger Open Cab 2.2 XL 4×2 6MT ราคา 599,000 บาท Ford Ranger รุ่นถูกสุดในโฉมโอเพ่นแค็บ มาพร้อมราคาไม่ถึง 600,000 บาท แต่ให้ถุงลมนิรภัยคู่หน้าเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน เครื่องยนต์ดีเซล 2.2 ลิตร ให้กำลังสูงสุด 125 แรงม้า แรงบิดสูงสุด 320 นิวตัน-เมตร พร้อมช่วงล่างที่ถือว่าขับสนุกไม่แพ้รถเก๋งเลย อันดับที่ 5 Toyota Hilux Revo Smart Cab 2.4J ราคา 599,000 บาท แบรนด์ปิกอัพเจ้าตลาดเปิดราคามาเท่ากับ Ranger อยู่ที่ 599,000 บาท มาพร้อมเครื่องเสียงรองรับ Bluetooth ถุงลมนิรภัย 3 ลูก และระบบ ABS เป็นอุปกรณ์มาตรฐาน ซึ่งถือว่าจัดเต็มในเรื่องความปลอดภัยในระดับราคาเดียวกัน อันดับที่ 4 Chevrolet Colorado X-Cab 2.0 FGT LS MT ราคา 594,000 บาท ถือเป็นกระบะรุ่นล่าสุดที่มีการปรับโฉมไมเนอร์เชนจ์ออกสู่ตลาด มาพร้อมเครื่องยนต์ 2.5 ลิตร ที่ให้แรงบิดถึง 380 นิวตัน-เมตร ติดตั้งเครื่องเสียงรองรับ Bluetooth ได้ ถุงลมนิรภัยคู่หน้า ไม่มีระบบเบรก ABS มาให้ อันดับที่ 3 Isuzu D-Max Space Cab 1.9Ddi (S) ราคา 590,000 บาท D-Max เป็นเจ้าตลาดอีกรุ่นที่ขึ้นชื่อเรื่องความประหยัด ในโฉมไมเนอร์เชนจ์ยังได้เครื่องยนต์ดีเซล 1.9 ลิตร ที่ให้แรงเทียบเท่าเครื่องยนต์ 2.5 ลิตรเดิม มีถุงลมนิรภัยคู่หน้าเป็นอุปกรณ์มาตรฐาน พร้อมศูนย์บริการที่ขึ้นชื่อด้านการบริการของอีซูซุ อันดับที่ 2 Mitsubishi Triton Mega Cab 2.5 2WD GL (Benzene) ราคา 567,000 บาท Triton นับเป็นกระบะจากแบรนด์เจ้าตลาดที่มีราคาถูกที่สุด แต่ได้เครื่องยนต์เบนซินมาแทน ซึ่งเหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการไปติดตั้งก๊าซเพิ่มเติม แถมยังได้ถุงลมนิรภัยเป็นอุปกรณ์มาตรฐานด้วย อันดับที่ 1 Tata Xenon Max Cab ราคา 514,000 บาท Tata Xenon ถือเป็นกระบะแค็บราคาถูกที่สุดขณะนี้ มีจุดเด่นอยู่ที่กระบะท้ายแบบเปิดได้ 3 บาน เหมาะสำหรับใช้งานบรรทุกของได้อย่างสะดวก มาพร้อมเครื่องยนต์เบนซิน 2.2 ลิตร ส่วนอุปกรณ์มาตรฐานติดรถก็ถือว่าตามราคา แต่ก็เพียงพอกับการใช้งานทั่วไป หวังว่า ข้อมูลที่พวกเราเตรียมมา จะสามารถทำให้ผู้อ่านตัดสินใจซื้อรถกระบะได้ง่ายขึ้นนะครับ หากอ่านแล้วมีประโยชน์ อย่าลืมกดแชร์เพื่อบอกต่อคนอื่นๆกันด้วยนะครับ ขอบคุณข้อมูลและรูปภาพจาก : Sanook.com

อ่านเพิ่มเติม »

อย่าทิ้งห้ามแลกเด็ดขาด!! “โทรศัพท์เก่า” ที่เห็นรถเร่ฯ ขอแลก/ซื้อตามบ้าน ที่เเท้นำ”ไปสกัดเอาทองคำ” เเบบนี้ เห็นเเล้วต้องทึ่ง!!(ชมคลิป)

ล่าสุดถือว่าเป็นไอเดียที่เก๋มากๆ เป็นเรื่องที่หลายคนคงสงสัยอยู่เหมือนกันว่า มีคนที่มาขอซื้อโทรสัพเก่าๆ เเลกกะละมัง เเละของใช้ต่างๆ ตามหมู่บ้าน ว่าเขาจะเอาไปทำอะไรกัน โทรศัพท์เก่าๆ จะเอาไปทำอะไรได้ เเต่หารู้ไม่!! นั้นคือขุมทรัพย์ โดยผู้ประกอบการอาชีพนี้ได้ออกมาพูดเเล้วว่าได้นำโทรศัพท์เก่าๆ นี้ไปสกัดเอาทองคำ เเต่ก็เป็นเพียงคำพูดเท่านั้น วันนี้ไทม์ไลน์ก็เลยจะนำเอาหลักฐานที่เป็นข้อมูลที่จะทำให้ทุกคนเชื่อได้อย่างสนิทใจได้ว่า มันคือความจริง ที่ดูเเล้วหลายคนอาจจะไม่อยากขายโทรศัพท์เก่าๆ ของคุณเลยก็ได้ ว่าเเล้วก็ไปดูวิธีการสกัดเอาทองจากเครื่องใช้ไฟฟ้าที่มีทองคำ ไปกันเลยคะ 1. เเผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ 2. นี่คือสิ่งที่ต้องการ 3. ตัดมันออกมา 4. ตัดเอาให้หมด!! 5. ได้มาเเล้ว 6. เอาจากโทรศัพท์มือถือเก่า 7. เเกะเอาให้หมด 8. เเกะดูมีเยอะมาก 9. เต็มเลย 10. ตรงปุ่มนิเเหละเยอะ 11. รวบรวม 12. ยังไม่หมด!! แผงปุ่มยังเหลือ 13. สารที่จะนำมากสกัดทองเเยกออกมา 14. เอาทองที่เเยกมาใส่ลงไป 15. ได้มาเเล้ว ล้างน้ำออก 16. เหลือน้ำไว้เล็กน้อย 17. นำมาให้ความร้อน 18. จนได้ออกมาเป็นแบบนี้ 19. นำไปใส่ในถ้วยสีดำ 20. ใส่ลงไปให้หมดเลย 21. ให้ความร้อน 22. อย่างร้อน 23. ยกออก 24. ตั้งทิ้งไว้ สักพัก 25. ทองจะอยู่ก้นถ้วยให้หยิบออกมา 26. เเช่ลงในน้ำ 27. ได้ทองออกมาเเล้ว 28. อัดให้เป็นเเบบนี้ 29. ก้อนใหญ่มาก ชมคลิป .. ขอบคุณที่มา:Archimedes Channel ,khaolong.com

อ่านเพิ่มเติม »

ทำดีได้ดี-มีที่ไหน? เช็คด่วน!!?

วิบัติกับสมบัติ ผลดีย่อมเกิดจากกรรมดี กรรมดีจะไม่ให้ผลชั่ว แต่ให้ผลดีเมื่อมีโอกาสถ้าทำดีแล้วยังไม่ได้ดี แสดงว่ามีข้อเสียหรือวิบัติขัดขวาง วิบัติมี ๔ คือ ๑. คติวิบัติ กำเนิดชั่ว ในอบายภูมิ ในตระกูลต่ำ ยากจน ถิ่นกันดาร ๒. อุปธิวิบัติ รูปชั่ว พิการ อ่อนแอ ปัญญาอ่อน ๓. กาลวิบัติ กลียุค ภัยพิบัติมาก คนชั่วมีอำนาจ ผู้คนไร้ศีลธรรม ๔. ปโยควิบัติ ความเพียรเลว ย่อหย่อน ทำผิดวิธี วิบัติย่อมสนับสนุนกรรมชั่วบางอย่างเช่น ผู้ที่เกิดมาจนย่อมลำบากอยู่แล้ว ถ้าเกียจคร้านย่อมลำบากเป็นทวีคูณ วิบัติอาจขัดขวางกรรมดีบางอย่างในบางโอกาส แต่ขัดขวางความดีบางอย่างไม่ได้เช่น ในถิ่นกันดาร คนขยันอาจเป็นอยู่อย่างฝืดเคืองในการสมัครงาน คนขี้เหร่ แม้มีคุณสมบัติครบ ก็มักจะไม่ได้งานรูปร่างอาจเป็นอุปสรรคในการทำงานแต่ศาลจะไม่ตัดสินผู้บริสุทธิ์ให้เป็นผู้ผิดโดยใช้รูปร่างเป็นเกณฑ์ วิบัติ ๔ นี้เองเป็นสาเหตุของความเห็นผิดที่ว่า ทำดีได้ดีมีที่ไหน ตรงกันข้าม ถ้าทำชั่วแล้วยังไม่ได้ชั่ว แสดงว่ามีข้อดีหรือสมบัติคุ้มครองสมบัติมี ๔ คือ ๑. คติสมบัติ กำเนิดดี เป็นเทวดา มนุษย์ สูงศักดิ์ ร่ำรวย ถิ่นที่เจริญ ๒. อุปธิสมบัติ รูปดี แข็งแรง ฉลาด ๓. กาลสมบัติ ยุคเจริญ โลกอุดมสมบูรณ์ คนดีมีอำนาจ ผู้คนมีศีลธรรม ๔. ปโยคสมบัติ ความเพียรชอบ แข็งขัน ทำถูกวิธี สมบัติย่อมสนับสนุนกรรมดีบางอย่าง เช่น คนที่ร่ำรวยอยู่แล้วถ้าฉลาดและขยันก็จะเจริญรุ่งเรืองยิ่งขึ้น สมบัติอาจขัดขวางกรรมชั่วบางอย่างในบางโอกาส แต่ขัดขวางกรรมชั่วบางอย่างไม่ได้เช่น ในประเทศที่ร่ำรวย คนเกียจคร้านก็ยังสุขสบายด้วยสวัสดิการจากรัฐบาลในที่ลับตาหรือเวลาที่ปลอดคน โจรกรรมมักจะสำเร็จ แต่เมื่อทำบ่อย ๆ ย่อมถูกจับได้ สมบัติ ๔ นี้เองทำให้บางคนเข้าใจผิดว่า ทำชั่วได้ดีมีถมไป จากหนังสือกรรมลิขิต โดย ธมฺมวฑฺโฒ ภิกฺขุ ขอบคุณข้อมูลจาก : dhammajak ขอบคุณภาพจาก:haiku

อ่านเพิ่มเติม »

การสาปแช่งมีผลต่อทั้งสองฝ่ายมากน้อยแค่ไหนคะ

นโม พุทโธ ถาม การสาปแช่งมีผลต่อทั้งสองฝ่ายมากน้อยแค่ไหนคะ ขอรบกวนอาจารย์ค่ะ ปิยะลักษณ์ ถิรสุนทรากุล ตอบ การสาปแช่งมีผลในทางจิตใจต่อผู้สาปด้วยโทสะที่มีกำลังแรง จึงเป็นบาปทางใจอย่างแรง ในขณะเดียวกันเมื่อผู้ถูกสาปรู้ถึงการสาปแช่งนั้นถ้าผู้ถูกสาปมีอุปาทานเข้าไปยึดมั่นใส่ใจต่อคำสาปนั้น ก็ย่อมเกิดโทสะตามมา คือโกรธ หรือกลัว จนถึงอาจสร้างมโนสำนึก ถึงผลร้ายที่จะต้องเกิดขึ้นกับตนเองด้วยความหวาดกลัวซ้ำแล้วซ้ำเล่าซึ่งเป็นเหตุให้จิตเศร้าหมองเนืองๆ คล้ายตนของตนสาปแช่งตนเองเรื่อยไปอีกชั้นหนึ่งว่าจะต้องมีเหตุการณ์เช่นนั้นเช่นนี้ตามคำสาปนั้น แต่ถ้าผู้ถูกสาปไม่มีอุปาทานก็ไม่มีผลอะไรต่อผู้ถูกสาปครับ ถาม ถ้าผู้สาปนั้น สาปแช่งด้วยโทสะรุนแรงแต่ด้วยเวลานานวัน หายโกรธ หรือลืมบาปนั้นยังจะมีผลต่อผู้สาปหรือผู้ถูกสาปหรือไม่คะ ตอบ บาปเกิดขึ้นจากใจบุคคลผู้สาปแช่งผู้อื่น ย่อมยังจิตของตนให้เศร้าหมองไปแล้วด้วยใจ สิ่งใดเมื่อกระทำไปแล้วบาปก็ย่อมเกิดขึ้นในขณะที่ทำนั้นนั่นเอง ฉะนั้น เมื่อเราไม่อาจกลับไปแก้ไขอดีตได้ย่อมเป็นอันว่าลบล้างบาปนั้นไม่ได้ แม้ภายหลังจะลืมเลือนไปก็ตามบาปที่ทำแล้วก็ยังคงอยู่เช่นเดิม และที่สำคัญ เมื่อใจยังคงผูกโกรธบุคคลอื่นอยู่ บาปก็ย่อมส่งผลสืบเนื่องเรื่อยไปตราบใดที่ยังไม่ได้ให้อภัยกันลักษณะของจิตก็จะยังคงมัวหม่นอยู่เช่นเดิม เหมือนกับก้นหม้อที่ดำเพราะเถ้าถ่าน เราไม่ได้ใช้งานหรือสัมผัสมันก็เหมือนกับไม่มีความดำปรากฏ แต่เมื่อใช้งานหรือต้องสัมผัสกับมัน ก็ยังปรากฏว่าดำเลอะเทอะอยู่เช่นเดิมคล้ายจิตที่เจ้าโทสะ ก็ยังเจ้าโทสะอยู่เช่นเดิม เมื่อไรมีสถานการณ์ขึ้นอีกก็พร้อมบันดาลโทสะอีก ฉะนั้น ถ้าบาปที่สาปแช่งคนอื่นเอาไว้มีผลให้เขาต้องตกอบายภูมิ แม้ลืมไปแล้ว เวลาจะตาย ก็อาจระลึกขึ้นมาได้และนำไปสู่อบายภูมิได้เช่นเดิม ส่วนผลต่อผู้ถูกสาบแช่งไม่มีครับตราบเท่าที่ไม่ใส่ใจ ไม่กลัว หรือไม่เคียดแค้นตามไปด้วยครับ สมดังพุทธศาสนสุภาษิตว่า “อตฺตนา ว กตํ ปาปํ อตฺตนาสงฺกิลิสฺสติ อตฺตนา อกตํ ปาปํ อตฺตนา ว วิสุชฺฌติ สุทฺธิ อสุทฺธิ ปจฺจตฺตํ นาญฺโญอญฺญํ วิโสธเย” บุคคลทำกรรมชั่วเองย่อมเศร้าหมองเอง ผู้มิได้ทำย่อมบริสุทธิ์ ความบริสุทธิ์และเศร้าหมองเป็นของเฉพาะตน ไม่มีใครอาจเปลี่ยนบุคคลอื่นให้บริสุทธิ์หรือเศร้าหมองได้ (ขุ.ธ.๒๕/๒๒/๒๖ ขุ.ธ.อ.๔๒ หน้า ๒๒๑มมร.) ปิยะลักษณ์ ถิรสุนทรากุล ขอบคุณภาพจาก ธรรมะของคนสร้างภาพ ขอบคุณ chilljungloei.com

อ่านเพิ่มเติม »

หลายคนอาจยังไม่เคยรู้!! นี่คือ 8 อาหารที่คุณจะเลิกกินทันทีเมื่อรู้ว่ามันทำไมมาจากอะไร แต่ละอย่างหลายคนชอบกิน (สยองมาก) (ชมคลิป)

ทุกวันนี้เรากินอะไรเข้าไป? ได้อ่านบทความ รศ.ดร.วินัย ดะห์ลัน ผอ.ศูนย์วิทยาศาสตร์ฮาลาล เป็นเรื่องเกี่ยวกับสีผสมอาหาร เห็นว่าน่าสนใจดี ปกติดร.แกจะเขียนบทความเกี่ยวกับส่วนประกอบในอาหาร พอติดตามไปเรื่อยๆจะพบได้ว่าอาหารที่เรากินกันอยู่ทุกวันนี้มันสลับซับซ้อนมากแค่ไหน งานด้านฮาลาลก็จะตามสืบซอกแซกกันจนถึงต้นตอ นั่นเองถึงจะได้ตราฮาลาลมาประดับเป็นโลโก้ข้างผลิตภัณฑ์ ให้ลูกค้าหยิบสินค้าได้อุ่นใจขึ้นว่าจะไม่มีอะไรแปลกประหลาดในส่วนผสม กรณีฮาลาลของสีแดงจากแมลงโคชิเนียล สีแดงที่ใช้ในอาหารหลายชนิดอย่างเช่น โยเกิร์ต ไอศกรีม ช็อกโกแลตชนิดเคลือบสีแดง ฯลฯ มีการใช้สีแดงที่กล่าวกันว่ามาจากวัตถุดิบทางธรรมชาติ ทำให้คนเข้าใจว่ามาจากพืช ที่แท้เป็นแมลงที่เรียกว่าโคชิเนียล (cochineal) สีแดงที่ได้เรียกว่าคาร์มีนหรือคริมสัน แมลงชนิดนี้ที่เป็นตัวเมียหากนำมาต้มจะให้สีแดงสด ก่อนจะนำสีที่ได้ไปทำปฏิกิริยาเคมีกระทั่งเกิดเกลือแอมโมเนียของกรดคาร์มินิก ซึ่งเป็นผลึกสีแดง บ่อยครั้งเรียกสีชนิดนี้ว่า E120 อาหารโกเชอร์ของยิว อาหารมังสะวิรัติไม่รับรองผลิตภัณฑ์สีแดงจากแมลงชนิดนี้โดยพิจารณาว่ามาจากสัตว์สกปรกประเภทแมลง ส่วนกรณีฮาลาลนั้นตามมาตรฐานฮาลาลที่ยอมรับกันทั่วไปห้ามการบริโภคแมลงยกเว้นตั๊กแตน ดังนั้นแมลงโคชิเนียลจึงเป็นข้อห้าม อย่างไรก็ตาม อิสลามในมัสฮับ(ทัศนะ)มาลิกีส่วนใหญ่ยอมรับการบริโภคแมลงโดยมีเงื่อนไขยุ่งยากบางประการ มีบางส่วนไม่รับเด็ดขาด สีแดงจากแมลงโคชิเนียลจึงอาจบริโภคได้ในบางกรณีในมัสฮับมาลิกี กรณีมัสฮับ(ทัศนะ)ซาฟีอีซึ่งเป็นส่วนใหญ่ของมุสลิมในบ้านเรา ไม่บริโภคแมลงเช่นกัน แต่มีมุสลิมมัสฮับซาฟีอีบางกลุ่มตีความว่าการผลิตสีจากแมลงโคชิเนียลเป็นที่อนุมัติเนื่องจากถูกแปรสภาพไปแล้ว (อัลอิสติฮาละฮ์) ถึงกระนั้น มัสฮับซาฟีอีส่วนใหญ่ยังไม่ยอมรับการบริโภคสีจากแมลง โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำแมลงมาต้มนั้นถือว่าน้ำที่ต้มเป็นนญิส (สิ่งสกปรก) จึงห้ามเด็ดขาด ดังนั้นจึงแนะนำให้เลี่ยง และองค์กรรับรองฮาลาลหลายประเทศไม่แนะนำให้พยายามตีความว่าบริโภคได้ องค์กรศาสนาอิสลามที่รับรองฮาลาลในมาเลเซียแม้ไม่ห้ามการบริโภคสีชนิดนี้แต่ไม่ให้การรับรองฮาลาล องค์กรศาสนาอิสลามอินโดนีเซียทำเช่นเดียวกับมาเลเซียคือไม่รับรองฮาลาลโดยไม่ตีความว่าบริโภคได้หรือไม่ องค์กรศาสนาอิสลามที่ศรีลังกา ปากีสถาน อินเดีย อัฟริกาใต้ บรูไนและอีกหลายประเทศไม่ให้การรับรองฮาลาลสีคาร์มีนหรือสีโคชิเนียลหรือ E120 มีองค์กรศาสนาอิสลามที่ให้การรับรองฮาลาลของสหรัฐอเมริกาอย่าง IFANCA และยุโรปอย่าง Halal Food Council of Europe ให้การรับรองสีคาร์มีนจากแมลง สององค์กรนี้มีลักษณะเป็นองค์กรเดียวกัน การดำเนินงานไม่สามารถนำมาเป็นมาตรฐานได้ กรณีของประเทศไทยในปัจจุบันยังไม่รับรองสีกลุ่มนี้ เนื่องจากเป็นสีจากแมลงที่ขัดกับมาตรฐานฮาลาลที่ประเทศไทยใช้อยู่ ในส่วนการตีความว่าแปรสภาพอย่างสิ้นเชิงนั้นไม่สามารถทำได้โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฆ่าแมลงด้วยการต้มยิ่งทำให้สภาพนญิสหรือสกปรกชัดเจนขึ้น มีประเด็นปัญหาอยู่มากกระทั่งไม่จำเป็นต้องตีความ นอกจากนี้ยังอาจทำให้ไม่ได้รับการยอมรับจากหลายองค์กรศาสนาอิสลามในประเทศอื่น สำนักงานคณะกรรมการกลางอิสลามแห่งประเทศไทยจึงไม่รับรองสีกลุ่มนี้ มีสีแดงหลายชนิดที่สามารถนำมาทดแทนสีจากแมลงได้ เช่น Tomat-O-Red® สีแดงของสารไลโคปีนที่ได้จากมะเขือเทศ ใช้แทนสีจากแมลงได้ดี Ultra Stable Red™ ผลิตจากพืชบางชนิดใช้ทดแทนได้ดีเช่นกัน ดังนั้น การใช้สีแดงจากแมลงจึงไม่ใช่ความจำเป็นและควรหลีกเลี่ยง เรื่องน่าสนใจอย่างหนึ่งในตัวบทความคือ มีการกล่าวถึงทัศนะของนักวิชาการ 2 ท่านคือ ท่านชาฟีอี และท่านมาลิกี ซึ่งทั้งคู่เสียชีวิตไปพันกว่าปีแล้ว แสดงว่าเรื่องราวเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องใหม่แต่อย่างใด เป็นเรื่องเก่า(มาก) ความรู้ประเภทนี้มีมานานแล้วจนชวนให้คิดว่าแท้ที่จริงความรู้เก่าแก่ยังไม่ได้หายไปจนหมด แต่เป็นความใฝ่รู้ของเราที่หายไป เราจะกินโดยไม่สนใจความเป็นมานั้นได้ เป็นสิทธิ์ของเรา แต่เราก็เป็นผู้รับผิดชอบต่อสุขภาพของตัวเองเช่นกัน เมื่อก่อนพอพูดถึงเรื่องฮาลาล ทุกคนก็จะนึกถึงอาหารที่ไม่มีหมูเป็นหลัก ในความเป็นจริง “ฮาลาล” ที่แปลว่าอนุมัติ(พระเจ้าอนุมัติ) ครอบคลุมทุกอย่างในชีวิต ตั้งแต่เกิดจนตาย ตั้งแต่ตื่นจนเข้านอน เงินที่ฮาลาล งานที่ฮาลาล รักที่ฮาลาล มีรายละเอียดมากมายให้ศึกษา จะเขียนลง Storylog สักสิบปีก็คงไม่หมดง่ายๆ เพียงเรื่องกินอย่างเดียวก็มีรายละเอียดย่อยของอาหารลงไปอีกมาก เวลาเรียนรู้เรื่องพวกนี้จึงดูยากหน่อย หากแต่ในชีวิตประจำวันจริงนั้นง่ายดาย เพราะเราไม่ได้ทำทุกอย่างที่เรียนมาพร้อมกัน เราไม่ได้กินอาหารแปลกๆกันบ่อยนัก อาหารพื้นเพทั่วไปที่ทำกินกันเองในครัวก็มีอยู่มากโขและไม่มีปัญหาเรื่องฮาลาล จะมีที่ต้องระวังอยู่บ้างคืออาหารสำเร็จรูปตามห้างร้านที่เราไม่รู้ว่าผู้ผลิตใส่อะไรยิบย่อยลงไป หากเราขยันพลิกดูหลังบรรจุภัณฑ์อาหาร จะเห็นส่วนประกอบบางชนิดที่มันพิสดารไปจากชีวิตประจำวัน อย่างพวกสารให้ความคงตัว เจือสี วัตถุสังเคราะห์ กันเสีย กันบูด กันสารพัดจะกัน อาหารสำเร็จพวกนี้ผลิตในโรงงานที่ละมากๆ และต้องการคุณภาพแบบสม่ำเสมอในทุกชิ้น ผู้ผลิตจึงใส่สารบางอย่างเพิ่มลงไปให้อาหารคงที่ในรูป รส กลิ่น เสียง(เสียงด้วยไหม^^) เรื่องพวกนี้กองฮาลาลจะจัดการตรวจสอบให้เราหมด ด้วยหลักวิชาการด้านอาหารที่มีองค์ความรู้มายาวนานนับพันปีอย่างที่ได้กล่าวไปแล้ว นับว่าสะดวกดีสำหรับการใช้ชีวิตในยุคที่มีผลิตภัณฑ์อาหารละลานตาเช่นนี้ ถ้าจะมานั่งตรวจสอบเองทีละชิ้นก็คงไม่ต้องไปทำอย่างอื่นกัน ปล่อยให้เป็นหน้าที่ของกองฮาลาลเขาเถอะ แต่อาหารบางอย่าง ไม่มีฮาลาลใช่ว่าจะกินไม่ได้ อย่างผัก ผลไม้ ปลา ของกินพื้นบ้านนานาชนิด มันเป็นงานแฮนด์เมดแบกะดิน ทำปลูกทำขายด้วยเงินลงทุนเล็กน้อยย่อมไม่มีฮาลาลอยู่แล้ว เราก็ใช้สติปัญญาบวกกับความรู้ในเรื่องฮาลาลที่มีตัดสินใจเอาว่ากินได้ไหม อะไรดูคลุมเครือก็ออกห่าง ประเทศไทยมีของกินเยอะแยะมากมาย ไม่กินเจ้านี้ก็ยังมีเจ้าอื่นเต็มไปหมด สุดท้าย มีเรื่องน่าแปลกที่คุณอาจไม่เคยได้ยิน อาหารบางอย่างมุสลิมทำ บางทีมุสลิมก็กินไม่ได้ มุสลิมบางคนไม่มีความรู้ในเรื่องฮาลาล อาหารที่ทำออกมาจึงไม่ฮาลาล เปิดร้านอาหาร มุสลิมด้วยกันยังไม่กินก็มี บางคนขายโรตีมะตะบะแต่ไม่ล้างไข่ ไข่ไก่นะ ไม่ใช่ไข่คน(แต่ไข่คนขายก็ต้องล้างนะ ล้างมือด้วยล่ะ) ไข่มีมูลไก่ติดอยู่ เวลาตอกลงกระทะมันก็กินไม่ลง ใครขายอาหารเข้ามาอ่านเจอ เอาเทคนิคล้างไข่ไปเรียกลูกค้าได้ ลูกค้าบางคน (อย่างข้าพเจ้า) สายตามันซอกแซกนัก ถ้าเห็นคุณไม่ล้าง “ไข่” ก็อาจเดินผ่าน “ไข่” ได้ง่ายๆเช่นกัน คลิปต่อไปนี้ทางทีมงานจะพาไปชมกับคลิปเรื่องจริงที่หลายคนอาจยังไม่เคยรู้มาก่อน กับ 8 อาหารที่คุณจะเลิกกินทันทีเมื่อรู้ว่ามันทำไมมาจากอะไร แต่ละอย่างหลายคนชอบกิน จะมีอาหารอะไรบ้าง ลองไปชมจากในคลิปนี้กันเลย จัดทำ ไทยสด ภาพ : http://www.ddwcolor.com/natural-colours/carminic-acid-carmine-cochineal ข้อมูลประวัติ : http://alisuasaming.com/main/index.php/ulama/1386-guru07-12 ท่านชาพีอี เสียชีวิตในปี ฮ.ศ 204 ท่านมาลิกี เสียชีวิตในปี ฮ.ค.179 ปัจจุบันปี ฮ.ค.1437

อ่านเพิ่มเติม »

ไม่เชื่ออย่าลบหลู่!! 6 สิ่งที่ไม่ควรทำ ในเทศกาลปีใหม่ 2561 นี้ ไม่เช่นนั้นชีวิตจะแย่ลง!!

ผ่านไปอย่างรวดเร็ว สำหรับปี 2560 อีกไม่กี่วันก็จะขึ้นปีใหม่ 2561 แล้ว ซึ่งหลายๆ คนอาจจยังไม่รู้ว่า วันขึ้นปีใหม่ โบราณนานมาเค้ามีธรรมเนียมยึดถือปฏิบัติ เพื่อให้เกิดสิริมงคลแก่ชีวิตเกี่ยวกับสิ่งที่ไม่ควรทำในวันขึ้นปีใหม่ บางคนทำไปอาจจะทำให้ชีวิตตกต่ำได้เลย วันนี้ทางทีมงานจะพาไปทำความรู้จักกับอะไรไม่ควรทำในวันปีใหม่ทั้ง 6 อย่างนี้มีอะไรบ้างต้องไปดูกันเลย 1.ควรหลีกเลี่ยงการทำงานบ้านในวันที่ 1 ม.ค. เนื่องจากการทำงานบ้านเช่น การซักล้างหรือการปัดกวาดเช็ดถู จะเป็นการขับไล่ความโชคดีออกไป ดังนั้นการทำความสะอาดทุกอย่างควรเสร็จสิ้นภายสิ้นปีเท่านั้น 2.ไม่ควรสระผมหรือในวันสิ้นปีและวันเริ่มต้นปีใหม่ เนื่องจากการสระผม ถือเป็นการชะล้างความโชคดีที่กำลังจะมาถึงในศักราชใหม่ เเละตัดผมก็ควรดูเวลาที่เหมาะสม 3.ไม่ควรใช้ของมีคม เช่น มีด กรรไกร หรือที่ตัดเล็บ ฯลฯ เพราะการกระทำของของมีคม ถือเป็นการตัดสิ่งหรืออนาคตที่ดีที่จะมาถึงเช่นกัน 4.ควรระมัดระวังการใช้คำพูดที่มีความหมายไปในทางลบ หลีกเลี่ยงการโต้เถียง หรือคำที่เกี่ยวข้องกับการเจ็บป่วยหรือความตาย 5.หลีกเลี่ยงการเข้าร่วมกิจกรรมเกี่ยวกับงานศพและการฆ่าสัตว์ตัดชีวิต 6.ควรระมัดระวังในการทำสิ่งใดๆ ที่จะเกิดการสะดุด หรือทำสิ่งของตกแตก เพราะนั่นหมายถึงการนำความโชคร้ายเข้ามาให้ในอนาคต ที่มา: yumzaap.com

อ่านเพิ่มเติม »

ใครเท้าเหม็นมาทางนี้! ไม่ต้องทน…ขมคออีกต่อไป!! เผย! 5 วิธี!?? แก้ปัญหา “เท้าเหม็น” ง่ายมาก! ใครๆก็ทำได้ รับรองเห็นผลแน่นอน !!

ปัญหาเท้าเหม็น! เชื่อว่าเป็นอีกหนึ่งปัญหายิ่งใหญ่ ที่ใครหลายๆ คนต้องประสบพบเจอ ซึ่งผลเสีย ทำให้กลิ่นที่ไม่พึงประสงค์ถูกปล่อยออกมาจากเท้า จนคนรอบข้างต่างพากันไม่อยากเข้าใกล้ แม้ว่าตัวของเราเอง ก็ไม่อยากให้เท้าเหม็นก็ตาม ในวันนี้เรามีวิธีง่ายๆ ที่จะช่วยแก้ปัญหาเท้าเหม็นด้วยกัน 5 วิธี ซึ่งจะมีอะไรนั้น ไปชมกันเลย!! 1. ควรล้างเท้าให้สะอาด อย่าปล่อยให้เท้าของเรานั้น อับชื้นเด็ดขาด !! เท้าของเรานั้นควรได้รับการดูแลเป็นอย่างดี ซึ่งจะต้องล้างด้วยน้ำอุ่นทุกวัน พร้อมกับนำสบู่ขัดให้ทั่วเท้า ตามซอกนิ้วเท้าไปกระทั่งจนถึงตาตุ่ม เพื่อขจัดสิ่งสกปรกที่ตกค้างให้หมดไป นอกจากนี้ ก็ควรที่จะเช็ดเท้าให้แห้ง อย่าปล่อยให้เท้าเปียกเด็ดขาด เพราะจะทำให้เท้าอับชื้นได้ ควรหาผ้าขนหนูมาเช็ดให้แห้ง จากนั้นก็โรยแป้งที่เท้า ป้องกันการเกิดเชื้อรา ทั้งนี้เราต้องหมั่นตัดเล็บและขัดผิวเท้าเป็นประจำ เพื่อสุขภาพเท้าที่ดีของเรานั่นเอง 2. ควรสวมใส่ถุงเท้า อย่างสม่ำเสมอ ในการดำเนินชีวิต และทำกิจกรรมต่างๆในทุกวัน เราควรที่จะสวมถุงเท้าอยู่ทุกเมื่อ เพราะถุงเท้าจะสามารถดูดซับเหงื่อ ที่ร่างกายของเราหลั่งออกมา แต่บางทีชุดที่เราสวมใส่อยู่นั้น ก็ไม่เหมาะกับการใส่ถุงเท้า เราจึงควรทาผลิตภัณฑ์ระงับเหงื่อ ในจุดบริเวณง่ามนิ้วและ ฝ่าเท้าเสมอ ทั้งนี้ก็เพื่อป้องกันการอับชื้นของเท้า 3. ไม่ควรสวมใส่รองเท้าคู่เดิมติดต่อกัน และควรหมั่นจัดเก็บรองเท้าให้เป็นระเบียบเรียบร้อย การใส่รองเท้าติดต่อกันหลายๆวัน อาจทำให้สิ่งสกปรกที่ตกค้างภายในรองเท้า เกิดการหมักหมม ส่งผลให้เกิดกลิ่นอับทำให้เท้าของเราเหม็นได้ ซึ่งใครก็ตามที่ใส่รองเท้าคู่เดิมซ้ำๆกัน ก็ควรหารองเท้าอีกคู่มาสลับใส่ นอกจากนี้ ควรหมั่นดูแลที่เก็บรองเท้าให้สะอาดอยู่ส่ม่ำเสมอ ควรนำรองเท้าเก็บไว้ในบริเวณที่มีอากาศถ่ายเท ไม่ควรโรยแป้งที่ช่วยป้องกันเชื้อราในรองเท้าทั้งก่อนและหลังสวมใส่เสมอด้วย ทั้งนี้ ควรกำจัดความชื้นให้ออกจากรองเท้าให้หมดไปด้วยการทำให้รองเท้าแห้งสนิทอย่างน้อย 24 ชั่วโมง หลังจากที่เราใส่รองเท้าเสร็จเรียบร้อยแล้ว 4. หา สเปรย์ระงับเหงื่อ หรือ แอลกอฮอล์เช็ด หากเท้าของคุณ มีกลิ่นเหม็นมาก อีกหนึ่งวิธีนั่นก็คือ ควรนำผ้าขนหนูชุบวอดก้า หรือ แอลกอฮอล์ แล้วนำมาเช็ดทั่วเท้า ทุกซอกทุกมุม และถ้าหากใครมีเหงื่อที่เท้ามาก ก็ควรลองหาสเปรย์ระงับเหงื่อมาฉีดพ่นบริเวณเท้าดู ซึ่งจะสามารถ่วยระงับกลิ่นเท้าได้ดี 5. หากเท้าเหม็นมาก จนเกินเยียวยา!! ควรไปพบแพทย์ การพบแพทย์แพทย์ถือเป็นวิธีที่ดีที่สุด หากใครก็ตามที่มีอาการเท้าเหม็นเกินเยียวยา ก็ควรที่จะไปพบแพทย์ทางด้านผิวหนัง เพราะจะช่วยรักษาให้ตรงจุด รวมถึงแนะวิธีการรักษา ตลอดจนวิธีเลือกใช้ผลิตภัณฑ์กำจัดกลิ่นต่าง ๆ มาใช้เพื่อแก้ปัญหาเท้าเหม็นไปอีกด้วย Cr. Kapook ///////////////////////////////////////////////////////////////////// ที่มา : http://www.tnews.co.th/contents/393162

อ่านเพิ่มเติม »

โคตรทึ่ง!! ต้องไปหามากินให้ได้นะ!! พืชชนิดนี้ช่วยฆ่าเซลล์มะเร็งได้ในเวลาเพียง 16 ชั่วโมง!

ชาวจีนได้ค้นพบว่า ต้นชิงเฮา ( Artemisinin หรือ qinghao su ) มีสารอาร์เทมิซินิน (Artemisinin) สามารถฆ่าเซลล์มะเร็งเต้านมได้ถึง 98 % และยังสามารถต่อสู้กับมะเร็งชนิดอื่นๆ ได้อีกเช่นกัน “วิทยาศาสตร์ชีวภาพ” ได้บอกรายละเอียดเพิ่มเติมว่า พืชชนิดนี้มีสารอาร์เทมิซินินถึง 28% ซึ่งมันสามารถจัดการกับเซลล์มะเร็งเต้านมและยังช่วยยับยั่งการเกิดโรคมะเร็งได้อย่างดีเยี่ยม และสิ่งที่สำคัญมากคือสารในต้นชิงเฮาไม่ก่อให้เกิดอันตรายใดๆ กับเซลล์อื่นๆ ในร่างกายของเรา การแพทย์แผนจีนนิยมใช้ต้นชิงเฮามานานนับพันๆ ปี เนื่องจากมันอุดมไปด้วยธาตุเหล็กที่ใช้รักษาโรคมาลาเรียและฆ่าปรสิตได้เป็นอย่างดี ต้นชิงเฮา (Artemisinin) ช่วยยับยั้งกระบวนการสร้างโมเลกุล E2F1 ซึ่งช่วยหยุดเซลล์มะเร็งเต้านมและยังช่วยควบคุมการเจริญเติบโตของเซลล์มะเร็งอย่างมีนัยสำคัญ กล่าวโดย นักวิจัยโรคมะเร็งมหาวิทยาลัยแคลิฟอร์เนีย ธาตุเหล็กที่เข้าไปสะสมในเซลล์มะเร็งจะช่วยรักษาเสถียรภาพของเซลล์ ทำให้เซลล์กลับมาอยู่ในสภาพปกติ นอกจากนี้การรวมตัวของเหล็กและสารอาร์เทมิซินินเป็นสิ่งที่ดีมากในการยับยั่งเซลล์มะเร็ง จวบจนทุกวันนี้ยังยากที่จะประเมินมูลค่าที่เหมาะสมของสารสกัดชนิดนี้ได้ นอกเสียจากจะเพิ่มปริมาณการเพาะปลูกพืชชนิดนี้ให้มากขึ้นเพื่อให้มีราคาที่เข้าถึงได้ง่ายมากขึ้น ////////////////////////////// ขอบคุณข้อมมูลจาก : healthyandnatural.life , rak-sukapap.com

อ่านเพิ่มเติม »

ควรรู้ไว้ !! 7 อาหาร ที่ “อันตราย” ในเซปเปอร์มาเก็ต ที่คุณไม่รู้ เช็คด่วน!!?

7 อาหาร “อันตราย” ในซุปเปอร์มาเก็ต ที่พนักงานไม่ได้บอกคุณ!! เชื่อว่าหลายๆคนคงจะจับจ่ายซื้ออาหารกันที่ซุปเปอร์มาเก็ต เพราะทั้งง่ายและสะดวก อาหารก็สดใหม่น่ารับประทาน แต่ก็ยังมีอาหารบางอย่างที่ถูกพบว่าไม่สะอาดตามหลักโภชนาการ ซึ่งอาหาร 7 ชนิดต่อไปนี้ เป็นอาหารที่ควรเลี่ยง จะมีอะไรบ้าง มาดูกันเลย 1. เนื้อบด: บดจากเนื้อทุกส่วนรวมกัน ภายนอกดูแล้วเหมือนเนื้อสัตว์บดทั่วไป แต่กระบวนการผลิตนั้นใช้เนื้อสัตว์จากหลายส่วนที่ถูกตัดเหลือจากการแบ่งชิ้นขายมาบดรวมกัน เมื่อผ่านเครื่องบดแล้วพวกสิ่งสกปรกฝุ่นผงหรือแม้แต่ขนหมูก็จะถูกบดรวมไปในนั้น ทำให้ไม่สามารถล้างทำความสะอาดออกได้ 2. เนื้อวัว: มียาปฏิชีวนะเกินกำหนด หลังจากปี2010 กระทรวงการเกษตรของประเทศสหรัฐอเมริกาได้ออกรายงานมาว่าเนื้อวัวบางส่วนที่ได้รับยาปฏิชีวนะในฟาร์มเลี้ยงเกินกำหนด เมื่อยาเหล่านี้ตกค้างไม่สามารถย่อยสลายได้หมด หากเราบริโภคเนื้อวัวเหล่านี้อาจส่งผลต่อไตและระบบประสาทได้ 3. ข้าวโอ๊ต: มีโลหะหนักปนเปื้อน ข้าวโอ๊ตสำเร็จรูปที่ขายตามซูเปอร์มาร์เก็ตนอกจากจะไม่มีประโยชน์ต่อร่างกายแล้วยังมีผลเสียอีกด้วย ด้วยปริมาณน้ำตาลสูง ให้พลังงานสูง หลังจากตรวจสอบพบว่าในข้าวโอ๊ตสำเร็จรูปยังมีสารโลหะหนักปนเปื้อนด้วย 4. กุ้งแช่แข็ง: ไม่สดใหม่ กุ้งแช่แข็งอยากไม่สดอย่างที่คิด แท้จริงแล้วมันถูกแช่ไว้ในตู้แช่แข็งมาเกือบครึ่งปี ได้มีการใช้ยาและสารเคมีก่อนแช่แข็ง เพื่อให้เนื้อกุ้งคงความสดใหม่ 5. เนื้อสัตว์เป็นแพ็ค: มีแบคทีเรียจำนวนมาก Iowa State University ของสหรัฐอเมริกาทำการวิจัยพบว่า ผลจากการใช้ยาปฏิชีวนะต่างๆในการเลี้ยงหมู ทำให้สารตกค้างในเนื้อหมูเพิ่มขึ้นและยังเพิ่มปริมาณแบคทีเรียมากขึ้นตามด้วย 6. ผลไม้แช่แข็ง: ขึ้นราได้ง่าย เมื่อนำผลไม้แช่แข็งมาละลายมองดูแล้วเหมือนยังสดใหม่อยู่ก็จริงแต่ความชื้นในเนื้อผลไม้จะพบว่ามีแบคทีเรียและขึ้นราได้ง่ายกว่าผลไม้สดนั่นเอง 7.อาหารกระป๋อง นิตยาสารประเทศฝรั่งเศส (Le Nouvel Observateur) ระบุว่าสารเคมีที่ใช้ในผลิตภัณฑ์อาหารกระป๋องนั้นส่งผลต่อระบบฮอร์โมนโดยเฉพาะกับวัยรุ่นเพศหญิง แล้วยังอาจส่งผลเสียต่อสมองและระบบหลอดเลือดหัวใจ ขอบคุณที่มา: hereyim.com

อ่านเพิ่มเติม »

30 เคล็ดลับ ง่ายๆ ที่ทำให้ลูกฉลาด!! ช่วยลูกสมองดี หัวไวตั้งแต่ยังแบเบาะ

30 วิธีทําให้ลูกฉลาด: สิ่งที่เป็นเครื่องมือสู่การต่อยอดและช่วยกระตุ้นพัฒนาการทางสมองของลูกน้อยได้ดีที่สุดก็คือ “พ่อแม่” โดยเฉพาะในขวบปีแรก ที่พ่อแม่คอยดูแลเอาใจใส่ แค่คำพูด เสียงร้องเพลง เสียงหัวเราะ หรือแม้แต่กิจกรรมเล็ก ๆ ที่ทำกับลูกน้อย ก็จะส่งผลให้ลูกฉลาดได้นะคะ วิธีทําให้ลูกฉลาด 30 วิธี วิธีทําให้ลูกฉลาด 30 วิธีง่ายๆ ช่วยลูกสมองดี หัวไว ทันคนตั้งแต่ยังเล็ก เลี้ยงลูกให้ฉลาดด้วยกิจกรรมที่พ่อแม่ทำได้ง่าย ๆ ลองใช้วิธีเหล่านี้กับเบบี๋ดูนะคะ วิธีทําให้ลูกฉลาด 1. ตามองตา เมื่อหนูน้อยลืมตาตื่นขึ้น ให้คุณพ่อคุณแม่ลองมองหน้าสบสายตากับเจ้าตัวน้อย เด็กแรกเกิดจะจดจำใบหน้าของคนได้เป็นสิ่งแรกเสมอ และใบหน้าของพ่อแม่คือใบหน้าแรกที่ลูกอยากจะจดจำ ซึ่งแต่ละครั้งที่หนูน้อยจ้องมองใบหน้า สมองก็จะบันทึกความทรงจำไว้เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ด้วย 2. พูดต่อสิลูก ตอนคุณแม่พูดกับลูกน้อย ให้ลองเว้นช่องว่างในช่วงคำง่าย ๆ ที่ลูกจะสามารถพูดต่อได้ เช่น พยางค์สุดท้ายของคำ หรือคำสุดท้ายของประโยค ในช่วงแรก ๆ ลูกอาจจะเงียบและทำหน้างง แต่ถ้าทำแบบนี้บ่อย ๆ ในประโยคซ้ำ ๆ ลูกจะค่อย ๆ จับจังหวะ จับคำพูดบางคำได้ และเริ่มพูดต่อในช่วงว่างที่พ่อแม่หยุดไว้ให้ 3. ฉลาดเพราะนมแม่ ผลการศึกษาในเด็กวัยเรียนพบว่า เด็กที่กินนมแม่ตอนที่เป็นทารกมักจะมีไอคิวสูงกว่าเด็กที่ไม่ได้กินนมแม่ ดังนั้นถ้าคุณแม่สามารถให้นมได้นานที่สุดเท่าที่จะทำได้ ก็จะส่งผลดีต่อลูก 4. ทำหน้าตลกใส่ลูก เช่น การแลบลิ้นปลิ้นตา หรือทำหน้าประหลาด ๆ ตลก ๆ ใส่ลูก เด็กน้อยเพียงแค่อายุ 2 วันก็มีความสามารถเลียนแบบการแสดงออกทางสีหน้าอย่างง่าย ๆ ของพ่อแม่ได้ แถมยังสร้างรอยยิ้มร่วมกันได้อีก 5. กระจกวิเศษ กระจกถือเป็นอุปกรณ์การเล่นที่แสนวิเศษของลูก ทารกเกือบทุกคนชอบส่องกระจก หนูน้อยจะสนุกที่ได้เห็นเงาของตัวเองในกระจก แถมยังมีการขยับแขนขาโบกมือหรือยิ้มแย้มหัวเราะตอบออกมาทุกครั้ง 6. มากกว่าการอาบน้ำ ช่วงจังหวะที่อาบน้ำให้ลูกน้อยนั้น คุณแม่สามารถสอดแทรกคำศัพท์ลงไปได้ เช่น สอนให้ลูกรู้จักส่วนต่าง ๆ ของร่างกาย หรือบรรยายให้ลูกฟังไปด้วยว่ากำลังทำอะไรและจะทำอะไรต่อ เช่น แม่กังถูสบู่ให้ลูกอยู่นะ เพื่อช่วยให้ลูกได้เรียนรู้กับคำศัพท์และเกี่ยวกับกิจวัตรประจำวันไปในตัวด้วย วิธีทําให้ลูกฉลาด 7. สองภาพที่แตกต่าง ถือรูปภาพ 2 รูป ที่คล้ายกันให้ลูกมอง โดยวางให้ห่างจากใบหน้าของลูกประมาณ 8-12 นิ้ว เช่น ภาพรูปบ้านที่เหมือนกันทั้งสองรูป แต่อีกรูปหนึ่งมีต้นไม้ต้นใหญ่อยู่ข้างบ้าน แม้ยังเป็นเด็กทารกแต่ลูกจะสามารถสังเกตเห็นความแตกต่างนี้ได้ เป็นการสร้างความจำที่จะเป็นพื้นฐานในการจดจำตัวอักษรและการอ่านสำหรับลูกต่อไป 8. ชมวิวนอกบ้าน พาลูกออกไปเดินเล่นนอกบ้าน และบรรยายสิ่งที่เห็นให้ลูกฟัง เช่น ต้นไม้สีเขียวมีนกเกาะเต็มไปหมด ดอกไม้สีแดง การบรรยายสิ่งแวดล้อมให้ลูกฟังสร้างโอกาสการเรียนรู้คำศัพท์ต่าง ๆ ให้กับลูกได้นะคะ 9. ทำเสียงประหลาด ทำเสียงเป็นสัตว์ประหลาด หรือเสียงสัตว์ต่าง ๆ เป็นเสียงสูง เลียนแบบเสียงเวลาที่ลูกพูด ทารกน้อยจะพยายามปรับการรับฟังเสียงให้เข้ากับเสียงต่าง ๆ จากพ่อแม่ เป็นการเสริมทักษะการได้ยินของลูกได้ดีทีเดียว 10. ร้องเพลงหรรษา มีนักวิจัยค้นพบว่า จังหวะดนตรีเกี่ยวพันกับการเรียนรู้คณิศาสตร์ของลูก ดังนั้นการสร้างเสียงและจังหวะส่วนตัวขึ้นมา อาจจะเป็นเพลงที่คุณแม่แต่งเองขึ้นมาแล้วใส่เสียงสูงต่ำแบบการร้องเพลงเข้าไป เช่น เวลาเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูก ก็ร้องเพลงเกี่ยวกับการเปลี่ยนผ้าอ้อมให้ลูก หรือเปิดเพลงชนิดต่าง ๆ ให้ลูกฟัง เช่น เพลงโมสาสที่เคยเปิดให้ลูกฟังตอนท้อง หรือจะเป็นเพลงลูกทุ่ง บางวันเป็นเพลงบรรเลง หรือเพลงป๊อปทั่วไปให้ลูกฟังทุกวันดูนะคะ 11. เป่าลมฟู่ว ๆ การเป่าลมเบา ๆ ไปตาม ใบหน้า มือ แขน หรือท้องของลูก หาจังหวะในการเป่าของตัวเอง เช่น เป่าเร็ว ๆ สลับกับช้า หรือเป่าแล้วตามด้วยเสียงต่าง ๆ ตามแต่จินตนาการของพ่อแม่ จะช่วยให้ลูกน้อยกระปรี้กระเปร่าขึ้นและสามารถสังเกตปฏิกริยาตอบสนองทางด้านอารมณ์จากลูกได้ 12 .พ่อแม่คือของเล่นที่ดีที่สุด เพียงแค่คุณพ่อหรือคุณแม่นอนราบลงไปบนพื้น และปล่อยให้หนูพยายามคลานข้ามตัวไป เพียงแค่นี้ร่างกายของคุณพ่อคุณแม่ก็จะกลายเป็นสนามเด็กเล่นที่ดีและราคาถูกที่สุด โดยไม่ต้องลงทุนไปซื้อของเล่นราคาแพงให้ลูก เพราะการเล่นแบบนี้จะทำให้หนูน้อยรู้สึกผูกพันกับพ่อแม่ และได้พัฒนากล้ามเนื้อให้ทำงานสัมพันธ์กับการเรียนรู้เรื่องการแก้ปัญหาไปพร้อมกัน วิธีทําให้ลูกฉลาด 13. พาลูกไปช็อปปิ้ง นาน ๆ ครั้งพาลูกน้อยออกไปซื้อของที่ซุปเปอร์มาเก็ตด้วยกันบ้าง การพาลูกออกนอกบ้านจะทำให้ลูกได้เห็นใบหน้าผู้คนอันหลากหลาย และเห็นสิ่งอื่น ๆ ทำให้ลูกน้อยได้ตื่นตาตื่นใจมากขึ้น 14. ให้ลูกมีส่วนร่วม พยายามให้ลูกได้มีส่วนร่วมในกิจวัตรต่าง ๆ เช่น ถ้ากำลังจะปิดไฟก็อาจจะบอกลูกว่า แม่กำลังจะปิดแล้วนะ เสร็จแล้วจึงกดปิดสวิชต์ไฟ นี่จะเป็นการสอนให้ลูกเรียนรู้เกี่ยวกับเหตุและผล ลูกน้อยจะเรียนรู้ว่าเมื่อคุณแม่กดสวิชต์ หลอดไฟจะปิด เป็นต้น 15. ปู่ไต่ การหัวเราะเป็นจุดเริ่มต้นของพัฒนาการด้านอารมณ์ขัน การเล่นปูไต่ทำให้เด็กเรียนรู้เกี่ยวกับการคาดเดาเหตุการณ์ด้วยว่า นิ้วมือของพ่อแม่กำลังจะไต่ไปไหนต่อ ปูจะไต่จากไหนไปถึงไหนกันนะ เป็นต้น 16. อ่านหนังสือให้ลูกฟัง มีผลการวิจัยออกมาว่าการอ่านหนังสือช่วยให้ลูกเรียนรู้เรื่องภาษาได้จริง ๆ เด็ก 8 เดือนสามารถเรียนรู้จดจำการเรียงลำดับคำในประโยคที่ผู้ใหญ่อ่านให้ฟังซ้ำ 2-3 ครั้งได้ ดังนั้น อย่าปล่อยให้โอกาสทองในการจดจำของลูกผ่านเลยไปด้วยการหาเวลาในแต่ละวันอ่านหนังสือให้ลูกฟังเป็นประจำนะคะ วิธีทําให้ลูกฉลาด 17. ทิชชู่หรรษา อุทิศทิชชู่ที่เหลืออยู่เพียงเล็กน้อย ให้ลูกได้ลองดึงเล่น ลองสัมผัส เพราะการที่เด็กน้อยได้ขยำหรือขยี้กระดาษให้ยับย่น หรือพับให้เรียบนั้นเป็นการฝึกประสาทสัมผัสและการใช้มือของลูกเป็นอย่างดี 18. เล่นจ๊ะเอ๋ การเล่นจ๊ะเอ๋ เพียงแค่พ่อแม่เอามือปิดหน้าตัวเอง แล้วพูด “จ๊ะเอ๋” แค่นี้นอกจากจะทำให้ลูกหัวเราะแล้ว ยังช่วยให้ลูกเรียนรู้ว่าเมื่อสิ่งของหายไปแล้วสามารถกลับคืนมาได้ 19. สัมผัสที่แตกต่าง หาสิ่งของที่มีผิวสัมผัสแตกต่างกัน เช่น ผ้าไหม ผ้าขนสัตว์ ไม้ หรือผ้าฝ้าย ค่อย ๆ นำพื้นผิวแต่ละอย่างไปสัมผัสแก้ม เท้า หรือท้องลูกเบา ๆ ระหว่างนี้คุณพ่อคุณแม่ก็บรรยายให้ลูกฟังไปด้วยว่าความรู้สึกเมื่อถูกสัมผัสเป็นอย่างไร เช่น อันนี้นุ๊ม นุ่ม อันนี้แข็ง ๆ เป็นต้น 20. ให้ลูกผ่อนคลายและอยู่กับตัวเองบ้าง ให้เวลาประมาณ 5-10 นาที ในแต่ละวัน นั่งเงียบ ๆ สบาย ๆ กับลูกน้อยบนพื้นบ้าน ไม่ต้องเปิดเพลง เปิดไฟ หรือเล่นอะไรกัน ปล่อยให้ลูกได้สำรวจสิ่งต่าง ๆ ตามใจชอบ โดยที่คุณพ่อคุณแม่ไม่ต้องไปยุ่งกับลูก และรอดูว่าลูกน้อยจะคลานเข้ามาหาพ่อแม่ตอนไหน ถือเป็นการฝึกความเป็นตัวของตัวเองให้ลูกขั้นแรก 21. มื้ออาหารแสนสนุก เข้าสู่วัยที่ลูกน้อยสามารถกินอาหารเสริมได้หลากหลายขึ้น ลองจัดอาหารที่ลูกสามารถใช้มือจับได้ให้มี ชนิด ขนาด และพื้นผิวที่แตกต่างกันไป …

อ่านเพิ่มเติม »

รีบแชร์! ใช้อาวุธปืนป้องกันตัว ตามกฏหมายแล้วสามารถยิงได้กี่นัด ถึงจะไม่ติดคุก?

ทุกวันนี้ข่าวโจรขึ้นบ้าน ปล้น จี้ ชิงทรัพย์ มีให้เห็นมากมาย ก่อเหตุได้ทุกวัน แล้วถ้าหาก เหตุการณ์แบบนี้ดันเกิดขึ้นกับคุณขึ้นมาละ จะทำไงดี ถึงจะมีอาวุธแต่ถ้ายิงโจรตายก็กลายเป็นสะงั้น ช่างไม่ยุติธรรมเลย วันนี้นายฟรีสไตล์มีความรู้มาฝาก เกี่ยวกับการใช้อาวุธปืนในการใช้ป้องกันตัว ว่าสามารถยิงได้กี่นัดถึงไม่ติดคุก โดยผู้ใช้เฟสบุ๊คชื่อ เกิดผล แก้วเกิด ได้โพสข้อความให้ความรู้ เมื่อเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือ ทรัพย์สิน หากจำเป็นต้องใช้อาวุธปืน ยิงเพื่อป้องกันตามกฎหมาย ได้ระบุข้อความว่า…. เมื่อเกิดอันตรายต่อชีวิต ร่างกาย หรือ ทรัพย์สิน หากจำเป็นต้องใช้อาวุธปืน ยิงเพื่อป้องกันตามกฎหมาย สามารถใช้อาวุธปืน ยิงคนร้าย ได้กี่นัด คำตอบ… กฎหมายไม่ได้ระบุไว้ว่า การป้องกันจะต้องทำอย่างไร การป้องกันไม่จำกัดวิธีการ ขอเพียงให้ภยันตรายนั้นๆ หยุดลง และเมื่อพ้นอันตรายแล้ว ก็ให้หยุดทำ ดังนั้น การจะใช้อาวุธปืนยิงคนร้าย เจตนาตามกฎหมายเพียงแค่ ให้คนร้ายหยุดกระทำการอันเป็นอันตราย ต่อชีวิต ร่างกาย หรือทรัพย์สินเราก็เพียงพอ เช่น คนร้ายไม่มีอาวุธ เราใช้ปืนยิงขู่ หรือยิงขาก็เพียงพอ แต่ถ้าคนร้ายมีอาวุธ เช่น มีด หรือ ปืน เรายิงไป 1 นัด แล้วคนร้ายล้มลง อาวุธมีด หรือ ปืน หลุดจากมือคนร้าย เราคุมสถานการณ์ได้ กรณีนี้ 1 นัดก็เพียงพอ หากยิงซ้ำจนเขาตาย ก็อาจกลายเป็นป้องกันเกินสมควรแก่เหตุ หรือ มีเจตนาฆ่า แต่ถ้าคนร้าย มีอาวุธปืน หรือมีมีด ถูกยิง 1-2 นัดแล้ว ไม่หยุด และยังมีท่าทีเป็นภัยต่อเรา เราก็สามารถยิงซ้ำได้ จนกว่าคนร้ายจะหยุด เพื่อให้เราพ้นภยันตราย (ส่วนความตายเป็นผลจากการถูกยิง ไม่ใช่เจตนาของเรา) ดังนั้น ยิงได้ จนกว่าจะหยุด หยุดแล้ว … ห้ามยิงซ้ำ … ๓๔๗๕/๒๕๓๒ ผู้เสียหายเข้าไปในบ้านจำเลยและยิงปืน ๑ นัด และแสดงอาการจะทำร้ายจำเลย จำเลยใช้ปืนยิงไป ๖ นัด โดยไม่ปรากฏว่าผู้เสียหายล้มลงหรือจะหยุดการคุกคามเมื่อใด และผู้เสียหายยังสามารถหลบหนีออกไปจากบ้านของจำเลยได้ เช่นนี้ ถือได้ว่าจำเลยได้กระทำไปเพื่อป้องกันตน และเป็นการกระทำที่พอสมควรแก่เหตุ จำเลยจึงไม่มีความผิด คอมเมนต์… เคยรู้บ้างหรือเปล่า… ระวังกันด้วยนะจ๊ะ.. คาใจกันไหม? ขอบคุณที่มา : Siamnews

อ่านเพิ่มเติม »

เกิดเป็นหญิงชีวิตแสนลำบาก..!! การ์ตูน “ฮา” ตีแผ่ ความลำบากของชีวิตผู้หญิง อะไรมันจะตรงมากขนาดนี้

ตีแผ่ชีวิตของผู้หญิง ว่าการใช้ชีวิตของ ผู้หญิงนั้นจะลำบากยากแสนเข็นขนาดไหน ขอบอกเลยว่ามันตรงมากๆ ซึ่งจะมีเรื่องราวความลำบากของชีวิต ผู้หญิงเอามาให้ท่านลองชม ว่าจริงแค่ไหน เพราะผู้หญิงจะต้องมีสิ่งให้ต้องกังวลในเรื่องต่างๆมากมายในชีวิตประจำวัน เช่น ความสวยก่อนออกจากบ้าน ไหนจะเรื่องวันนั้นของเดือนอีก เราลองไปชมกันเลย บอกเลยว่าเป็นอะไรที่ตรงกับผู้หญิงเป็นอยางมาก นี่แหละที่เขาบอกว่าเกิดเป็นผู้หญิงนั้นแสนลำบาก มีมากมายหลายเรื่องให้ต้องกังวล วันนี้เราก็มีภาพฮาๆมาฝาก มาดูกัน เป็นการรวมภาพการ์ตูนล้อเลียนเสียดสีที่ดูแล้วฮาจริงๆสำหรับการ์ตูนชุดนี้ที่เฟซบุ๊ค อีปุก นักวาดการ์ตูนล้อเลียนเสียดสีสังคมชื่อดังแห่งโลกโซเชียลได้มีการจัดทำขึ้นมา เป็นการตีแผ่ชีวิตความยากลำบากที่ผู้หญิงต้องพบเจอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องการแต่งหน้า ทำผม การเป็นประจำเดือนหรือการใช้ชีวิตประจำวันที่คุณผู้หญิงทั้งหลายดูแล้วจะต้องร้องอุทานบอกว่า นี่มันชีวิตตรูชัดๆ ขอบคุณรูปภาพจาก อีปุ๊ก , knomjean.com

อ่านเพิ่มเติม »

ทำอะไรติดๆขัดๆ ทำบุญไม่ขึ้น ลองอ่านดูแล้วชีวิตคุณจะเปลี่ยนไปอย่างอัศจรรย์!!

ทำอะไรติดๆขัดๆ ทำบุญไม่ขึ้น ลองอ่านดูแล้วชีวิตคุณจะเปลี่ยนไปอย่างน่าใจหาย ตั้งใจอ่านให้ดีนะครับ อ่านจบอย่าเก็บไว้คนเดียวช่วยแชร์ให้ด้วย แพทย์ผ่าตัดโรคหัวใจมือหนึ่ง..เล่าเรื่องประสบการณ์ขอขมาเจ้ากรรมนายเวรและบทขอขมา อโหสิกรรม..ว่า ปกติเป็นคนที่สวดมนต์ ไหว้พระก่อนนอน จะท่องเฉพาะบท “นโมตัสสะ ฯลฯ” กราบ 3 ครั้ง แล้วนอนเลย แต่เมื่อก่อนปีใหม่ ได้หนังสือสวดมนต์มา ก็เลยได้สวดบท ขอขมาอโหสิกรรม เจ้ากรรมนายเวร ตอนสวดครั้งแรก ก็ไม่คิดอะไรมาก คิดแค่ว่า เป็นบทที่น่าสวดดี หลังจากสวดเสร็จ .คืนนั้น… ฝันเห็นผู้หญิงใส่ชุด สีชมพูแดง มานั่งคุยด้วย เธอบอกว่า เมื่อก่อนโกรธเรามาก แต่มาวันนี้ ไม่โกรธแล้ว พอเราตื่นขึ้นมา เรารู้สึกว่าอิ่มเอมใจ แบบอธิบายไม่ถูก คุยกับแม่ แม่ว่า คงเป็นเจ้ากรรมนายเวร เขามาอโหสิกรรมให้ ก็เลยไปเล่าให้เพื่อน สนิทฟัง เพื่อนก็เลย ขอให้ส่งบทสวด บทนั้นให้ พอเพื่อนเราสวด เธอก็ฝันเห็น เด็กตัวเล็ก ๆ บอกเธอว่า เขากำลังจะไปเกิด เธอบอกว่า เธอรู้สึกดีมาก ๆ ก็เลยอยากจะแชร์บท สวดมนต์ให้เพื่อนๆ เผื่อใครสนใจอยากจะสวดบทอธิฐานขออโหสิกรรม กายะกัมมัง วะจีกัมมัง มะโนกัมมัง สัญจิจจะกัมมัง อะสัญจิจจะกัมมัง ขะมันตุ เม อะโหสิกัมมัง ภะวะตุ เม กรรมใด ๆ ไม่ว่าจะเป็น กายกรรม วจีกรรม มโนกรรม ที่ข้าพเจ้าได้ทำล่วงเกินแก่ผู้ใดทั้งโดยตั้งใจก็ดี ไม่ได้ตั้งใจก็ดี ในภพชาติใดก็ตาม ขอให้เจ้ากรรม นายเวรทั้งหลาย จงโปรดยกโทษ ให้เป็นอโหสิกรรมให้แก่ข้าพเจ้าอย่าได้ จองเวรจองกรรม ต่อกันอีกเลย แม้แต่กรรมใดที่ใคร ๆ ทำแก่ข้าพเจ้าก็ตาม ข้าพเจ้าขออโหสิกรรม ให้ทั้งสิ้น …. ยกถวายพระพุทธเจ้า เป็นอภัยทาน ขอจงดลใจให้ เขาเหล่านั้น กลับมีเมตตาจิต คิดเป็นมิตรกับข้าพเจ้า เพื่อจะได้ไม่มีเวรกรรม ต่อกันตลอดไป ด้วยอานิสงส์… แห่งอภัยทานนี้ ขอให้ข้าพเจ้า พร้อมทั้งครอบครัว ตลอดจน… วงศาคณาญาติ ผู้มีอุปการคุณ ของข้าพเจ้าพ้นจาก ความทุกข์ยาก ลำบาก เข็ญใจ ความทุกข์อย่าได้ใกล้ ความเจ็บไข้อย่าได้มี ขอให้มีความสุขสวัสดี มีชัย เสนียดจัญไร และอุปัทวันตรายทั้งหลาย จงเสื่อมสิ้นหายไป นึกคิดปรารถนาสิ่งใด ที่เป็นไปโดยชอบ ประกอบด้วยธรรม ขอให้สิ่งนั้น จงพลันสำเร็จ จงพลันสำเร็จ…จงพลันสำเร็จ เทอญ นิพพานัง ปัจจะโย โหตุ **แบ่งปันบุญกุศลนี้ให้คนที่คุณรักและให้กับคนที่รักคุณชีวิตคุณ จะดีขึ้น ทันที

อ่านเพิ่มเติม »

พึ่งรู้เลยนะเนี่ย!! นี่คือ 3 วิธีในการเปิดล็อค แต่ละอย่างบอกเลยไม่ใช่เรื่องง่ายๆ และไม่เคยเห็นมาก่อน เขาทำไง มาดูกัน (ชมคลิป)

สวัสดีจ้าาา วันนี้ มีเรื่องอยากจะเอามาเล่าให้ฟัง คลิปต่อไปนี้ทางทีมงานจะพาไปชมกับ 3 วิธีในการเปิดล็อค วิธีในการเปิดล็อค แต่ละอย่างบอกเลยไม่ใช่เรื่องง่ายๆ และไม่เคยเห็นมาก่อน เขาทำไง มาดูกัน จนทำให้มีผู้สนใจเข้ามาชมคลิป ทำให้ตอนนี้ผ่านไปแค่ 6 วันยอดวิวพุ่ง 10ล้านแล้ว ทีมงานขอขอบคุณทุกท่านที่เข้ามาอ่านบทความนี้ หากผิดพลาดประการได ทีมงานกระซิบดอทคอม ก็ขออภัยมา ณ ที่นี้ด้วย เรียบเรียงโดย : ทีมงานกระซิบดอทคอม I หากนำเนื้อหาไปกรุณาให้เครดิตกลับมาที่เว็บไซค์ด้วยค่ะ ## ## ## ## ## ## ## ## ## ## ## ## ## ## ## ชมคลิป

อ่านเพิ่มเติม »

8 วิธีดูผู้หญิง “จิ๋มใหญ่” จากอวัยวะ 8 ส่วน บอกเลยว่าแม่นเวอร์ …ไม่แม่นให้ถีบ !!!!!

รวม 8วิธีสังเกตุผู้หญิงจิ๋มใหญ่ หลายคนคงอยากรู้ว่าสาวที่เรามองตาอยู่นั้นจิ๋มใหญ่หรือไม่ วันนี้มีวิธีสังเกตมาฝากเผื่อว่าจะได้เลือกขนาดที่ถูกใจ แต่อย่าลืมขนาดก็ไม่สำคัญเสมอไปเรื่องบนเตียงมันอยู่ที่ความพอใจทั้งสองฝ่ายนะครับ ความยาว วัดจากตรีศูนย์(แสกหน้า)ถึงปลายจมูก ได้เท่าไรจะเท่ากับความยาวตั้งแต่รอยผ่าบนเนินถึงปลายสุดฝีเย็บตรงก้นขาดเกินไม่ถึง1หุน(ประมาณ3.03มม.) ความกว้าง ของเนินสามเหลี่ยม วัดจากปลายคางขึ้นไปตรงกระดูกปุ่มโหนกแก้มเป็นสามเหลี่ยมซ้ายขวาพื้นที่จะเท่ากันสนิทไม่ขาดไม่เกินกลีบแคมนอก ความสมบูรณ์อวบอิ่ม จะวัดได้จากริมฝีปากทั้งล่างบนเป็นจุดที่พ้องกัน ริมฝีปาก เล็ก ลีบ แคมนอกก็เล็กลีบ ริมฝีปากอวบอิ่มสมบูรณ์เพียงใด ข้างล่างก็เหมือนกัน ความสูง(เนินนูน) ให้ดูกระดูกหน้าผากเป็นเกณท์กระดูกหน้าฝากงอกโหนก โคกเนินข้างล่างก็นูนเนินตามกันเป็นการแปรผันตรงเลย กระดูกหน้าผากลีบเล็กเสมอปานใด บ้านน้องข้างล่างก็สมกันปานนั้น สี สีหัวนมและปานนมจะสดกว่าริมฝีปากที่ไม่ทาลิปติกเล็กน้อย ส่วนสีในกลีบแคมในจะสดกว่าสีหัวนมเล็กน้อย ทั้งนี้(ที่ไม่ได้ตกแต่งทางเคมี) สีปกติของทั้งสามส่วนต้องเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ยกเว้นสาวชำนาญเชิงหรือคลอดลูกแบบธรรมชาติ หรือให้นมลูกเองจะแก่คล้ำขึ้นตามการใช้งาน ขน ขนในที่ลับของสาวใดๆก็จะละม้ายขนจมูก สีของขนเดิมๆ จะเท่ากันเป๊ะกับขนคิ้วทั้งความอ่อนแข็งวัดได้เลย (ไม่ให้วัดจากผมเพราะผมอาจได้รับการตกแต่งจนเสียความเป็นธรรมชาติ) เนื้อ ความนุ่มนวล แข็งแรง หรือรัดรึงของอวัยวะภายใน ให้วัดจากแก้ม ถ้าแก้มสาวใด เนื้อละเอียด เนียน นุ่ม หยุ่นปานใด ภายในจิ๊มิสาวนั้นจะมีเนื้อที่ละเอียดเนียนปานกัน สาวเนื้อระเอียดกว่าจะรัดรึงและยืดหยุ่นได้ดีกว่า สาวเนื้อหยาบแข็งกระด้าง ขนาดช่องคลอด ที่ยังไม่ขยายตัวจะแปรผันตรงกับ ความกว้างของช่องปากของสาวคนนั้น ถ้าสาวใดปากกว้างมากๆ ในระยะยาวจิ๊อาจหลวมง่ายกว่าสาวปากเล็กก็ได้ แต่ต้องดูอย่างอื่นประกอบกัน ขอบคุณ siamheng

อ่านเพิ่มเติม »

แพทย์ผูรักษายังแปลกใจ!! ชายวัย 52 ปีป่วยเป็นมะเร็ง ระยะที่ 4 หลังหายไป 2 ปี กลับมาตรวจใหม่ ก้อนเนื้อร้ายหายเกลี้ยง เผยเคล็ดลับ เอาชนะโรคร้าย!!

ถ้าพูดถึงมะเร็งแล้ว ใครเป็นก็ต้องคิดหนักกันทุกราย โดยเฉพาะ เมื่อเชื้อลุกลามมาจนถึง ระยะที่ 4 ซึ้งมีโอกาสน้อยมากที่จะรักษาให้หาย เรื่องราวที่เราจะกล่าวถึงต่อไปนี้ เกิดขึ้นเมื่อหลายปีมาแล้ว แต่วิธีที่แสนธรรมดา แต่ว่าอัศจรรย์นี้ มันมีประโยชน์มหาศาลสำหรับคนที่ป่วยเป็นโรคมะเร็ง วันนี้ทีมงานสยามนิวส์ จึงขออนุญาติเอากลับมาให้ทุกๆท่านได้อ่านเป็นวิทยาทานกันครับ สำนักข่าวต่างประเทศรายงานว่า เมื่อปี 2013 ชายนักธุรกิจ หลี ไค ฟู่ วัย 52 ปี ประธานกรรมการโรงงานแห่งหนึ่งได้ประกาศกลับเข้าสู่ตำแหน่งอีกครั้ง หลังประกาศลาพักยาวเพื่อรักษาตัว เนื่องจากป่วยเป็น “มะเร็งต่อมน้ำเหลือง ระยะที่ 4” ทั้งที่ไม่อยากหยุดจากงานที่ทำเพราะนั้นเป็นงานที่เขารักมาก และเมื่อวันที่ 30 มิถุนายน ปี 2015 หลี ไค ฟู่ หมอได้ออกมาประกาศว่า หลังการตรวจเช็คร่างกาย 2 ครั้งที่ผ่านมาล่าสุด “ไม่พบเนื้องอกในร่างกาย” ผมได้ฟื้นฟูสุขภาพเต็มที่ ผมกลับมาแข็งแรงและเนื้องอกก็หายไป นายหลี ไค ฟู่ได้ออกมาเล่าว่า ในระหว่างที่ป่วยเป็นมะเร็งจนหายเป็นปกตินั้น มีัเพื่อนๆที่ทำงานและเพื่อนที่ป่วยด้วยโรคมะเร็งมากมายมาถามว่า “ทำอย่างไรถึงหายจากโรคมะเร็ง? ต้องระวังเรื่องการกินอาหารชนิดใดบ้าง? และคำถามอื่นๆอีกมากมาย” จนเขาเองออกมาตอบกลับผ่าน เว็บไซต์ Weibo โดยตั้งหัวข้อว่า “เมื่อเป็นมะเร็งจะต้องต่อสู้กับโรคมะเร็ง อย่างไร? ประสบการณ์ต้านมะเร็งขอผม” ผมก็เหมือนผู้ป่วยโดยทั่วไป หลังจากที่รู้ว่าป่วยเป็นมะเร็ง ก็ต้องรีบทำความเข้าใจเกี่ยวกับโรคและวิธีการรักษา ร่างกายต้องปรับตัวยังไงบ้าง? ทำอย่างไรจะทำให้ร่างกายแข็งแรงมากที่สุด……… ผมได้ดูหนังสือแนวนี้มากมาย และได้ปรึกษาหมอเฉพาะด้านมากมาย 1: สิ่งแรกที่ผมให้ความสำคัญมากคือ การนอน เพราะการนอนพักผ่อนนั้นเป็นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับการเพิ่มภูมิคุ้มกัน ผู้ป่วยหลายคนพยายามทำทุกอย่างเพื่อชดเชยการสูญเสียของร่างกาย แต่ผมให้คำมั่นสัญญากับตนเองว่า จะเปลี่ยนแปลงตนเองใหม่ โดยจะนอนให้เต็มที่ ผู้เชี่ยวชาญหลายคนยังบอกว่า “การนอนหลับที่เพียงพอมีผลต่อการป้องกันหรือจำกัดการเติบโตของเนื้องอก” เวลานอนที่ดีที่สุดคือ 22.00 น. ระยะเวลาของการนอนที่เหมาะคือ 7-8 ชั่วโมง โดยนาย เฉิน เจียน หมิง ผู้ช่วยศาสตราจารย์ มหาวิทยาลัย Fu Jen Catholic University ภาควิชาจิตวิทยา ของไต้หวัน ได้ให้หัวข้อว่า “แนะนำการนอนหลับให้กับคนทำงานที่วุ่นวาย” บทความนี้วิเคราะห์วิธีการต่างๆ 1.รักษานาฬิกาชีวภาพ โดยกำหนดเวลาพักผ่อน 2. ออกกำลังกายเป็นประจำ 3.ลดความสว่างก่อนเข้านอน พอตื่นนอนก็รับแสงแดดยามเช้า 4.ก่อนนอน 6 ชั่วโมง ห้ามดื่มเครื่องดื่มที่มีสารกระตุ้น เช่น กาแฟ ฯลฯ 5. ห้ามดื่มแอลกอฮอล์ เพื่อช่วยให้นอนหลับ 6.งดการใช้ยานอนหลับ 7. รักษาสถานการณ์การนอนหลับอย่างสบายทุกคืน ตอนนี้ผมเข้านอนตอน 22.00 น.ดึกที่สุดไม่เกิน 23.00 น. นอนจนตื่นขึ้นมาเองทุกวัน ประมาณ 5.30 น.หรือ 6.30 น. ตอนกลางวันก็นอนพักผ่อนอีก 30 นาที แค่นี้ก็สามารถทำให้คุณเติบเต็มไปด้วยพลังงานตลอดทั้งวันแล้ว จะทำให้สมองปลอดโปร่ง มีสมาธิมาก แต่หลายคนมีความต้องการในการนอนที่ไม่เหมือนกัน บางคนต้องการ 8-9 ชั่วโมง ทั้งนี้ต้องดูที่ร่างกายของแต่ละคน การตอบคำถามข้างต้น การนอนหลับของคุณเพียงพอต่อความต้องการของตนเองหรือไม่ จะต้องมีความชัดเจน 5 เคล็ดลับการนอนหลับที่ดี: 1. ก่อนนอน ไม่ควรทำงานหนัก หรือ จัดเตรียมงานที่ต้องใช้เวลามาก 2. ตั้งเวลาหยุดการทำงาน การทำงานล่วงเวลา สู้นอนเช้าหน่อยเพื่อการทำงานที่มีประสิทธิภาพในวันรุ่งขึ้น 3. จดบันทึกเวลานอนหลับและตื่นนอนของทุกวัน เพื่อพัฒนานิสัยการนอนหลับที่ดีต่อสุขภาพ 4. อย่ารู้สึกเครียดเพราะนอนไม่หลับ ผ่อนคลายตัวเองเป็นสิ่งที่ดีที่สุด 5. คุณภาพของการนอนหลับมีความสำคัญมากกว่าเวลา ทำให้คุณอยู่ในโหมดความสบายมากที่สุด 2: การออกกำลังกายมีความสำคัญอย่างยิ่งการออกกำลังกายแอโรบิคเป็นสูตรสำหรับการส่งเสริมการทำลายเซลล์มะเร็ง ไม่ว่าคุณจะบำบัดด้วยแพทย์แผนปัจจุบัน,แพทย์แผนจีน หรือนักบำบัดธรรมชาติล้วนบอกว่า การออกกำลังกายเป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง การออกกำลังกายไม่เพียง แต่สามารถส่งเสริมการเผาผลาญไขมันและบรรลุผลการลดน้ำหนัก แต่ยังช่วยทำให้เซลล์มะเร็งลดน้อยลงอีกด้วย เป็นนักฆ่าตามธรรมชาติที่ดีที่สุด หลังจากที่ป่วยเป็นมะเร็งผมพยายามที่จะเดิน หากต้องไปยังสถานที่ห่างไกล ก็จะโดยสารรถไฟใต้ดินหรือรถแท็กซี่วิธีการนี้จะทำให้ผมมีโอกาสที่จะเดินมากยิ่งขึ้น ผมเริ่มชินกับการออกกำลังกาย จนรู้สึกว่าร่างกายดีขึ้นอย่างน่ามหัศจรรย์ ตอนนี้ผมเดินทีก็ 45 นาที โดยไม่รู้สึกลำบาก เมื่อร่างกายขยับตัว น้ำก็เป็นเหมือนสิ่งที่ทำให้ชีวิตชุ่มชื่น ผมขอแนะนำให้สัมผัสกับความรู้สึกที่ยอดเยี่ยมนี้ ประสบการณ์ของฉัน: 1. ปีนเขา 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ อย่างน้อยเมื่อปีนถึงครึ่งหนึ่ง มันก็จะทำให้สมองของคุณโล่งมาก และได้ผ่อนคลาย 2.การเล่นโยคะหรือการสะบัดมือ 2-3 ครั้งต่อสัปดาห์ 3.หากสามารถเดินได้ก็เดินไป 4.หรือเลือกออกกำลังกายในแบบที่ชอบ 5. นวดร่างกาย สัปดาห์ละ 2 ครั้ง เพื่อให้เส้นเมอริเดียนของร่างกาย เปิดใช้งานของเลือดและลบชะงักงันในเลือด 3: อาหารควรจะสมดุล อาหารที่อร่อยจะไม่ดีต่อสุขภาพ อาหารที่ไม่อร่อยแต่ดีต่อสุขภาพ! ในวันนั้นมีเพื่อนคนหนึ่ง พาผมไปดูวิธีการทำอาหารที่มีประโยชน์ มีซุปผลไม้สด และ ซุปเห็นหูหนู, ถั่วดำ,ข้าวเหนียวสีดำ,งาดำและน้ำตาลทรายแดง เหมาะมากสำหรับอาหารเช้า เพราะการดื่มซุปนี้ตอนเช้า ขณะที่ท้องว่างนั้นจะทำให้ร่างกายดูดซับไปใช้ประโยนช์ได้มากที่สุด เมนูแรกคือ ซุปบล็อกโคลี่ ส่วนผสม : ผักบล็อกโคลี่ 15 กรัม, แครอท 50 กรัม, สับปะรด 200 กรัม,แอปเปิ้ล 1 ลูก , ผลไม้จำพวกเปลือกแข็ง มีเมล็ดด้านใน 1 ช้อนโต๊ะ, น้ำต้มสุก 400 มล. การปฏิบัติ: ใส่ส่วนผสมทั้งหมดเข้าด้วยกันลงในเครื่องปั่นประมาณ 45 วินาที ให้เสร็จสมบูรณ์ (ทำเสร็จจะได้ปริมาณ 900 มล. เพียงพอสำหรับ 2-3 คน) เมนูที่สอง :ซุปพลังงานบลูเบอร์รี่+องุ่น ส่วนผสม: กะหล่ำปลีสีม่วง 30 กรัม, บลูเบอร์รี่ 60 กรัม, แอปเปิ้ล 1ลูก , องุ่น 150 กรัม, ผลไม้จำพวกเปลือกแข็ง มีเมล็ดด้านใน 1 ช้อนโต๊ะ, น้ำต้มสุก 400 มล. การปฏิบัติ: ใส่ส่วนผสมทั้งหมดเข้าด้วยกันลงในเครื่องปั่นประมาณ 45 วินาที ให้เสร็จสมบูรณ์ (ทำเสร็จจะได้ปริมาณ 800 …

อ่านเพิ่มเติม »

ออกรถใหม่ทั้งที !!! เลือกสีรถให้ถูกโฉลก ตามวันเกิดช่วยเสริมดวง-โชคลาภเงินทอง !!

หลายต่อหลายคนเวลาจะออกรถใหม่ทั้งที คิดหนักกันเลยทีเดียวค่ะว่า ออกรถสีไหนดีนะ ออกรถสีนี้ดีหรือเปล่านะ เพราะคนไทยเราเชื่อเรื่องดวงหรือโชคภาภ เพื่อช่วยเสริมดวงหรือเพื่อความสบายใจของเราในระดับหนึ่ง วันนี้เราจะมาแนะนำการติดสินใจในการเลือกสีรถให้ง่ายขึ้นค่ะ รถยนต์ นอกจากจะต้องตอบโจทย์การใช้งาน ให้ตรงกับไลฟ์สไตล์ของเรา หรือมีฟังก์ชั่น เทคโนโลยีใหม่ๆที่แสนจะทันสมัยไว้ควบคู่แล้ว การเลือกสี่รถก็มีความสำคัญไม่น้อยไปกว่าสิ่งที่กล่าวมาในข้างต้นเลย เพราะอย่างน้อยๆแล้ว การเลือกสีรถให้ถูกโฉลกกับตัวผู้ใช้ ก็ย่อมที่จะเกิดความอุ่นใจ และความเป็นสิริมงคลขึ้นมาอีกด้วย บุคคลที่เกิดวันอาทิตย์ สีที่เป็นมงคล ควรเป็นสีชมพู สีโอโรส เพราะเป็นเดช อำนาจ และบารมี สีเขียวเป็นสีแห่งโชคลาภเงินทอง หรือสีดำ สีเทา สีควันบุหรี่เป็นสีของมนตรี มีคนคอยช่วยเหลือ ผู้ใหญ่สนับสนุนดี * สีอื่นๆไม่ดีและไม่เสีย (ธรรมดา) สีที่ต้องห้าม คือ สีฟ้า สีน้ำเงิน (เป็นสีที่อัปมงคลตลอดชีวิต) เพราะเป็นสีที่เป็นกาลกินีของบุคคลที่เกิดวันอาทิตย์ * อายุย่าง 23 , 32 , 41 , 50 , 59 , 68และอายุ 77 ปีห้ามซื้อรถสีชมพู สีโอโรส เพราะเป็นสีที่โชคร้ายในช่วงอายุที่ย่างมาถึง * สำหรับช่วงอายุย่าง 24 , 33 , 42 ,51 ,60 ,และ 69 สีที่ห้ามซื้อคือสีเขียวทุกชนิด * และช่วงอายุย่าง 18 , 27 , 36 ,45 ,54 , 63 และ 72ปี สีที่ห้ามซื้อคือ สีดำ สีเทา สีควันบุหรี่ เพราะเป็นสีที่โชคร้าย ในช่วงอายุที่มาถึงเช่นกัน * ถ้าไม่ใช่อายุจรที่ย่างมาถึงดังกล่าวข้างต้นก็สามารถเลือกซื้อสีที่เป็นมงคลได้ตลอด บุคคลที่เกิดวันจันทร์ สีที่เป็นมงคล ควรเป็นสีเขียว หรือสีแดง เพราะเป็นเดช อำนาจ และบารมี สีดำ สีม่วงเป็นสีแห่งโชคลาภเงินทอง หรือสีฟ้า สีน้ำเงินเป็นสีของมนตรี มีคนคอยช่วยเหลือ ผู้ใหญ่สนับสนุนดี * สีอื่นๆไม่ดีและไม่เสีย (ธรรมดา) สีที่ต้องห้าม คือ สีแดง (เป็นสีที่อัปมงคลตลอดชีวิต) * ช่วงอายุย่าง 22 , 31 , 40 , 49 , 58 และ 67 ปีห้ามซื้อรถสีเขียวทุกชนิด เพราะเป็นสีที่โชคร้ายในช่วงอายุที่ย่างมาถึง * สำหรับช่วงอายุย่าง 23 , 32 , 41 ,50 ,59 และ 68 ปี สีที่ห้ามซื้อคือสีดำ , สีม่วง * และช่วงอายุย่าง 26 , 35 , 44 , 53 , 62 , 71 และ 80 ขึ้นไป สีที่ห้ามซื้อคือ สีฟ้า สีน้ำเงิน เพราะเป็นสีที่โชคร้าย ในช่วงอายุที่มาถึงเช่นกัน * ถ้าไม่ใช่อายุจรที่ย่างมาถึงดังกล่าวข้างต้นก็สามารถเลือกซื้อสีที่เป็นมงคลได้ตลอด ยกเว้นสีแดงสีเดียว บุคคลที่เกิดวันอังคาร สีที่เป็นมงคล ควรเป็นสีดำ หรือสีม่วง เพราะเป็นเดช อำนาจ และบารมี สีเหลืองแก่ สีแสด สีบรอนซ์ทองเป็นสีแห่งโชคลาภเงินทอง หรือสีแดงเป็นสีของมนตรี มีคนคอยช่วยเหลือ ผู้ใหญ่สนับสนุนดี * สีอื่นๆไม่ดีและไม่เสีย (ธรรมดา) สีที่ต้องห้าม คือ สีบรอนซ์เงิน สีขาว สีเหลืองอ่อน เพราะเป็นสีที่เป็นกาลกินีของบุคคลที่เกิดวันอังคาร * อายุย่าง 22 , 31 , 40 , 49 , 58 และ 67 ปีห้ามซื้อรถสีดำและสีม่วง เพราะเป็นสีที่เป็นกาลกินีของบุคคลที่เกิดวันอังคาร * สำหรับช่วงอายุย่าง 23 , 32 , 41 ,50 ,59 และ 68 ปี สีที่ห้ามซื้อคือสีหลืองแก่ สีแสด สีบรอนซ์ทอง * และช่วงอายุย่าง 18 , 27 , 36 ,45 ,54 , 63 และ 72ปี สีที่ห้ามซื้อคือ สีแดง เพราะเป็นสีที่โชคร้าย ในช่วงอายุที่มาถึงเช่นกัน * ถ้าไม่ใช่อายุจรที่ย่างมาถึงดังกล่าวข้างต้นก็สามารถเลือกซื้อสีที่เป็นมงคลได้ตลอด บุคคลที่เกิดวันพุธ (กลางวัน) สีที่เป็นมงคล ควรเป็นสีเหลืองแก่ สีแสด สีบรอนซ์ทอง เพราะเป็นเดช อำนาจ และบารมี สีดำ สีเทาเป็นสีแห่งโชคลาภเงินทอง หรือสีขาว สีขาวนวล สีบรอนซ์ทอง สีเหลืองอ่อนเป็นสีของมนตรี มีคนคอยช่วยเหลือ ผู้ใหญ่สนับสนุนดี * สีอื่นๆไม่ดีและไม่เสีย (ธรรมดา) สีที่ต้องห้าม คือ สีชมพู สีโอโรส (เป็นสีที่อัปมงคลตลอดชีวิต) เพราะเป็นสีที่เป็นกาลกินีของบุคคลที่เกิดวันพุธ(กัน) * อายุย่าง 22 , 31 , 40 , 49 , 58 และ 67 ปีห้ามซื้อรถสีเหลืองแก่ สีแสด และสีบรอนซ์ทอง เพราะเป็นสีที่โชคร้ายในช่วงอายุที่ย่างมาถึง * สำหรับช่วงอายุย่าง 23 …

อ่านเพิ่มเติม »

ไม่เคยรู้เลย!! วิธีเปลี่ยน “หมึกแห้ง”ให้เป็น “หมึกสด” ง่ายๆเหมือนใช้เวทมนตร์!!

เคล็ดลับที่ง่ายสุดๆ แต่ไม่ค่อยมีใครรู้ วิธีนี้ร้านสุกียากี้หรือเย็นตาโฟชอบนำมาทำ เพราะจะได้ปลาหมึกตัวโตๆ เนื้อเด้งดึ๋งๆ แบบไม่ยากเย็น แถมราคาก็ไม่แพงอย่างที่คิด คุณ lovelyjone/jog สมาชิกเว็บไซต์พันทิพย์ดอทคอม นำวิธีมาบอก วิธีทำ เตรียมปลาหมึกแห้ง ซื้อได้จากรถขายปลาหมึกปิ้ง 2 ตัว 20 บาท ขี้เถ้าก้นเตาจากเตาถ่าน นำขี้เถ้าไปใส่ในอ่าง 1 ใน 3 ของอ่าง ใส่น้ำให้สูงกว่าขี้เถ้าประมาณ 1 นิ้ว อย่าใส่น้ำมาก ให้ขี้เถ้ามาก น้ำน้อย รอให้ขี้เถ้าตกตระกอนหน่อย เอาปลาหมึกลงไปวางให้จมน้ำ ทิ้งไว้ 1 คืน พอตอนเช้ามาดู ปลาหมึกแห้งก่อนหน้านี้ พองตัวขึ้นมาเลย เอามาล้างทำความสะอาด ลอกเมือกออกให้เรียบร้อย ล้างหลายๆน้ำหน่อยเพื่อความสะอาดและสบายใจ รสชาติจะกรุบ จะหนึบ เหมือนปลาหมึกกรอบที่ขายในตลาด ขอบคุณที่มา : คุณ lovelyjone/jog สมาชิกเว็บไซต์พันทิพย์ดอทคอม ที่มา tnew

อ่านเพิ่มเติม »

จงใช้ชีวิต…ให้เหมือนกับ ผ้าขี้ริ้ว สละเวลาอ่าน…แล้วจะไม่รู้สึกท้อแท้หมดหวัง

วันนี้ชีวิตอาจจะมีโชคดีบ้าง หรือโชคร้ายบ้างแต่คิดไว้เถอะว่ามันเป็นเรื่องธรรมดา ผมจึงอยากเสนอเรื่องราวดีๆมาให้ทุกท่านได้อ่านกัน ** ผ้าขี้ริ้ว ยอมสกปรกเพื่อให้สิ่งอื่นสะอาด คือการที่ยอมลำบากเพื่อให้ผู้อื่นเป็นสุข พ่อแม่ยอมเหนื่อยเพื่อให้ลูกหลานอยู่สุขสบาย ความสุขแท้ของคนคือการได้ยืนแอบยิ้มอยู่เบื้องหลังความ สำเร็จ *** ผ้าขี้ริ้ว ดูดซับความสกปรกได้แต่ก็สลัดความสกปรกออกจากตัวได้ตลอดเวลา คือการที่รู้ตัวเองว่าสกปรกถึงเวลาต้องชำระล้างแล้ว มิใช่อมความสกปรกไว้แล้ว แกล้งบอกว่าตนเองสะอาด *** ผ้าขี้ริ้ว เป็นผ้าที่สะอาดที่สุด ในขณะที่คนมองว่าสกปรกที่สุด คือการฝึกหัดขัดเกลาตนเอง รู้จักถ่อมตนและอ่อนโยน ไม่โอหังอวดดีให้เป็นที่รังเกียจหมั่นไส้ของคนอื่น เขาจะเป็นคนที่มีคุณค่า ไม่ว่าจะมาจากสกุลใด การศึกษามากหรือ น้อยก็ตามเป็นผู้ใฝ่รู้แต่ไม่อวดดี เหมือนผ้าขี้ริ้วห่อทอง *** ผ้าขี้ริ้ว ถึงจะเป็นผ้าไม่มีราคา แต่มีคุณค่ายิ่งใหญ่ได้ คือการที่พยายามทำตนให้มีคุณค่า ด้วยการทำงานมิใช่ด้วยการประจบ ทำตนให้มีประโยชน์ ให้มีค่า ไม่ใช่งอมืองอเท้า น้อยเนื้อต่ำใจในวาสนาชะตาชีวิต ต้องสร้างกำลังใจให้ตนเองอย่ารอคอยจากคนอื่น *** ผ้าขี้ริ้ว ไม่เกี่ยงงอนว่าจะถูกใช้เช็ดถูอะไร คือการที่ยอมอาสาทำงานที่ได้รับมอบหมาย โดยไม่ปริปากบ่น รู้จักอาสาคน อาสาทำงาน ต้องตั้งใจทำงานโดยไม่เกี่ยงงอน ไม่ว่าจะเป็นงานใดๆ ก็ตาม คนที่ตกงานเพราะไม่ยอมทำงาน *** ผ้าขี้ริ้ว ยอมให้ถูกใช้งานในที่สกปรกที่สุด คือการที่ยอมทำในสิ่งที่คนทั้งหลายรังเกียจ ที่เขาเห็นว่าเป็นงานชั้นต่ำ แต่ก็ตั้งใจทำให้เป็นของมีค่าขึ้นมาได้ หรือยินดีในการบริการเหมือนคนที่อิ่มเอิบเมื่อได้บริการรับใช้คนอื่น รับใช้สังคมดีใจเมื่อคนยินดีมาใช้บริการความรู้ ความสามารถของตนและยินดีที่ได้เสนอตัวเข้าไปบริการ มากกว่าเข้าไปบริหาร *** ผ้าขี้ริ้ว พอใจที่ได้อยู่เบื้องหลังความสะอาด คือควรพอใจที่ได้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของคนอื่น ต้องมีความพอใจที่จะทำงานปิดทองหลังพระ เป็นนายอินหรือนางอิน ผู้ปิดทองหลังพระ มีความสุขและภูมิใจที่ได้มอบความสำเร็จให้คนอื่น มีมากที่ผู้น้อยบางคนทำงานแล้วทำให้ผู้ใหญ่เล็กลง ขณะที่ตัวเองโตขึ้น *** ผ้าขี้ริ้ว ทนทานต่อการขัดถูซักล้าง ไม่เปราะบาง คือมีความอดทน ไม่ย่อท้อต่ออุปสรรคปัญหา แม้จะเหนื่อยเพียงใดก็อดทนได้ เพื่อให้สำเร็จ มอบประโยชน์สุขแก่ผู้อื่น มีจิตใจหนักแน่นไม่เปราะบางหักง่าย คือไม่เป็นคนทุกข์ง่ายใจเบา แต่นิ่งและหนักแน่นคงดุจแผ่นดิน *** ผ้าขี้ริ้ว แม้จะถูกมองว่าเป็นผ้าขี้ริ้ว แต่ไม่ทำตัวให้ขี้เหร่ คือการที่รู้ตัวเองว่า กำลังถูกปรามาสสบประมาทจะต้องตั้งใจเอาชนะอุปสรรคตรงนั้นให้ได้ ไม่พ่ายแพ้ต่อคำปรามาสของผู้อื่น รู้ตัวตลอดเวลาว่ากำลังทำอะไรและมีกำลังใจในสิ่งนั้น มองเห็นคุณค่าจากสิ่งที่ คนทั้งหลายมองว่าไร้ค่า เมื่อมีปัญหาให้หัดมองสองด้านเสมอผ้าขี้ริ้วมีเสน่ห์เพราะยอมสัมผัสกับสิ่งสกปรก เราต้องทำตัวเองให้มีคุณค่าและมองเห็นค่าของตัวเองก่อน แล้วเราจะไม่รู้สึกท้อแท้หมดหวัง ชีวิตของคนเราก็เช่นกัน หากทนความทุกข์ยากลำบาก ยอมสัมผัสกับงานที่ต่ำต้อยได้ก็จะมีเสน่ห์ และมีความหมาย ทุกคนจึงควรพากเพียรพยายามสร้างเสน่ห์ให้กับชีวิต อย่างที่ผ้าขี้ริ้วสร้างเสน่ห์ให้กับตนเอง คุณเห็นด้วยไหมว่าเราต้องทำตัวเองให้มีคุณค่าและมองเห็นค่าของตัวเองก่อนแล้วเราจะไม่รู้สึกท้อแท้หมดหวัง จงทำชีวิต…ให้เหมือนกับ ผ้าขี้ริ้ว แหล่งที่มา : naykhaotom

อ่านเพิ่มเติม »

เตือน!! ‘ คุณแม่ควรรู้ ‘ อาหารอันตราย “เลิกซ่ะ” กินแล้วทำให้ลูกโง่ และพัฒนาการช้า.. แชร์เก็บเอาไว้เลย!!

เรื่องอาหาร เป็นเรื่องสำคัญสำหรับเด็กเล็ก เพราะหากให้ลูกทานอาหารที่ไม่ดี ไม่มีคุณค่าทางสารอาหาร ก็อาจทำให้พัฒนาการของลูกช้า ไม่เป็นไปตามวัยได้ อาหารอันตรายกินแล้วทำให้ลูกโง่ และพัฒนาการช้า อาหารบางอย่างก็เป็นอันตราย และส่งผลเสียต่อพัฒนาการของลูกได้ อาหารอันตรายกินแล้วทำให้ลูกโง่ และพัฒนาการช้า มีอะไรบ้าง ไปติดตามกันเลย 1. ขนมหวานที่มีน้ำตาลในปริมาณมาก การให้เด็กทานขนมหวานที่มีน้ำตาลในปริมาณมาก นอกจากจะทำให้ลูกอ้วน มีน้ำหนักตัวมากเกินเกณฑ์ที่กำหนดแล้ว น้ำตาลที่มีมากในขนมหวานยังมีส่วนทำลายสมองของลูกน้อยได้อีกด้วย ซึ่งมีการตั้งข้อสังเกต จากการศึกษาวิจัยที่ผ่านมาพบว่า หากเด็กได้รับน้ำตาลฟรุกโตสมากเกินไป อาจส่งผลต่อการหลั่งสารอินซูลิน ซึ่งจะทำให้สมองประมวลผลผิดพลาด ทำงานด้อยลง และส่งผลเสียต่ออารมณ์ของความคิดของเด็กได้ 2. อาหารจานด่วน อาหารจานด่วนประเภทจังก์ฟู้ด หรือที่แปลเป็นภาษาไทยตรงตัวว่า อาหารขยะ หมายถึงอาหารที่ไม่มีคุณค่าทางโภชนาการใดๆ (Non-Nutritional Value) มักมีสารอาหารไม่ครบถ้วน นอกจากนี้ อาหารจังก์ฟู้ดบางชนิดยังใส่สารกันบูด หรือมีเกลือ ซึ่งมีโซเดียมในปริมาณที่มากเกินไป ซึ่งจะก่อให้เกิดโทษกับร่างกาย ทำให้เป็นโรคอ้วน เบาหวาน ความดันโลหิตสูง โรคไต และโรคหัวใจได้ ยิ่งถ้าเด็กในวัยกำลังเจริญเติบโต บริโภคอาหารประเภทจังก์ฟู้ดมากเกินไป เด็กก็จะได้รับสารอาหารที่ไม่เพียงพอต่อการพัฒนาสมอง ซึ่งจะส่งผลต่อการเรียนรู้ของเด็กในระยะยาวได้ครับ 3. อาหารแช่แข็ง และอาหารกึ่งสำเร็จรูป อาหารกึ่งสำเร็จรูป หรืออาหารประเภทที่แค่นำออกมาจากช่องแข็ง ก็นำมาอุ่นพร้อมรับประทานได้เลย รวมถึงอาหารกระป๋อง เป็นอาหารที่ไม่ควรให้เด็กก่อนวัยเรียนได้ทานบ่อยๆ เพราะอาหารเหล่านี้ ต้องผ่านกระบวนการยืดอายุอาหาร เพื่อให้เก็บไว้ทานได้นานขึ้น นอกจากจะมีสารเคมีแล้ว อาหารเหล่านี้ยังไม่มีประโยชน์ทางโภชนาการ หากให้ลูกทานมากๆ จะสะสมในร่างกาย ส่งผลกระทบต่อระบบประสาทส่วนกลาง และยังเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดโรคสมองเสื่อมขึ้นได้เมื่อลูกน้อยโตขึ้น 4. โปรตีนแปรรูป เนื้อสัตว์ เป็นแหล่งอาหารที่อุดมไปด้วยโปรตีนคุณภาพสูง ซึ่งจะให้ประโยชน์ต่อร่างกาย แต่ควรได้รับจากเนื้อสัตว์ที่มีคุณภาพ ไม่ผ่านการแปรรูป สำหรับเนื้อสัตว์ที่ผ่านการแปรรูป เช่น ไส้กรอกบางชนิด หรือ แฮมบางชนิด เป็นโปรตีนแปรรูป ซึ่งจะมีการผสมสารเคมีที่ใช้ในการแปรรูปอาหาร อย่างสารกันบูด และโซเดียมสูง หากให้ลูกทานโปรตีนแปรรูปเหล่านี้บ่อยๆ จนสะสมในร่างกายมากๆ ก็จะส่งผลกระทบต่อระบบประสาท ในการประมวลผลต่างๆ ทำให้การเรียนรู้ และการจดจำทำได้ไม่ค่อยดีนัก โดยเฉพาะในเด็กเล็ก 5. ชาและกาแฟ โดยส่วนมากแล้ว มักจะไม่มีคุณพ่อคุณแม่คนไหน ให้ลูกวัยก่อนเข้าเรียน ดื่มชาและกาแฟกันอยู่แล้ว แต่สำหรับผู้ปกครองท่านใดที่คิดจะให้เด็กได้ลองดื่มชาและกาแฟ คาเฟอีนในชาและกาแฟจะส่งผลให้ประสาทตื่นตัว นอนไม่หลับ ซึ่งส่งผลกระทบโดยตรงต่อพัฒนาการทางสมองของเด็ก อีกทั้งยังขัดขวางการดูดซึมธาตุเหล็กในกระแสเลือด เพื่อส่งออกซิเจนไปยังสมอง สำหรับพัฒนาการทางสมองของเด็กอีกด้วยนะครับ ปัจจัยที่ส่งผลต่อความฉลาดของลูก ไม่ใช่ว่าเพียงแค่การที่ลูกกินอาหารที่กล่าวมาข้างต้น แล้วจะส่งผลทำให้ลูกมีพัฒนาการช้า และทำให้ลูกฉลาดน้อยลงเสียทีเดียว เพราะปัจจัยที่จะส่งผลถึงความฉลาดของคนเรานั้น หลักๆแล้วมีอยู่ 2 ประการ ซึ่งดร.แพง ชินพงศ์ ได้อธิบายไว้ ซึ่งได้แก่ 1. พันธุกรรม 2. สิ่งแวดล้อม ซึ่งได้แก่ การอบรมเลี้ยงดู อาหารการกิน ฐานะทางเศรษฐกิจ วัฒนธรรม และสภาพแวดล้อมที่อยู่อาศัยรอบตัว แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ไม่ว่าความฉลาดจะเกิดจากสิ่งใดก็แล้วแต่ ความฉลาดเป็นสิ่งที่พัฒนาได้ และสามารถพัฒนาได้ดีตั้งแต่ยังเป็นเด็กเล็กๆด้วย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัย 3 ปีแรกนั้น สมองจะเจริญเติบโตและพัฒนาได้มากถึง 80% ดังนั้นคุณพ่อคุณแม่ที่อยากให้ลูกฉลาดจึงควรต้องใส่ใจดูแลลูกเป็นพิเศษ พร้อมทั้งป้องกันสิ่งที่เป็นอุปสรรคที่จะทำให้สมองของลูกเราไม่พัฒนา ซึ่งปัจจัยอื่นๆ ที่อาจจะส่งผลให้ลูกเป็นเด็กไม่ฉลาด หรือสมองไม่พัฒนา มีตัวอย่างดังนี้ – เด็กได้รับสารอาหารไม่ครบทั้ง 5 หมู่ การที่ลูกได้รับสารอาหารไม่ครบทั้ง 5 หมู่นั้น นอกจากจะมีผลเสียต่อการเจริญเติบโตของสมอง ซึ่งนั่นคือการทำลายความฉลาดของเด็กโดยตรง ยังส่งผลทำให้ร่างกายของเด็กอ่อนแอ ไม่เติบโตสมวัยอีกด้วย – สภาพแวดล้อมที่เป็นมลพิษ ไม่ว่าจะเป็นจากควันบุหรี่ ควันพิษท่อไอเสีย หรือสารปรอท สารตะกั่วจากโรงงาน สารพิษเหล่านี้ไม่เพียงแต่จะทำลายสมองเด็กแล้ว ยังเป็นพิษต่อร่างกายของทั้งลูกและคุณพ่อคุณแม่อีกด้วย – เด็กขาดการสัมผัสกับสังคม เกิดจากการที่พ่อแม่ไม่ค่อยมีเวลาให้ลูก ความสัมพันธ์ในครอบครัวเป็นแบบต่างคนต่างอยู่ ไม่ค่อยมีการพูดคุย ซึ่งจะทำให้ลูกขาดพัฒนาการด้านภาษาและมนุษยสัมพันธ์ ซึ่งถือเป็นสาเหตุที่สำคัญสาเหตุหนึ่งที่สกัดกั้นความฉลาดของเด็กเพราะเด็กจะขาดโอกาสที่จะเรียนรู้แลกเปลี่ยนนั่นเอง – เด็กขาดประสบการณ์เรียนรู้ที่ดี เช่น พ่อแม่ไม่มีเวลาพาลูกไปเปิดหูเปิดตา หาประสบการณ์จากแหล่งเรียนรู้นอกบ้าน รวมทั้งไม่ส่งเสริมกิจกรรมการเรียนรู้อื่นๆ เช่น กิจกรรมดนตรี กิจกรรมศิลปะ หรือกิจกรรมกีฬา และการออกกำลังกาย – เด็กมีสุขภาพจิตไม่ดี เนื่องมาจากขาดความรัก ความเอ็นดู และความอบอุ่นจากครอบครัว หรือบางกรณี อาจเกิดจากการเลี้ยงดูที่เข้มงวดมากจนเกินไป และบังคับให้เด็กต้องทำในสิ่งที่เขาไม่ชอบหรือไม่ถนัด ส่งผลให้ลูกเกิดความเครียด มีความวิตกกังวลสูง มองตัวเองในแง่ลบ ซึ่งสิ่งเหล่านี้เป็นเหมือนยาพิษที่ทำลายความฉลาดของลูก เพราะลูกที่อยู่ในอารมณ์โกรธ หรือซึมเศร้าเป็นเวลานานๆนั้น สมองจะหลั่งสารคอร์ติซอล (Cortisol) ซึ่งเป็นฮอร์โมนที่มีฤทธิ์ในการทำลายความเจริญเติบโตของสมองเด็ก ทำให้การพัฒนาความฉลาดของลูกถูกยับยั้ง อย่างไรก็ตาม เชื่อว่าความฉลาดของลูกนั้น อยู่ที่การเลี้ยงดูของพ่อแม่เป็นสำคัญ อย่าท้อแท้ที่วันนี้ลูกของเราอาจจะยังไม่เก่งหรือยังไม่ฉลาด เพราะหากคุณพ่อคุณแม่เลี้ยงดูเขาด้วยความรักและเอาใจใส่แล้ว ความฉลาดของลูกก็จะพัฒนาขึ้นมาได้ในที่สุดครับ ขอบคุณข้อมูลจาก:chonburipost.com

อ่านเพิ่มเติม »

เช็คด่วน!! ใครชอบดื่ม ชาเย็น-ชานม รีบอ่านก่อนจะสายเกินไป รู้แล้วจะอยากเลือก อันตรายถึงชีวิต!!

พิษจากการดื่ม ชาเย็นจะปวดหลัง ข้อเข่า ไตอ่อนแอ!!ใครจะไปเชื่อว่า..การดื่มชาเย็นจะมีพิษมีภัย และให้โทษได้ถึงขนาดนี้ หมอได้พบผู้ป่วยที่มีอาการแขนขาอ่อนแรง หรือที่เรียกกันว่า โรคอัมพฤกษ์ ซึ่งสืบค้นต้นตอไปๆมาๆ ก็พบว่า สาเหตุมาจากพฤติกรรมการดื่มชาเย็น หรือ น้ำแข็งเป็นประจำนั่นเอง ผู้ป่วยเล่าให้ฟังว่า ไม่กินผักมาตั้งแต่เล็กๆ รับประทานแต่เนื้อสัตว์ ที่สำคัญคือชอบดื่มน้ำเย็นเป็นประจำมาตั้งแต่เด็ก และต้องเป็นน้ำเย็นจากตู้เย็นเท่านั้น ก่อนที่จะมีอาการกล้ามเนื้ออ่อนแรงนั้น ร่างกายผู้ป่วยได้ส่งสัญญาณเตือนมาหลายครั้ง เช่น มึนเวียนศีรษะง่าย เห็นเหมือนแสงไฟแวบๆขณะกระพริบตา การพูดเริ่มติดๆขัดๆ สุดท้ายเกิดอาการวูบกะทันหัน ต้องนำส่งโรงพยาบาล เมื่อรู้สึกตัวอีกครั้งผู้ป่วยก็ไม่สามารถขยับร่างกายซีกซ้ายได้แล้ว นี่คืออาการของโรคเส้นเลือดตีบที่สมองในวัยเพียง 40 ปี ที่ชอบทานแต่น้ำเย็นมาตลอดเวลา การดื่มน้ำชาเย็น สำหรับคนไทยนั้น ทำให้ ไต ต้องรับกำจัดความเย็นออกจากร่างกายอย่างรวดเร็ว ขับน้ำเย็นมากักเก็บไว้ที่กระเพาะปัสสาวะเตรียมขับออกเป็นน้ำปัสสาวะทำให้ผู้ที่ชอบทานน้ำเย็นก็ยิ่งขาดน้ำจนเลือดข้นหนืดไปหมด ประกอบกับหลอดเลือดที่เริ่มแข็งกระด้างไม่ยืดหยุ่น ทำให้มีคราบไขมัน และของเสียไปยึดเกาะตามผนังหลอดเลือดจนเกิดการพอกพูนกลายเป็นโรคหลอดเลือดตีบก็เพราะน้ำเย็นที่ชอบทานเป็นประจำนั่นเอง ไตของเราเปรียบเสมือนเครื่องกรองน้ำอันน่าอัศจรรย์ ทำหน้าที่ช่วยกรองของเสียออกจากเลือด แล้วขับออกทางปัสสาวะการทำหน้าที่ตลอด 24 ชม. ไม่มีวันหยุดของไตนั้น ถ้าเราไปซ้ำเติมด้วยการรับประทานสิ่งที่เป็นพิษต่อร่างกายรวมทั้งน้ำเย็นด้วยก็จะทำให้เกิดภาวะไตอ่อนแอและจะส่งสัญญาณร้องให้เราทราบดังนี้ 1.ปัสสาวะบ่อยขึ้น อั้นปัสสาวะไม่ได้นาน ดื่มน้ำเข้าไปแล้วต้องวิ่งเข้าห้องน้ำบ่อยๆกลางคืนก็ต้องลุกขึ้นเข้าห้องน้ำหลายเที่ยว 2.มีอาการปวดหลัง ปวดเอวบ่อยๆ โดยเฉพาะเวลานั่งนานๆ 3.ปวดเมื่อยตามข้อ และ ร่างกายง่าย เช่น ปวดข้อเข่า ปวดต้นคอ 4.หลอดเลือดตีบตัน หรือ หลอดเลือดแข็งได้ง่าย หากใครยังทาน ●น้ำเย็น นมเย็น ●กาแฟเย็น น้ำอัดลม ●น้ำหวานเย็น ชาเย็น อยู่เป็นประจำ ●มีอาการปวดหลังแน่ๆ ก็ต้องดูแลตนเองง่ายๆ ดังนี้ 1.ปรับเลือดที่หนืดข้นให้หายข้นด้วยการเพิ่มน้ำเข้ากระแสเลือด โดยทานน้ำอุ่นให้ได้ 8-10 แก้ว ทุกวัน 2.ทำให้เลือดไหลเวียนสะดวกอย่างต่อเนื่องด้วยการออกกำลังเป็นประจำที่สามารถทำได้ หรือ อาจใช้การจัดกระดูก ช่วยให้เลือดไหลเวียนสม่ำเสมอ 3.ไม่กินอาหารเนื้อสัตว์ ของทอด ของหวานจัดมากเกินไป เพราะทำให้เกิดอนุมูลอิสระปริมาณมากจนทำให้ หลอดเลือดแข็ง หรือ ตีบตันได้ง่าย 4.งดการทานน้ำเย็นเด็ดขาดรู้แล้วอย่าเฉยเมยนะควรปฎิบัติด้วยและรู้แล้วอย่าเก็บไว้คนเดียวโปรดแบ่งปันให้คนรอบข้างของตัวเรา ที่มา liekr

อ่านเพิ่มเติม »

รีบหาหมอแบบนี้ผิดปกติ!! 7 สัญณาณเตือนประจำเดือนผิดปกติ

ประจำเดือนแค่ พูดถึงคุณสาวๆคงรู้ซึ้งถึงภาวะนี้กันดี อย่างที่ทราบกันดีว่าในแต่ละเดือนคุณผู้หญิงอย่างเราๆจะต้องมีประจำเดือน แต่อาจจะมีหลายๆคนที่เกิดประจำเดือนผิดปกติ ซึ่งการที่ประจำเดือนของเราผิดปกติอาจส่งผลถึงผลร้ายต่อร่างกายเราได้ ฉะนั้นถ้าใครกำลังมีอาการเหมือนกับ 9 ข้อที่ กำลังจะบอกนี้ ต้องรีบไปพบแพทย์เพื่อป้องกันไม่ให้อาการรุนแรงขึ้น ไปดูกันเลย 1. ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ :โดยปกติแล้วเราจะมีรอบเดือนอยู่ที่ประมาณ 21-35 วัน แต่ถ้าเกิดคุณสาวคนที่ทานยาคุมกำเนิด และพบว่าในแต่ละเดือนมีรอบเดือนที่ไม่เท่ากัน ติดต่อกันเป็นเวลาหลาย ๆ เดือน รีบไปพบแพทย์โดยด่วน เพราะนั่นอาจเป็นสัญญาณที่บอกว่า เกิดความผิดปกติกับฮอร์โมนเพศหญิงในร่างกาย 2. ปวดท้องอย่างหนักเวลามีประจำเดือน :มีอาการปวดท้องประจำเดือนอย่างหนักร่วมกับอาการปวดหลังจนทำให้ต้องลาหยุดอย่างเช่น ทำงาน หรือเรียน นั่นอาจเป็นสัญญาณอันตรายของภาวะเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ หรือติดเชื้อในอุ้งเชิงกราน หรือเนื้องอกในมดลูก 3. ประจำเดือนมามากกว่าปกติ :เวลาที่คุณสาวๆเป็นประจำเดือนมักจะใช้ผ้าอนามัยไม่เกิน 5 แผ่นถ้ามากกว่านี้ หรือต้องเปลี่ยนผ้าอนามัยถี่กว่าปกติเพราะเลือดประจำเดือนออกมามากผิดปกติ นั่นอาจเป็นสัญญาณที่บ่งบอกว่าเกิดความผิดปกติในระบบสืบพันธุ์ 4. ลิ่มเลือดมีขนาดใหญ่ผิดปกติ :อย่างที่เราทราบกันดีว่าการที่มีลิ่มเลือดประจำเดือนไม่ใช่เรื่องน่ากังวล แต่ถ้าลิ่มเลือดประจำเดือนที่ออกมามีขนาดใหญ่กว่าที่ควรจะเป็น ร่างกายอาจกำลังบอกว่าคุณมีเนื้องอกในมดลูก หรือมีความผิดปกติในการแข็งตัวของเลือด ซึ่งเป็นความผิดปกติทางพันธุกรรม นอกจากนี้ยังเป็นสัญญาณของการปรับตัวในร่างกายหลังจากใส่ห่วงคุมกำเนิดด้วย ฉะนั้นจึงควรสังเกตอาการและปรึกษาแพทย์ 5. มีหยดเลือดออกมาแม้ไม่ได้อยู่ในช่วงมีประจำเดือน :หากมีหยดเลือดออกมาจากช่องคลอด คุณควรจะไปพบแพทย์อย่างเร็วที่สุด เพราะนั่นคือผลข้างเคียงจากการใช้ยาคุมกำเนิด หรือเป็นอาการของเยื่อบุโพรงมดลูกเจริญผิดที่ โรคไทรอยด์ และอาจร้ายแรงถึงกามโรค นอกจากนี้ก็ยังอาจเป็นสัญญาณของภาวะท้องนอกมดลูกที่มีความอันตรายต่อทั้งแม่และทารกด้วย อันตรายขนาดนี้อย่าได้ละเลยเด็ดขาด 6. ประจำเดือนมีกลิ่นเหม็น :แม้ว่าปกติแล้วเลือดประจำเดือนจะมีกลิ่นคาวอู่แล้ว แต่หากเลือดประจำเดือนที่ออกมามีกลิ่นเหม็นกว่าปกติ อาจหมายถึงอาการติดเชื้อรา หรือเชื้อแบคทีเรียภายในช่องคลอด ทั้งนี้หากรู้สึกว่ากลิ่นของเลือดประจำเดือนมีกลิ่นเหม็นอย่างผิดปกติ ควรเริ่มสังเกตว่ากลิ่นเหม็นนั้นมีตลอดช่วงที่มีประจำเดือนหรือไม่ หากใช่ก็ควรรีบไปพบแพทย์โดยด่วน 7. ประจำเดือนมานานกว่า 7 วัน :ระยะเวลาการมีประจำเดือนในแต่ละเดือนของสาว ๆ จะอยู่ที่ 2-7 วัน แต่ถ้ามีประจำเดือนมากกว่า 7 วันขึ้นไป ก็อาจเกิดความผิดปกติที่ระบบสืบพันธุ์ ไม่ว่าจะเป็นภาวะเนื้องอกในมดลูก เยื่อบุโพรงมดลูกหนากว่าปกติ รังไข่ทำงานผิดปกติ การเสียสมดุลของฮอร์โมนเพศ โรคไทรอยด์ หรือเป็นผลข้างเคียงจากการใช้ยาคุมกำเนิด ทางที่ดีหากครบ 7 วันแล้วยังคงมีเลือดประจำเดือนออกมาและดูเหมือนว่าจะไม่หมดง่าย ๆ ลองปรึกษาแพทย์เลยจะดีที่สุด ขอขอบคุณที่มาจาก gangbeauty Cr: maginside.com

อ่านเพิ่มเติม »

รวมมาให้แล้ว!! 19 สูตร “ยาอายุวัฒนะ” แค่ผสมน้ำผึ้งกับสิ่งต่อไปนี้ ช่วย “พิชิตโรค” ได้ !!

ผลผลิตจากผึ้งที่มีคุณประโยชน์มหาศาล อันเป็นที่รู้กันดีทั่วโลกตั้งแต่สมัยบรรพกาลกระทั่งปัจจุบัน แม้คนที่ไม่รู้ว่าน้ำผึ้งมีประโยชน์มากเพียงใดก็ยังชื่นชอบที่จะรับประทานน้ำผึ้ง เช่น ผู้ที่นอนไม่ค่อยหลับ ผสมน้ำผึ้งกับน้ำอุ่นหรือนมร้อนจะช่วยให้หลับสบาย แต่ถ้าได้ร่วมกับการนั่งสมาธิซัก 5 นาทีก่อนนอนยิ่งทำให้คืนนั้นเป็นคืนที่ได้พักผ่อนเต็มที่ และอีก 19 สูตรยาอายุวัฒนะ ต่อไปนี้เอาไปทำให้ถูกโรคตัวเองนะคะ 1. บำรุงสุขภาพ น้ำผึ้ง 3 ช้อนโต๊ะผสมน้ำอุ่นดื่มทุกวัน 2. อดนอน น้ำผึ้ง 1-2 ช้อนโต๊ะ หรือผสมน้ำผลไม้ 3. ยาอายุวัฒนะ น้ำผึ้ง ½ -1 ช้อนโต๊ะ ดื่มทุกวัน เช้า / ก่อนนอน 4. นอนไม่หลับ น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะดื่มเวลาอาหารเย็นหรือก่อนนอน 5. ไอ หลอดลมอักเสบมีเสมหะ กระเทียม 1-2 กลีบ (ตำให้ละเอียด) น้ำมะนาว ½ เกลือเล็กน้อย พิมเสนหรือการบูร 2-3 เกล็ด น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ 6. โรคกระเพาะ ดื่มน้ำผึ้ง 2-3 ช้อนโต๊ะขณะปวด และ 3 ช้อนโต๊ะ ก่อนนอน 7. ท้องอืด ท้องเฟ้อ น้ำผึ้ง ½ ช้อนโต๊ะ น้ำขิงเข้มข้น ½ ถ้วย เกลือเล็กน้อยดื่มวันล่ะ 3 เวลาหลังอาหาร 8. ท้องผูก น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะดื่มก่อนนอน 9. เด็กปัสสาวะรดที่นอน น้ำผึ้ง 1 ช้อนชา (ไม่ผสมน้ำ) ดื่มก่อนนอน 10. ท้องเสียรุนแรง น้ำผึ้ง 1-2 ช้อนโต๊ะ เกลือ ½ ช้อนชา ผสมน้ำอุ่น 1 แก้ว 11. เด็กแหวะนม น้ำผึ้ง ½ -1 ช้อนโต๊ะ ผสมนมให้เด็กดื่ม 12. กล้ามเนื้อเป็นตะคริว น้ำผึ้ง 2 ช้อนชา ดื่มทุกมื้ออาหาร 13. ล้างแผลฝีหนอง แผลเรื่อรัง น้ำผึ้ง 1 ส่วน ผสมน้ำ 9 ส่วนชะล้างแผล หัวหอมแดง 2 หัวตำให้ละเอียด+น้ำผึ้งพอกฝี น้ำสุกที่เย็นแล้วล้างให้สะอาด ใช้สำลีหรือผ้าพันแผลชุบน้ำผึ้งปิดบริเวณแผล 14. แผลไฟไหมน้ำร้อนลวก ถูกท่อไอเสีย ใช้ผ้าพันแผลชุบน้ำผึ้งปิดแผล ไว้แล้วเปลี่ยนผ้าพันแผลทุก 12 ชั่วโมง 15. ผู้ป่วยด้วยโรคพิษสุรา(ตับแข็ง/โรค ตับ) น้ำผึ้ง 1 ช้อนโต๊ะผสมน้ำ ½ ถ้วยแก้ว ดื่มวันละ 3 ครั้งเป็น ประจำ คอเหล้าดื่มน้ำผึ้ง 1-2 ช้อนโต๊ะก่อนนอน 16. ผู้ป่วยริดสีดวงทวาร น้ำผึ้งผสมกระเทียมโทน บริโภควันละ 3 ครั้งหลังอาหาร 17. เด็กโตช้า และโลหิตจาง น้ำผึ้งผสมนมดื่มเป็นประจำ 18. เสียน้ำหรือเสียเลือด( 10-20 % ) น้ำ 1 ถ้วยแก้วผสมเกลือ ¼ ช้อนชา น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ 19. โรคเด็ก (ทางเดินอาหารผิดปกติ) น้ำผึ้ง 1 ช้อนชาต่อน้ำ 1 ถ้วย ข้อมูลและภาพ จาก liekr

อ่านเพิ่มเติม »

ร.10 โปรดเกล้าฯ ถอดยศทหาร-ตำรวจ 5 ราย เหตุประพฤติชั่ว-ผิดวินัยร้ายแรง

สมเด็จพระเจ้าอยู่หัว โปรดเกล้าฯ ถอดยศทหาร-ตำรวจ รวม 5 ราย เหตุประพฤติชั่ว-ผิดวินัยร้ายแรง พร้อมเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ วันที่ 12 ธันวาคม 2560 เว็บไซต์ราชกิจจานุเบกษา ได้เผยแพร่ประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานพระราชานุญาตให้ถอดยศทหาร และเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ มีใจความดังนี้ มีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระราชานุญาตให้ถอดนายทหารสัญญาบัตร จํานวน 2 ราย ออกจากยศทหาร เนื่องจากกระทําความผิดวินัยทหารฐานประพฤติชั่วอย่างร้ายแรง ตามมาตรา 12 แห่งพระราชบัญญัติยศทหาร พุทธศักราช 2469 แก้ไขเพิ่มเติม โดยพระราชบัญญัติยศทหาร (ฉบับที่ 6) พ.ศ. 2501 ประกอบระเบียบกระทรวงกลาโหมว่าด้วยผู้ซึ่งไม่สมควรจะดํารงอยู่ในยศทหารและบรรดาศักดิ์ พ.ศ. 2507 ข้อ 2 และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระราชานุญาตให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ที่ได้รับพระราชทานทุกชั้นตรา ตามข้อ 6 และข้อ 7 (4) ของระเบียบสํานักนายกรัฐมนตรี ว่าด้วยการขอพระราชทานพระบรมราชานุญาตเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ พ.ศ. 2548 ดังนี้ 1. พันโทหญิง ลักศิกุลธินี ตันปา สังกัดกองทัพบก ออกจากยศทหาร ตั้งแต่วันที่ 20 กรกฎาคม 2560 ซึ่งเป็นวันที่มีคําสั่งปลดออกจากราชการ และเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้นตริตาภรณ์ช้างเผือก ตริตาภรณ์มงกุฎไทย และเหรียญจักรมาลา 2. นาวาอากาศโท พสิษฐ์ ฝ่ายบุตร สังกัดกองทัพอากาศ ออกจากยศทหาร ตั้งแต่วันที่ 25 สิงหาคม 2560 ซึ่งเป็นวันที่มีคําสั่งปลดออกจากราชการ และเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ชั้นตริตาภรณ์ช้างเผือก ตริตาภรณ์มงกุฎไทย จัตุรถาภรณ์ช้างเผือก จัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย และเหรียญจักรมาลา นอกจากนี้ยังเผยแพร่ ประกาศสํานักนายกรัฐมนตรี เรื่อง พระราชทานพระราชานุญาตให้ถอดยศตำรวจและเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ โดยมีใจความสำคัญคือ มีพระราชโองการโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระราชานุญาตให้ถอดอดีตข้าราชการตำรวจออกจากยศตำรวจ และทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมพระราชทานพระราชานุญาตให้เรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ ที่ได้รับพระราชทานทุกชั้นตรา เนื่องจากกระทําผิดวินัยอย่างร้ายแรงและถูกลงโทษไล่ออกจากราชการ จํานวน 2 ราย กระทําผิดอาญาจนถูกศาลพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจําคุก จํานวน 1 ราย รวม 3 ราย ดังนี้ 1. พันตํารวจตรี พศิน เนื่องชมภู ตั้งแต่วันที่ 13 พฤษภาคม 2552 ซึ่งเป็นวันที่มีคําสั่งลงโทษไล่ออกจากราชการ และเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นตริตาภรณ์มงกุฎไทย จัตุรถาภรณ์ช้างเผือก และจัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย 2. พันตํารวจตรี เกียรติศักดิ์ แก้วสะอาด ตั้งแต่วันที่ 30 เมษายน 2558 ซึ่งเป็นวันที่มีคําสั่งลงโทษไล่ออกจากราชการ และเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นตริตาภรณ์ช้างเผือก ตริตาภรณ์มงกุฎไทย จัตุรถาภรณ์ช้างเผือก และจัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย 3. พันตํารวจเอก โกวิท ม่วงนวล ตั้งแต่วันที่ 30 ธันวาคม 2559 ซึ่งเป็นวันที่มีคําพิพากษาถึงที่สุดให้ลงโทษจําคุก และเรียกคืนเครื่องราชอิสริยาภรณ์ชั้นทวีติยาภรณ์มงกุฎไทย ตริตาภรณ์ช้างเผือก ตริตาภรณ์มงกุฎไทย จัตุรถาภรณ์ช้างเผือก และจัตุรถาภรณ์มงกุฎไทย ขอบคุณข้อมูลที่มา: kapook

อ่านเพิ่มเติม »

เปิดเส้นทางการสอบเข้า ทหารหญิง-ทุกเหล่าทัพ ต้องเรียนจบด้านไหน เปิดรับเมื่อไหร่?

โอกาสดีๆ มาถึงแล้ว สำหรับน้องๆ ผู้หญิงคนไหนที่มีความใฝ่ฝัน อยากจะเข้ารับราชการเป็นทหาร มีอาชีพที่มั่นคง ได้ทำงานในสิ่งที่ตนเองชอบ แคมปัส-สตาร์ ขอบอกเลยว่าไม่ยากอย่างที่คิดแน่นอน เพราะน้องๆ สามารถเลือกสมัครสอบเข้าเป็นทหารหญิงได้ ตั้งแต่เรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เป็นต้นไป จนถึงเรียนจบในระดับปริญญาตรี ก็สามารถสมัครสอบได้เช่นกัน ซึ่งมีรายละเอียดที่น้องๆ ควรรู้ดังต่อไปนี้ ข้อควรรู้ การสอบเข้าเป็นทหารหญิง เรียนจบระดับใดบ้าง? 1. เรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 น้องๆ สามารถใช้วุฒิ ม.3 สมัครสอบบรรจุได้ในตำแหน่งที่เปิดรับ โดยสามารถทำการตรวจสอบรายละเอียดจากระเบียบการต่างๆ ของแต่ละเหล่าทัพ ได้ตามหน่วยงานราชการที่เปิดสอบ ไม่ว่าจะเป็น กองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ หรือกองทัพอากาศ เมื่อสอบได้ก็จะมีการอบรม และติดยศนายสิบ (จ่าตรี หรือจ่าอากาศตรี ขึ้นอยู่กับแต่ละเหล่าทัพ) 2. เรียนจบชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 หรือ จบ ปวช. หรือ ปวส. น้องๆ สามารถใช้วุฒิตามที่เรียนมาได้เลยในการสมัครสอบเข้าบรรจุ โดยสามารถทำการตรวจสอบรายละเอียดจากระเบียบการต่างๆ ของแต่ละเหล่าทัพ ซึ่งเป็นการสอบโดยตรงกับกองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ หรือกองทัพอากาศ เมื่อสอบได้ก็จะมีการอบรม และติดยศนายสิบ (จ่าตรี หรือจ่าอากาศตรี ขึ้นอยู่กับแต่ละเหล่าทัพ) 3. เรียนจบในระดับปริญญาตรี น้องๆ สามารถใช้วุฒิตามที่เรียนมาได้เลยในการสมัครสอบเข้าบรรจุ ซึ่งตำแหน่งที่เปิดรับอาจจะระบุคุณวุฒิการศึกษาที่ทางหน่วยราชการต้องการ หรือในบางตำแหน่งอาจจะไม่ได้ระบุ โดยตรงกับกองบัญชาการกองทัพไทย กองทัพบก กองทัพเรือ หรือกองทัพอากาศ เมื่อสอบได้ก็จะมีการอบรม และติดยศร้อยตรี (เรือตรี หรือเรืออากาศตรี ขึ้นอยู่กับแต่ละเหล่าทัพ) ทหารหญิง ทุกเหล่าทัพ ในการเข้าศึกษาต่อปี 2561 ห้วงเวลาที่เปิดรับในแต่ละปี 1. สนามสอบบุคคลพลเรือน เข้ารับราชการในกองทัพอากาศ (ห้วง มกราคม) 2. สนามสอบพยาบาลเหล่าทัพ (ห้วง มกราคม-มีนาคม) 3. สนามสอบนายสิบกองหนุนเหล่าแพทย์ (ห้วง กุมภาพันธ์) 4. สนามสอบนายสิบกองหนุน เหล่าการเงิน (ห้วง มีนาคม) 5. สนามสอบ สำนักงานปลัดกระทรวงกลาโหม (ห้วง พฤษภาคม) 6. สนามสอบบุคคลพลเรือน เข้ารับราชการในกองทัพเรือ (ห้วง กรกฎาคม-สิงหาคม) * เปิดรับครั้งเดียว 7. สนามย่อยต่างๆ (ห้วงไม่แน่นอน) ** บางปีไม่เปิดสอบ รายละเอียดกำหนดเวลาที่เปิดรับในแต่ละปี 1. สนามสอบบุคคลพลเรือน เข้ารับราชการในกองทัพอากาศ (ห้วง ม.ค.) สำหรับสนามสอบของกองทัพอากาศ จะทำการเปิดรับสมัครคัดเลือกบุคคลพลเรือน เข้ารับราชการแค่ปีละ 1 ครั้ง โดยมีคุณสมบัติคร่าวๆ คือ เป็นบุคคลภายนอก ชาย-หญิง ชั้นสัญญาบัตร อายุ 18 – 35 ปี และชั้นประทวน อายุ 18 – 30 ปี รับวุฒิตั้งแต่ ม.6 – ป.ตรี 2. สนามสอบพยาบาลเหล่าทัพ (ห้วง ม.ค.-มี.ค.) สนามสอบตรงของพยาบาลทั้ง 4 เหล่าทัพ จะเปิดรับสมัครสอบนักเรียนที่สำเร็จการศึกษาในระดับชั้น ม.6 สายวิทย์-คณิต เท่านั้น ซึ่งมีทั้งแบบทุนส่วนตัวและทุนกองทัพ โดยจะต้องมีคุณสมบัติคร่าวๆ ดังนี้ กองทัพบก (ทบ.) รับสตรีโสด อายุ 18 – 25 ปี กองทัพเรือ (ทร.) รับสตรีโสด อายุ 17 – 20 ปี กองทัพอากาศ (ทอ.) รับสตรีโสด อายุ 17 – 22 ปี ตำรวจ (ตร.) รับ ช. และ ญ. อายุ 16-25 ปี โดยจะมีการเปิดรับสมัครช่วงต้นๆ ปี พร้อมๆ กับช่วงที่น้องๆ กำลังจะสำเร็จการศึกษานั่นเอง 3. สนามสอบนายสิบกองหนุนเหล่าแพทย์ (ห้วง ก.พ.) สำหรับสนามสอบนี้ รับสมัครคัดเลือกทั้งชายและหญิง เพื่อเข้าเรียนเป็นนายสิบนักเรียนเหล่าแพทย์ โดยจะต้องมีคุณสมบัติคร่าวๆ ดังต่อไปนี้ เพศชาย – เป็นทหารกองหนุน สังกัดเหล่าแพทย์ ประจำการ 1 ปีขึ้นไป หรือทหารกองหนุนเหล่าอื่นๆ ที่เคยปฏิบัติหน้าที่ในหน่วยเสนารักษ์ รับวุฒิ ม.6 หรือเทียบเท่า อายุ 18-25 ปี – บุคคลพลเรือนชาย สำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่าระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า จากสถานศึกษาที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ให้การรับรอง และสำเร็จการศึกษาคุณวุฒิประกานียบัตรผู้ช่วยพยาบาล ของเหล่าทัพหลักสูตร 1 ปี หรือหลักสูตรผู้ช่วยพยาบาลจากสถานบันการศึกษาอื่น หลักสูตร 1 ปี ที่ทางราชการรับรอง อายุ 18-25 ปี – มีความสูงไม่น้อยกว่า 160 ซม. มีขนาดรอบอกตั้งแต่ 76 ซม. ขึ้นไป เพศหญิง – ต้องสำเร็จการศึกษาไม่ต่ำกว่า ระดับมัธยมศึกษาตอนปลายหรือเทียบเท่า จากสถานศึกษาที่สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) ให้การรับรอง และสำเร็จการศึกษาคุณวุฒิประกานียบัตรผู้ช่วยพยาบาล ของเหล่าทัพหลักสูตร 1 ปี หรือหลักสูตรผู้ช่วยพยาบาลจากสถานบันการศึกษาอื่น หลักสูตร 1 ปี ที่ทางราชการรับรอง อายุ 18-25 ปี – ความสูงไม่น้อยกว่า 150 ซม. น้ำหนักไม่น้อยกว่า 40 กก. ทหารหญิง ทุกเหล่าทัพ ในการเข้าศึกษาต่อปี 2561 …

อ่านเพิ่มเติม »

รัฐบาลแจก 4,000 บาทต่อครัวเรือน ชวนลดพื้นที่ปลูกยาง

ครม.รับทราบ 3 แนวทางการแก้ปัญหาราคายางพาราตกต่ำ พร้อมเชิญชวนเกษตรกรลดพื้นที่ปลูกยางลง และเปลี่ยนไปปลูกพืชอื่น โดยรัฐจะจ่ายเงินชดเชยให้ไร่ละ 400 บาท แต่ไม่เกินครัวเรือนละ 10 ไร่ หรือ 4,000 บาท พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า คณะรัฐมนตรี (ครม.) ได้หารือเรื่องแก้ไขปัญหาราคายางพาราตกต่ำ โดยเตรียมมาตรการให้ความช่วยเหลือในระยะสั้น ด้วยการดูดซับปริมาณยางออกจากตลาด โดยจะให้มีบริษัทเข้าไปรับซื้อยางเพื่อนำไปแปรรูป และให้หน่วยงานของรัฐไปจัดซื้อ นำมาใช้ในโครงการต่างๆ ซึ่งเชื่อว่าจะทำให้สถานการณ์ยางดีขึ้นได้ในระยะสั้น ควบคู่กับการลดปริมาณยางในตลาด ทั้งการหยุดกรีดยางสำหรับสวนยางของรัฐ และโค่นยางทิ้งสำหรับนายทุนที่บุกรุกพื้นที่ ส่วนเกษตรกรรายย่อยจะหามาตรการช่วยเหลืออีกครั้ง นายกฤษฎา บุญราช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กล่าวว่า ทั้ง 3 มาตรการจะช่วยพยุงราคายางพาราที่กิโลกรัมละ 50-60 บาท ไม่ให้เกษตรกรขาดทุน สำหรับมาตรการแรก ขอให้ส่วนราชการ ได้แก่ กระทรวงคมนาคม กระทรวงศึกษาธิการ กระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา ไปประชุมหารือเพื่อหาข้อสรุปเกี่ยวกับปริมาณความต้องการใช้ยางพารา จากปัจจุบันที่มีอยู่ประมาณ 70,000-80,000 ตัน ซึ่งยังเป็นปริมาณที่น้อยเกินไป ส่วนมาตรการที่ 2 คือชดเชยอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ให้กับผู้ประกอบการรับซื้อยางพาราไม่เกินร้อยละ 3 โดยเตรียมวงเงินไว้ 20,000 ล้านบาท เพื่อดูดซับผลผลิตออกจากท้องตลาดได้ประมาณ 350,000 ตัน ส่วนมาตรการที่ 3 ลดการกรีดน้ำยางในพื้นที่ส่วนราชการทั้งหมด 120,000 ไร่ ตั้งแต่เดือน ม.ค. – มี.ค.2561 ซึ่งจะช่วยลดปริมาณได้ราว 5,000 ตัน และเชิญชวนให้เกษตรกรลดพื้นที่ปลูกยางลงแล้วเปลี่ยนไปปลูกพืชชนิดอื่น โดยรัฐจะจ่ายเงินชดเชยให้ไร่ละ 400 บาท แต่ไม่เกินครัวเรือนละ 10 ไร่ โดยตั้งเป้าไว้ที่ 200,000 ไร่ ซึ่งการยางแห่งประเทศไทย (กยท.) จะนำทั้ง 3 มาตรการเสนอให้ที่ประชุมบอร์ด กยท.และคณะกรรมการนโยบายยางธรรมชาติพิจารณาและอนุมัติ ก่อนเสนอเข้าที่ประชุม ครม.อีกครั้งในสัปดาห์หน้า ขณะที่ วันนี้ (13 ธ.ค.) พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ลงพื้นที่ จ.กาฬสินธุ์ ก่อนไปประชุม ครม.สัญจรที่จ.สุโขทัย และ จ.พิษณุโลก ในวันที่ 25-26 ธ.ค.นี้ โดย พล.ท.สรรเสริญ แก้วกำเนิด โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ระบุว่า นายกรัฐมนตรี ได้สั่งการให้ลดงบประมาณการจัดเลี้ยงต้อนรับให้มากที่สุด และให้เปลี่ยนการจัดบูธสาธิต มาเป็นการพูดคุยแก้ปัญหากับผู้เกี่ยวข้องแทน อย่างไรก็ตาม ยืนยันว่าจะเปิดรับฟังข้อมูลหลังมีรายงานว่าจะมีชาวบ้านมายื่นเรื่องโครงการแก่งเสือเต้น แต่ขอให้สังคมเปิดรับฟังข้อมูล หากไม่ใช้แนวทางนี้จะแก้ปัญหาอย่างไร ที่ยั่งยืนและเป็นจุดที่ลงตัวของทุกฝ่าย เพราะแต่ละปีต้องเสียงบประมาณเยียวยาผู้ประสบอุทกภัยหลายหมื่นล้าน ขณะที่การเข้าพบของ น.ส.มารีญา พูลเลิศลาภ หรือ มารีญา ลินน์ เอียเรียน มิสยูนิเวิร์สไทยแลนด์ 2017 วานนี้ (12 ธ.ค.) นายกรัฐมนตรี ได้ขอบคุณที่สร้างความสุขให้กับคนไทย พร้อมชวนร่วมทีมโฆษกรัฐบาล เช่น การอ่านบทความ หรือ การพัฒนาด้านการท่องเที่ยว ขณะที่ น.ส.มารีญา ได้ตอบรับ โดยระบุว่า อยากช่วยสนับสนุนและนำความสามารถที่มี ซึ่งพูดได้หลายภาษามาใช้ให้เป็นประโยชน์กับไทย ขอบคุณข้อมูล voicenakhononline

อ่านเพิ่มเติม »

ใครบอกทำแบบนี้แล้วจะไม่ท้อง!!! 5 ความเชื่อผิดๆที่อาจจะทำให้ท้องได้ ไปดูกันเลย!!

บางครั้งหลายๆคนมักจะได้รับความเชื่อแบบผิดๆมาโดยไม่รู้ตัว แถมยังเชื่อมาโดยตลอด ซึ่งมันคงมีสักวันหนึ่งที่จะได้รับผลจากการที่เชื่ออะไรแบบผิดๆเข้า วันนี้ เลยมีความเชื่อผิดๆของคุ่รักมาฝาก แน่นอนว่านี้มันจะเข้าสู่ปี 2018 แล้ว เรื่องการมีเพศสัมพันธ์แบบลึกซึ้งในสมัยนี้ก็เปิดกว้างขึ้น เพียงแค่รู้จักดูและตัวเอง และไม่าสร้างความเดือดร้อนให้แก่คนรอบข้างก็เพียงพอ ที่นี้เรามาดูกันว่าคู่รักหลายๆคู่มักมีเรื่องเข้าใจแบบผิดๆที่อาจทำให้คุณสาวๆท้องได้ ไปดูกันเลย 1. มีอะไรกันครั้งแรก ไม่มีทางที่จะท้องหรอก เรียกได้ว่าความเชื่อฝั่งสมองของหลายๆคนเลยทีเดียว ความจริงแล้วผู้หญิงมีโอกาสท้องได้เสมอ ไม่ว่าจะครั้งแรกหรือครั้งที่ 100 บางคนเข้าใจผิดว่า “เยื่อพรหมจรรย์” จะช่วยป้องกันไม่ให้ผู้หญิงตั้งท้องได้ แต่ความจริงก็คือ เยื่อพรหมจรรย์ไม่อาจปิดกั้นเชื้ออสุจิให้เดินทางไปถึงไข่ได้อย่างแน่นอน เพราะเยื่อพรหมจรรย์ไม่ได้ปิดคลุมคอมดลูกทั้งหมด นอกจากนั้น เยื่อพรหมจรรย์ยังสามารถฉีกขาดจากการทำกิจกรรมอื่นด้วย อย่างเช่น การเล่นกีฬา 2. ถ้าครั้งนั้นผู้หญิงไม่ถึงจุดสุดยอดก็จะไม่ท้อง ในขณะที่ผู้หญิงมีความรู้สึกทางเพศ หรือได้รับการกระตุ้นทางเพศ ร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงบางอย่างเกิดขึ้น เช่น คอมดลูกจะลดต่ำลงมาเพื่อรับน้ำเชื้อของผู้ชาย และการเปลี่ยนแปลงนี้จะเกิดขึ้นไม่ว่าผู้หญิงนั้นจะถึงจุดสุดยอดหรือไม่ก็ตาม 3. ผู้หญิงจะไม่ท้อง ถ้าสวนหรือล้างหลังจากมีเพศสัมพันธ์ ความจริงแล้วการทำแบบนี้ไม่สามารถช่วยป้องกันการตั้งท้องได้เลย เพราะเชื้ออสุจิสามารถเดินทางไปถึงคอมดลูกได้รวดเร็วกว่าที่เราคิด แต่การสวนล้างช่องคลอดมากๆ กลับจะก่อให้เกิดการระคายเคือง และทำให้มีการติดเชื้อในระบบสืบพันธุ์ได้อีกด้วย 4. ผ่าไฟแดง ผู้หญิงก็จะไม่ท้อง เป็นอีกหนึ่งความเชื่อที่ส่งต่อกันมาอย่างยาวนานและมันเป็นเรื่องที่ผิด การตั้งท้องสามารถเกิดขึ้นได้แม้จะมีอะไรกันในช่วงที่มีประจำเดือน โดยเฉพาะวัยที่รอบเดือนยังมาไม่ปกติ หรือไม่ได้มาตรงเวลาทุกเดือน ผู้หญิงบางคนอาจมีการตกไข่ในช่วงเวลาที่ใกล้เคียงกับการมีประจำเดือน คือ ก่อนหรือหลังประจำเดือนเพียงไม่กี่วัน และเชื้ออสุจิสามารถอยู่ในร่างกายของผู้หญิงได้นานถึง 3 วันหลังจากมีเพศสัมพันธ์ เพราะฉะนั้นหากมีการตกไข่เกิดขึ้นระหว่างนี้ ก็ย่อมจะทำให้ตั้งท้องได้ 5. ปล่อยข้างนอก ผู้หญิงก็จะไม่ท้อง การดึงอวัยวะเพศชายออกจากช่องคลอด ก่อนการหลั่ง จะป้องกันการตั้งครรภ์ได้เพียง 81 ? 96% เท่านั้นคะ และถึงแม้จะยังไม่มีการหลั่งเกิดขึ้น แต่ระหว่างที่แข็งตัว อวัยวะเพศชายจะผลิตของเหลว ซึ่งประกอบไปด้วยเชื้ออสุจิขึ้นมาแล้ว และสามารถทำให้ตั้งท้องได้เช่นเดียวกัน ขอขอบคุณที่มา: maginside

อ่านเพิ่มเติม »

ยิ่งกว่ารวยเละ!! เลี้ยงไว้ 32 บ่อ 8,000 ตัว แต่ละวันรีดได้ 8 ลิตร ส่งขายให้บริษัท เดือนหนึ่งได้เป็นล้าน น่าทึ่งมากๆ!!

เมื่อก่อนมีแต่คนรังเกียจหอยทาก พบที่ไหนเขี่ยทำลายทิ้งที่นั่น แต่เมื่อรู้ว่าเมือกหอยทากมีประโยชน์นำมาผลิต เป็นส่วนผสมในเครื่องสำอางชั้นเยี่ยมได้ หอยทาก…สัตว์โลกวิถี “สโลว์ไลฟ์” สายพันธุ์นี้เลยกลายเป็นที่สนใจให้ชาวบ้านหลายพื้นที่หันมาเลี้ยงเป็นอาชีพ “มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์และสถาบันวิจัยวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีแห่งประเทศไทย (วว.) ศึกษาพบว่าหลังรีดเมือกออกมาแล้วนำไปผ่านกระบวนการฆ่าเชื้อ เมือกหอยทากมีคุณสมบัติโดดเด่นในด้านต่อต้านเชื้อแบคทีเรีย มีโปรทีนเปปไทน์ช่วยทำให้ผิวชุ่มชื้น ลดริ้วรอย ช่วยให้รอยแผลสิวหายเร็ว ประกอบกับวงการเครื่องสำอางมีความต้องการสูง ปี 2559 ครูเรือนใจ อิศราง- กูร ณ อยุธยา สมาชิกบริษัท อาช่าไทย อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด ได้มาส่งเสริมให้ชาวบ้านหันมาเลี้ยงหอยทากเป็นอาชีพเสริม พร้อมรับซื้อเมือกหอยทากราคาลิตรละ 15,000 บาท” นายวรชันย์ หลักกรด เกษตรจังหวัดนครนายก บอกว่า นับแต่นั้นมาชาวชุมชนบางอ้อ อ.บ้านนา จ.นครนายก ส่วนใหญ่มีอาชีพทำนา มักประสบปัญหาว่างงานและขาดรายได้หลังเกี่ยวข้าว ประกอบเป็นชุมชนผู้สูงอายุไม่สามารถทำงานใช้แรงงานได้สะดวก ยิ่งช่วงที่ข้าวราคาถูก ชาวบ้านเดือดร้อนรายได้ไม่เพียงพอกับการดำรงชีพ…จึงหันมาเลี้ยงหอยทาก นำหอยทากพันธุ์อาช่า (Achatina fulica) ตัวใหญ่ให้ปริมาณเมือกมาก ที่จับมาจากแหล่งธรรมชาติในพื้นที่ อ.บ้านนา มาปล่อยเลี้ยงในวงบ่อซีเมนต์ บ่อละ 250 ตัว แต่ครั้งแรกต้องนำกระดาษทิชชูใส่ลงไปให้หอยทากเกาะ นาน 1 สัปดาห์ เพื่อคลายพิษที่อาจติดมาจากธรรมชาติ…จากนั้นใช้ผักโขม ตำลึง หรือน้ำเต้า เป็นอาหารเลี้ยงหอยทาก เมื่อเลี้ยงไปได้ 7 วัน ทุกเช้าจะคัดเลือกหอยทากตัวที่คายเมือกออกมาก เพราะแสดงถึงความสมบูรณ์ นำตัวหอยมาทำความสะอาด แล้วใช้แท่งแก้วจุ่มน้ำสะอาดเขี่ยเบาๆบริเวณปากหอย กระตุ้นให้หอยทากสร้างและคายเมือกออกมา หอยทาก 1 ตัว สามารถรีดเมือกได้ 1 ซีซีต่อครั้ง ติดต่อกันนาน 12 วัน จากนั้นต้องให้หอยทากพัก 20 วัน เพื่อให้ร่างกายสะสมเมือกใหม่…ส่วนเมือกที่ได้จะรวบรวมแช่เย็น ส่งขายให้กับบริษัทเอกชน ปัจจุบันชุมชนบางอ้อมีการรวมตัวจัดตั้งกลุ่มผู้เลี้ยงหอยทาก 100 คน จำนวน 32 บ่อ (8,000 ตัว) แต่ละวันรีดเมือกหอยทากได้ 8 ลิตร เก็บรวบรวมส่งขายให้บริษัททุกๆ 20 วัน ได้เมือก 160 ลิตร…คิดเป็นเงินแค่ 2.4 ล้านบาทเท่านั้นเอง. ขอบคุณ ห้องสมุด

อ่านเพิ่มเติม »

สิ่งนี้ “ห้ามทำ” ตอนเที่ยงตรง ไม่งั้นตายเเน่ๆ

เรื่องของเวลานั้นเป็นสิ่งสำคัญบางคนมีความเชื่อว่า การจะทำอะไรก็ตามหากกระทำถูกช่วงถูกเวลา ส่งที่ทำนั้นก็จะประสบความสำเร็จ ลุล่วงไปด้วยดีเสมอค่ะ ดังความเชื่อที่ว่า เวลาเที่ยงตรง เป็นเวลาที่คนโบราณถือว่า ไม่ดีเอาเสียเลย ไม่ว่าจะเป็นการกระทำในเรื่องใดก็ตาม เช่น การถอนฟัน เสียงตุ๊กแกร้อง เป็นต้น แม้แต่เรื่องการออกจากบ้านไปที่ใดก็ตาม ท่านห้ามไม่ให้ออกในเวลาเที่ยงตรง ให้รอจนกว่า เวลาเลยไปนิดหน่อยเสียก่อน ไม่ใช่นาฬิกาตีบอกเวลา 12.00 น. ก็เดินออกทันที คนโบราณเชื่อว่าจะทำให้การเดินทางนั้นติดขัด อาจเกิดอุบัติเหตุ ทำการติดต่ออะไรก็ไม่ สำเร็จได้ หากดูอีกแง่หนึ่ง เวลาเที่ยงตรงเป็นเวลาที่พระอาทิตย์อยู่ตรงศีรษะพอดี อากาศก็จะร้อนจัด ทำอะไรก็ไม่สะดวกสบาย จึงควรให้เลื่อนเวลาก่อนหรือหลัง เพื่อความสะดวกเสีย มากกว่า ซึ่งความเชื่อนี้ก็มีหลายคนนำไปปฏิบัติไม่น้อยเช่นกันค่ะ คนเรามีความเชื่อถือว่าเป็นเรื่องที่ดีนะคะ แต่ขอให้เชื่อในสิ่งที่ดีและถูกต้องก็พอค่ะ ขอบคุณที่มา: sumhua.com ======================= #สูบน้ำด้วยน้ำ เทคโนโลยีสูบน้ำอัตโนมัติ ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่อาศัยเชื้อเพลิงหรือไฟฟ้า!! “ตะบันน้ำ” หรือ ไฮดรอลิคแรม (Hydraulic Ram) เป็นเทคโนโลยีการสูบน้ำอัตโนมัติที่ทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่อาศัยเชื้อเพลิงหรือไฟฟ้า เพียงแค่ใช้พลังงานจากน้ำเป็นตัวขับเคลื่อนระบบ ก็สามารถสูบน้ำไปใช้ได้แล้ว ทั้งยังประยุกต์ใช้งานได้หลากหลายรูปแบบตามความต้องการอีกด้วย อ.ดร.จิระกานต์ ศิริวิชญ์ไมตรี ภาควิชา วิศวกรรมชลประทาน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ให้ข้อมูลว่าเครื่องตะบันน้ำเป็นเทคโนโลยีการสูบน้ำที่เป็นประโยชน์มาก เนื่องจากไม่ต้องใช้พลังงานเชื้อเพลิงหรือไฟฟ้าให้สิ้นเปลือง ซึ่งในต่างประเทศใช้กันมากว่า 200 ปีแล้ว แต่สำหรับประเทศไทยยังไม่เป็นที่แพร่หลายนัก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าการติดตั้งอุปกรณ์ดังกล่าวค่อนข้างยุ่งยาก และประสิทธิภาพการสูบน้ำค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับเครื่องสูบน้ำที่ใช้เครื่องยนต์หรือมอเตอร์ แต่เชื่อว่าในอนาคตเครื่องตะบันน้ำจะเป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมมากขึ้นแน่นอน “ตนเองได้ศึกษาวิจัยเครื่องตะบันน้ำมา 5-6 ปีแล้ว ก็ได้พัฒนาเครื่องตะบันน้ำให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ สูบน้ำได้ปริมาณที่มากขึ้น ทำให้คนทั่วไปเริ่มให้ความสนใจ แต่อย่างไรก็ตามเครื่องที่มีอยู่ยังเป็นเครื่องขนาดเล็กใช้ในระดับครัวเรือนเท่านั้น ขณะที่ภาคการเกษตรต้องการน้ำในปริมาณมาก ดังนั้นหากพัฒนาเครื่องตะบันน้ำที่มีขนาดใหญ่สูบน้ำได้ปริมาณมากขึ้น เชื่อว่าทำให้มีเกษตรกรสนใจอย่างแน่นอน” สำหรับหลักการทำงานของเครื่องตะบันน้ำ อ.ดร.จิระกานต์ อธิบายว่า เริ่มจากน้ำจากแหล่งน้ำไหลเข้าสู่ท่อรับน้ำไปยังเครื่อง ผ่านวาล์วทิ้งน้ำจนความเร็วของการไหลเพิ่มสูงขึ้นทำให้เกิดแรงยกวาล์วทิ้งน้ำให้ปิด ซึ่งการปิดวาล์วทิ้งน้ำทำให้เกิดความดันจำนวนมากในตัวเครื่อง เรียกว่า ปรากฏการณ์ Water Hammer ทำให้วาล์วกันน้ำกลับถูกยกขึ้น น้ำส่วนหนึ่งจะถูกอัดเข้าไปเก็บในถังแรงดันและเข้าสู่ท่อจ่ายน้ำขึ้นไปยังถังพักน้ำ ขณะเดียวกันความดันในตัวเครื่องจะลดลงทำให้วาล์วกันน้ำกลับปิดและวาล์วน้ำทิ้งเปิด ตะบันน้ำก็เริ่มทำงานรอบใหม่อีกครั้ง ทั้งนี้จุดที่ติดตั้งเครื่องตะบันน้ำต้องอยู่ต่ำกว่าผิวน้ำอย่างน้อย 1.5 เมตร แต่ถ้าให้ดีควรต่ำกว่าประมาณ 2-3 เมตร และท่อส่งน้ำมายังเครื่องต้องมีความยาวไม่น้อยกว่า 15 เมตร แรงดันน้ำถึงจะเพียงพอทำให้ระบบดำเนินไปได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งปัจจุบันเครื่องตะบันน้ำที่พัฒนาขึ้นมาสามารถสูบน้ำได้มากกว่าระดับแรงดันตั้งต้นถึง 10 เท่า เช่น ถ้าแรงดันน้ำเริ่มต้นที่ 2 เมตร (ความสูงจากผิวน้ำมาที่ตัวเครื่องตะบันน้ำ) จะสูบน้ำไปใช้ในพื้นที่ที่สูงกว่าถึง 20 เมตรเลยทีเดียว การสูบน้ำด้วยเครื่องตะบันน้ำ หากคิดปริมาณน้ำที่ผ่านเข้าเครื่องเป็น 100 เปอร์เซ็นต์ จะถูกใช้เพื่อเพิ่มแรงดันและทิ้งไปประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลือเป็นน้ำที่สูบขึ้นมาได้ ซึ่งปริมาณน้ำที่ได้ก็แปรผันกับความสูงที่ส่งน้ำขึ้นไป ยิ่งสูงปริมาณน้ำที่ได้ก็จะน้อยลง จากการทดสอบประสิทธิภาพในการสูบน้ำขึ้นไปที่ความสูง 6 เมตร จะได้น้ำประมาณ 6,800 ลิตรต่อวัน ซึ่งก็เพียงพอที่ใช้ในบ้านเรือน 1-3 หลัง หรือสูบเพื่อไปกักเก็บไว้เตรียมใช้งานต่อไป สำหรับพื้นที่ที่เหมาะกบการติดตั้งเครื่องตะบันน้ำ คือ ลำธาร บริเวณเชิงเขาที่มีแหล่งน้ำ น้ำตก ฝาย ทำนบกั้นน้ำ พื้นที่ติดคลองชลประทานหรือตามแหล่งน้ำธรรมชาติ ซึ่งแหล่งน้ำในลักษณะนี้ประเทศไทยมีอยู่จำนวนมากจึงสามารถนำเครื่องตะบันน้ำไปติดตั้งและใช้งานได้ไม่ยาก “5-6 ปีที่ผ่านมาได้มีผู้สนใจติดต่อขอซื้อเครื่องตะบันน้ำไปใช้งานอย่างต่อเนื่อง รวมที่จำหน่ายไปแล้วกว่า 50 เครื่องแล้ว มีที่หนึ่งที่ไปติดตั้งเป็นสวนยางพาราปลูกอยู่บนเนินเขาสูง มีลำธารอยู่ต่ำกว่าพื้นที่สวนลงไปประมาณ 20 เมตร ซึ่งหลักของเครื่องตะบันน้ำคือต้องมีแหล่งน้ำสูงกว่าบริเวณที่ติดตั้งเครื่อง จึงได้ใช้วิธีทำเขื่อนกั้นลำธารไว้เพื่อทำให้ระดับน้ำสูงขึ้น เพียงเท่านี้ก็ทำให้ได้แรงดันน้ำที่มากพอสำหรับทำให้เครื่องตะบันน้ำทำงานได้สมบูรณ์และส่งน้ำขึ้นไปใช้ในสวนยางได้” อ.ดร.จิระกานต์ บอกว่าเจ้าของสวนยางพาราพอใจมาก เพราะสูบน้ำขึ้นไปใช้ได้โดยไม่ต้องสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง ที่สำคัญลงทุนไม่สูงมาก ราคาเครื่องตะบันน้ำในปัจจุบันใกล้เคียงกับราคาเครื่องปั้มน้ำแบบใช้ไฟฟ้า ซึ่งในต่างประเทศเครื่องตะบันน้ำขนาดเดียวกันราคาสูงถึง 70,000-80,000 บาท ขณะที่ของไทยรารคาเพียง 7,000-8,000 บาทเท่านั้น ทั้งยังมีประสิทธิภาพที่สูงกว่าด้วย “ปัจจุบันมีผู้สนใจติดต่อเข้ามาสอบถามข้อมูลจำนวนมาก แต่ส่วนใหญ่ต้องการเครื่องตะบันน้ำขนาดใหญ่เพื่อไปใช้ในภาคการเกษตร ซึ่งทางคณะฯ ได้เร่งพัฒนาเครื่องตะบันน้ำที่สามารถสูบน้ำได้จำนวนมาก เพื่อตอบสนองความต้องการของเกษตรกร ซึ่งหากพัฒนาขึ้นได้ เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับเกษตรกร”อ.ดร.จิระกานต์ กล่าวในที่สุด ขอบคุณข้อมูลที่มา: tueansati

อ่านเพิ่มเติม »

#สูบน้ำด้วยน้ำ เทคโนโลยีสูบน้ำอัตโนมัติ ทำงานตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่อาศัยเชื้อเพลิงหรือไฟฟ้า!!

“ตะบันน้ำ” หรือ ไฮดรอลิคแรม (Hydraulic Ram) เป็นเทคโนโลยีการสูบน้ำอัตโนมัติที่ทำงานได้ตลอด 24 ชั่วโมง โดยไม่อาศัยเชื้อเพลิงหรือไฟฟ้า เพียงแค่ใช้พลังงานจากน้ำเป็นตัวขับเคลื่อนระบบ ก็สามารถสูบน้ำไปใช้ได้แล้ว ทั้งยังประยุกต์ใช้งานได้หลากหลายรูปแบบตามความต้องการอีกด้วย อ.ดร.จิระกานต์ ศิริวิชญ์ไมตรี ภาควิชา วิศวกรรมชลประทาน มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ให้ข้อมูลว่าเครื่องตะบันน้ำเป็นเทคโนโลยีการสูบน้ำที่เป็นประโยชน์มาก เนื่องจากไม่ต้องใช้พลังงานเชื้อเพลิงหรือไฟฟ้าให้สิ้นเปลือง ซึ่งในต่างประเทศใช้กันมากว่า 200 ปีแล้ว แต่สำหรับประเทศไทยยังไม่เป็นที่แพร่หลายนัก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะว่าการติดตั้งอุปกรณ์ดังกล่าวค่อนข้างยุ่งยาก และประสิทธิภาพการสูบน้ำค่อนข้างต่ำเมื่อเทียบกับเครื่องสูบน้ำที่ใช้เครื่องยนต์หรือมอเตอร์ แต่เชื่อว่าในอนาคตเครื่องตะบันน้ำจะเป็นที่รู้จักและได้รับความนิยมมากขึ้นแน่นอน “ตนเองได้ศึกษาวิจัยเครื่องตะบันน้ำมา 5-6 ปีแล้ว ก็ได้พัฒนาเครื่องตะบันน้ำให้มีประสิทธิภาพเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ สูบน้ำได้ปริมาณที่มากขึ้น ทำให้คนทั่วไปเริ่มให้ความสนใจ แต่อย่างไรก็ตามเครื่องที่มีอยู่ยังเป็นเครื่องขนาดเล็กใช้ในระดับครัวเรือนเท่านั้น ขณะที่ภาคการเกษตรต้องการน้ำในปริมาณมาก ดังนั้นหากพัฒนาเครื่องตะบันน้ำที่มีขนาดใหญ่สูบน้ำได้ปริมาณมากขึ้น เชื่อว่าทำให้มีเกษตรกรสนใจอย่างแน่นอน” สำหรับหลักการทำงานของเครื่องตะบันน้ำ อ.ดร.จิระกานต์ อธิบายว่า เริ่มจากน้ำจากแหล่งน้ำไหลเข้าสู่ท่อรับน้ำไปยังเครื่อง ผ่านวาล์วทิ้งน้ำจนความเร็วของการไหลเพิ่มสูงขึ้นทำให้เกิดแรงยกวาล์วทิ้งน้ำให้ปิด ซึ่งการปิดวาล์วทิ้งน้ำทำให้เกิดความดันจำนวนมากในตัวเครื่อง เรียกว่า ปรากฏการณ์ Water Hammer ทำให้วาล์วกันน้ำกลับถูกยกขึ้น น้ำส่วนหนึ่งจะถูกอัดเข้าไปเก็บในถังแรงดันและเข้าสู่ท่อจ่ายน้ำขึ้นไปยังถังพักน้ำ ขณะเดียวกันความดันในตัวเครื่องจะลดลงทำให้วาล์วกันน้ำกลับปิดและวาล์วน้ำทิ้งเปิด ตะบันน้ำก็เริ่มทำงานรอบใหม่อีกครั้ง ทั้งนี้จุดที่ติดตั้งเครื่องตะบันน้ำต้องอยู่ต่ำกว่าผิวน้ำอย่างน้อย 1.5 เมตร แต่ถ้าให้ดีควรต่ำกว่าประมาณ 2-3 เมตร และท่อส่งน้ำมายังเครื่องต้องมีความยาวไม่น้อยกว่า 15 เมตร แรงดันน้ำถึงจะเพียงพอทำให้ระบบดำเนินไปได้อย่างสมบูรณ์ ซึ่งปัจจุบันเครื่องตะบันน้ำที่พัฒนาขึ้นมาสามารถสูบน้ำได้มากกว่าระดับแรงดันตั้งต้นถึง 10 เท่า เช่น ถ้าแรงดันน้ำเริ่มต้นที่ 2 เมตร (ความสูงจากผิวน้ำมาที่ตัวเครื่องตะบันน้ำ) จะสูบน้ำไปใช้ในพื้นที่ที่สูงกว่าถึง 20 เมตรเลยทีเดียว การสูบน้ำด้วยเครื่องตะบันน้ำ หากคิดปริมาณน้ำที่ผ่านเข้าเครื่องเป็น 100 เปอร์เซ็นต์ จะถูกใช้เพื่อเพิ่มแรงดันและทิ้งไปประมาณ 90 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลือเป็นน้ำที่สูบขึ้นมาได้ ซึ่งปริมาณน้ำที่ได้ก็แปรผันกับความสูงที่ส่งน้ำขึ้นไป ยิ่งสูงปริมาณน้ำที่ได้ก็จะน้อยลง จากการทดสอบประสิทธิภาพในการสูบน้ำขึ้นไปที่ความสูง 6 เมตร จะได้น้ำประมาณ 6,800 ลิตรต่อวัน ซึ่งก็เพียงพอที่ใช้ในบ้านเรือน 1-3 หลัง หรือสูบเพื่อไปกักเก็บไว้เตรียมใช้งานต่อไป สำหรับพื้นที่ที่เหมาะกบการติดตั้งเครื่องตะบันน้ำ คือ ลำธาร บริเวณเชิงเขาที่มีแหล่งน้ำ น้ำตก ฝาย ทำนบกั้นน้ำ พื้นที่ติดคลองชลประทานหรือตามแหล่งน้ำธรรมชาติ ซึ่งแหล่งน้ำในลักษณะนี้ประเทศไทยมีอยู่จำนวนมากจึงสามารถนำเครื่องตะบันน้ำไปติดตั้งและใช้งานได้ไม่ยาก “5-6 ปีที่ผ่านมาได้มีผู้สนใจติดต่อขอซื้อเครื่องตะบันน้ำไปใช้งานอย่างต่อเนื่อง รวมที่จำหน่ายไปแล้วกว่า 50 เครื่องแล้ว มีที่หนึ่งที่ไปติดตั้งเป็นสวนยางพาราปลูกอยู่บนเนินเขาสูง มีลำธารอยู่ต่ำกว่าพื้นที่สวนลงไปประมาณ 20 เมตร ซึ่งหลักของเครื่องตะบันน้ำคือต้องมีแหล่งน้ำสูงกว่าบริเวณที่ติดตั้งเครื่อง จึงได้ใช้วิธีทำเขื่อนกั้นลำธารไว้เพื่อทำให้ระดับน้ำสูงขึ้น เพียงเท่านี้ก็ทำให้ได้แรงดันน้ำที่มากพอสำหรับทำให้เครื่องตะบันน้ำทำงานได้สมบูรณ์และส่งน้ำขึ้นไปใช้ในสวนยางได้” อ.ดร.จิระกานต์ บอกว่าเจ้าของสวนยางพาราพอใจมาก เพราะสูบน้ำขึ้นไปใช้ได้โดยไม่ต้องสิ้นเปลืองเชื้อเพลิง ที่สำคัญลงทุนไม่สูงมาก ราคาเครื่องตะบันน้ำในปัจจุบันใกล้เคียงกับราคาเครื่องปั้มน้ำแบบใช้ไฟฟ้า ซึ่งในต่างประเทศเครื่องตะบันน้ำขนาดเดียวกันราคาสูงถึง 70,000-80,000 บาท ขณะที่ของไทยรารคาเพียง 7,000-8,000 บาทเท่านั้น ทั้งยังมีประสิทธิภาพที่สูงกว่าด้วย “ปัจจุบันมีผู้สนใจติดต่อเข้ามาสอบถามข้อมูลจำนวนมาก แต่ส่วนใหญ่ต้องการเครื่องตะบันน้ำขนาดใหญ่เพื่อไปใช้ในภาคการเกษตร ซึ่งทางคณะฯ ได้เร่งพัฒนาเครื่องตะบันน้ำที่สามารถสูบน้ำได้จำนวนมาก เพื่อตอบสนองความต้องการของเกษตรกร ซึ่งหากพัฒนาขึ้นได้ เชื่อว่าจะเป็นประโยชน์อย่างยิ่งสำหรับเกษตรกร”อ.ดร.จิระกานต์ กล่าวในที่สุด ขอบคุณข้อมูลที่มา: tueansati

อ่านเพิ่มเติม »

งดงามมาก! 10 สุดยอดวัดบนภูเขาสุดอันซีนในไทย สวยๆ ทั้งนั้น ครั้งหนึ่งในชีวิตต้องไปให้ได้

งดงามมาก! 10 สุดยอดวัดบนภูเขาสุดอันซีนในไทย ที่ครั้งหนึ่งในชีวิตต้องไปให้ได้ ประเทศไทย ถือเป็นอีกหนึ่งจุดศูนย์กลางของพระพุทธศาสนา เพราะเต็มไปด้วยวัดวาอารามมากมาย นับกันไม่หวาดไม่ไหว ในแต่ละวัดก็จะมีจุดเด่นต่างกันไป ไม่ว่าจะเป็นพระประธาน พระอุโบสถ เจดีย์ วิหาร ฯลฯ นอกจากนี้บางวัดในต่างจังหวัด ยังตั้งอยู่ในบริเวณที่มีทัศนียภาพสุดแสนตระการตา travel.mthai.com เลยขอพาท่านไปพบกับ 10 วัดบนเขา สุดอันซีนในเมืองไทย ที่คุณต้องไปสักครั้ง 1. วัดถ้ำเสือ จ.กระบี่ ภาพ : Nui Asia วัดถ้ำเสือ จังหวัดกระบี่ มีความสวยงาม มหัศจรรย์ และเป็นที่ปฏิบัติธรรมวิปัสสนากรรมฐานที่น่าสนใจ สภาพโดยทั่วไปของ วัดถ้ำเสือมีลักษณะ เป็นสวนป่า เป็นโพรงถ้ำ มีเพิงผาและแหล่งถ้ำธรรมชาติ เช่น ถ้ำคนธรรพ์ ถ้ำลอด ถ้ำช้างแก้ว ถ้ำลูกธนู ถ้ำงู ถ้ำเต่า ถ้ำมือเสือ สิ่งสำคัญใน “วัดถ้ำเสือ” นั้นที่ดูเหมือนจะโดดเด่นเป็นเอกลักษณ์มากที่สุดและ เป็นที่นิยมชื่นชอบของนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทยและชาวต่างชาติ วัดถ้ำเสือ อยู่ห่างจากตัวเมืองกระบี่ประมาณ 9 กิโลเมตร ตั้งอยู่ในเขตพื้นที่ บ้านถ้ำเสือ ตำบลกระบี่น้อย อ.เมือง จ.กระบี่ พื้นที่บริเวณวัดประมาณ 200 ไร่ ประกอบไปด้วยพื้นที่ราบ หุบเขาและยอดเขา การเดินทาง จากตัวเมืองกระบี่ เลี้ยวซ้ายที่สี่แยกตลาดเก่า ใช้เส้นทางถนนเพชรเกษม (ทางหลวงหมายเลข 4) เส้นทางอำเภอเหนือคลอง เลี้ยวซ้ายที่สามแยกถ้ำเสือไปตามถนนราษฎรพัฒนา (ทางหลวงหมายเลข 4037) ไปประมาณ 2 กิโลเมตร จะมีป้ายบอกทางอย่างชัดเจน 2. วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว จ.เพชรบูรณ์ ภาพ : Theppaporn Kongsomjitt วัดพระธาตุผาซ่อนแก้ว ตั้งอยู่ที่ อ.เขาค้อ จ.เพชรบูรณ์ เป็นวัดที่มีความโดดเด่นอลังการไม่เหมือนใคร นอกจากทิวทัศน์สวยๆ ของทะเลภูเขารายรอบและทะเลหมอกสีขาวแล้ว ก็คือสีสันอันสดใส ที่เกิดจากการนำกระเบื้องสีถ้วยชามเบญจรงค์มุกลูกปัดแก้วแหวนเงินทอง สิ่งมีค่าต่างๆ ตลอดจนเซรามิคหลากสีสัน มาประดับประดาตกแต่งเป็นลวดลายที่สวยงาม เมื่อยามต้องแสงแดดทั่วทั้งอาณาบริเวณจะสะท้อนประกายงดงามราวกับวัดบนสรวงสวรรค์ เป็นสถานที่อันสวยงามและศักดิ์สิทธิ์ควรค่าแก่การไปเยือน การเดินทาง จากกรุงเทพฯใช้ทางหลวงหมายเลข 21 ผ่านจ.สระบุรี และจ.ลพบุรีจากนั้น เลี้ยวซ้ายสู่ทางหลวงหมายเลข 12 บริเวณแยกอนุสาวรีย์พ่อขุนผาเมือง ขับตรงไปเรื่อยๆทางที่จะไปแยกแคมป์สน มีจุดสังเกตคืออบต. แคมป์สนอยู่ขวามือ ขับตรงไปกลับรถทางเข้าวัดจะอยู่บริเวณปากทางเข้าหมู่บ้านทางแดงข้างๆ อบต.แคมป์สน 3. วัดเฉลิมพระเกียรติพระจอมเกล้าราชานุสรณ์ จ.ลำปาง ภาพ : Narisa Boon Mun แหล่งท่องเที่ยวอันซีนของจังหวัดลำปาง ตั้งอยู่ที่อำเภอแจ้ห่ม กับจุดชมวิวแบบพาโนรามา 360 องศา ณ วัดเฉลิมพระเกียรติพระจอมเกล้าราชานุสรณ์ ที่จะทำให้คุณได้ยลโฉมวิวสวยอลังการของอำเภอแจ้ห่ม เห็นลำน้ำแม่สอย แม่มอญและแม่วัง ขนานไปกับบท้องนาเขียวขจี โดยมีภูเขาดอยปู่ยักษ์ทอดแนวยาวสุดสายตา ซึ่งจากบริเวณวัดต้องใช้รถขับเคลื่อนสี่ล้อแล่นขึ้นไปที่จอดรถที่เรียกว่าดอยภูผาหมอก จากนั้นเดินต่อขึ้นไปบนจุดทิวทัศน์สูงสุดคือยอดดอยภูผาโชค รวมระยะทางประมาณ 1 กม. แม้หนทางอาจจะลำบากสักนิด แต่สิ่งที่ได้รับกลับคุ้มค่าเกินคำบรรยาย 4. วัดเจติยาคีรีวิหาร จ.บึงกาฬ (วัดภูทอก) สถานที่อันแสนเงียบสงบ “วัดภูทอก” หรือ “วัดเจติยาคีรีวิหาร” นี้คือ สถานที่ปฏิบัติบำเพ็ญธรรมท่ามกลางธรรมชาติอันสวยงาม ที่แวดล้อมอยู่แฝงไว้ซึ่งเสน่ห์ทางธรรม สะพานไม้ และบันไดขึ้นชมทัศนียภาพรอบๆ ภูทอก แบบ 360 คือ มนต์เสน่ห์แห่งดินแดนธรรมอันเงียบสงบแห่งนี้ ที่สะกดให้นักท่องเที่ยวหลงใหลในความงดงาม มีทั้งหมด 7 ชั้นจากชั้น 1 – ชั้นที่ 7 จะมีบันไดไม้ให้เดินแบบตรงทอดยาวจนถึงจุดสูงสุดของยอดภูทอก และตั้งแต่ชั้นที่ 3 เป็นต้นไป นักท่องเที่ยวสามารถเดินชมแบบสะพานเวียนรอบเขา ซึ่งจะได้เห็นมุมมองที่แตกต่างไปเรื่อยๆ ทางหลวงหมายเลข 222 ไปทางอำเภอศรีวิไล มีป้ายบอกทางเป็นระยะอยู่ห่างจากอำเภอเมืองประมาณ 50 กิโลฯ วัดภูทอก อยู่ในอาณาเขตบ้านคำแคน ตำบลนาแสง อำเภอศรีวิไล ภูทอกมี 2 ลูก คือ ภูทอกใหญ่ และภูทอกน้อย ส่วนที่นักแสวงบุญและนักท่องเที่ยวทั่วไปสามารถชมได้ คือ ภูทอกน้อย ส่วนภูทอกใหญ่อยู่ห่างออกไปยังไม่เปิดให้นักท่องเที่ยวชม 5. วัดเขาสุกิม จ.จันทบุรี ภาพ : วัดเขาสุกิม,จันทบุรี เดิมเป็นสถานปฏิบัติธรรมบนเขาซึ่งเรียกกันในท้องถิ่นว่าเขาอีกิม ต่อมาในปี พ.ศ. 2507 ชาวบ้านได้นิมนต์พระอาจารย์สมชาย ฐิตวิริโย และภิกษุสามเณรจากสำนักสงฆ์เนินดินแดงซึ่งอยู่ไม่ไกล มาจำพรรษาบนเขาอีกิม พระอาจารย์สมชายได้พัฒนาวัดจนเป็นวัดใหญ่เป็นที่รู้จักของคนทั่วไปและเปลี่ยนชื่อเป็นเขาสุกิม นอกจากนี้ยังได้สร้างโรงเรียนมัธยมวัดเขาสุกิมและโรงพยาบาลวัดเขาสุกิมเพื่อเป็นประโยชน์ต่อสาธารณะด้วย พิพิธภัณฑ์วัดเขาสุกิม อยู่บนชั้น 3 ของตึก 60 ปีเฉลิมพระเกียรติเป็นที่เก็บรวบรวมโบราณวัตถุจำนวนมาก เช่นพระพุทธรูปปางต่าง ๆ ทั้งที่ด้วยศิลาและสำริด เครื่องถ้วยกระเบื้องจีนทั้งขนาดเล็กและใหญ่ นอกจากนี้ก็มีขวานหิน ฆ้อง หม้อ ไห มีด ดาบ เครื่องประดับสำริด กระต่ายขูดมะพร้าว เป็นต้น 6. วัดเทพพิทักษ์ปุณณาราม จ.นครราชสีมา ภาพ : วัดเทพพิทักษ์ปุณณาราม – วัดพระขาว วัดเทพพิทักษ์ปุณณาราม ตั้งอยู่บริเวณเขาสีเสียดอ้า หมู่บ้านกลางดง เป็นวัดที่ประดิษฐานพระพุทธสกลสีมามงคล เป็นชื่อที่ได้รับพระราชทานจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวภูมิพลอดุลยเดช ชาวบ้านทั่วไปมักเรียกว่า หลวงพ่อขาว หรือหลวงพ่อใหญ่ เป็นพระพุทธรูปในพระอิริยาบทนั่งปางประทานพรสีขาวขนาดใหญ่ สร้างด้วยคอนกรีตเสริมเหล็ก โดดเด่นอยู่บนยอดเขาสูง มีบันไดทางขึ้น ๑,๒๕๐ ขั้น หมายถึง จำนวนพระอรหันต์ที่ไปชุมนุมกันโดยมิได้นัดหมายในวันมาฆบูชา ถือว่ามีความหมายในการสร้างสุดๆ 7. วัดป่าภูก้อน จ.อุดรธานี วัดป่าภูก้อน เกิดขึ้นจากพุทธบริษัท ที่ตระหนักถึงคุณประโยชน์ของธรรมชาติและป่าต้นน้ำลำธาร ซึ่งกำลังถูกทำลาย และเพื่อตามรอยพระยุคลบาทพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในการรักษาความสมบูรณ์ของป่าไม้ต้นน้ำลำธาร สัตว์ป่า และพรรณไม้นานาพันธุ์ ให้เป็นมรดกของลูกหลานไทยคู่กับแผ่นดินไทย วัดป่าภูก้อน จะเป็นสถานที่ที่สงบเหมาะแก่การบำเพ็ญภาวนาของพระสายกรรมฐาน ภายในวัดมีพระบรมสารีริกธาตุบรรจุ ในพระเกศพระร่วงโรจน์ศรีบูรพา ซึ่งเป็นประธานประดิษฐานหน้าองค์พระปฐมรัตนบูรพาจารย์มหาเจดีย์ มีพระพุทธไสยาสน์โลกนาถศาสดามหามุนี เป็นพระพุทธรูปปางปรินิพพาน ทำด้วยหินอ่อนขาวจากเมืองคาร์ราร่า ประเทศอิตาลี วัดป่าภูก้อนตั้งอยู่ในเขตป่าสงวนแห่งชาติป่านายูง และป่าน้ำโสม ท้องที่บ้านนาคำใหญ่ ตำบลบ้านก้อง เป็น รอยต่อแผ่นดิน 3 …

อ่านเพิ่มเติม »

หยุดอ่านสักนิด!! น้ำต้ม “เดือดแล้วเดือดอีก” เป็นอันตราย! ต่อชีวิต คนชอบดื่มชา กาแฟ อย่าชะล่าใจ!!

หลายคนเชื่อว่าความร้อน สามารถเอาชนะเชื้อโรคร้ายต่างๆได้ ไม่ว่าจะเป็นอาหาร หรือน้ำดื่ม หากปรุงสุกด้วยความร้อนสูง หรือต้มจนเดือด ก่อนจะนำมารับประทาน ก็จะไม่เป็นอันตรายต่อร่างกายอย่างเด็ดขาด ซึ่งนั้นก็ถือว่าไม่ใช่ความเชื่อที่ผิด แต่อาจไม่ทั้งหมด เมื่อสิ่งที่เราให้ความร้อนกับมันอย่าง น้ำในกาต้มน้ำ เมื่อทำซ้ำๆ หลายๆ ครั้ง โดยไม่เปลี่ยนน้ำในกา น้ำที่คิดว่าสะอาด ปลอดภัย กลับให้โทษแก่ร่างกายหากดื่มเข้าไป เพราะ “น้ำ” ที่เราใช้ดื่มกินในปัจจุบัน มักผสมไปด้วยแร่ธาตุต่างๆ หลายชนิด หากมีการต้มจนเดือดแล้วเดือดอีกหลายๆ ครั้ง จะทำให้น้ำระเหยกลายเป็นไอตามทฤษฎีปกติอยู่แล้ว แต่ก็จะไม่ระเหยทั้งหมด ซึ่งในน้ำส่วนที่เหลืออยู่นั้น ก็จะมีปริมาณแร่ธาตุชนิดต่างๆ ที่ปะปนมาเหลืออยู่ในจำนวนที่เข้มข้นมากขึ้น และที่สำคัญจะหลงเหลืออยู่เกินมาตรฐานที่จะนำมาบริโภคได้ โดยปฏิกิริยาที่เกิดขึ้นขณะน้ำเดือดนานๆ นั้น ก็จะส่งผลให้ไอออนของ ซิลเวอร์ไนเตรท ที่มีอยู่ในน้ำ จะเปลี่ยนเป็น ซิลเวอร์ไนไตรท์ ซึ่งเป็นสารที่ให้โทษแก่ร่างกาย ทำให้เกิดการระคายเคืองต่อเยื่อเมือกและทางเดินหายใจ อาจทำให้ปอดอาจถูกทำลายได้ รวมไปถึงดวงตา ประสาทและเลือด นอกจากนี้ยังรวมถึงแร่ธาตุอื่นๆ ก็จะมีปริมาณเพิ่มมากขึ้นเพราะการระเหยของน้ำ ซึ่งอาจมากจนเกินขีดจำกัดความสามารถของร่างกาย ในการกำจัด ขับถ่ายออกมาเป็นของเสียได้ เกี่ยวกับเรื่องนี้ นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผอ.สถาบันเวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ ได้ระบุไว้ว่า ผู้ที่ชอบดื่มกาแฟ และผู้ที่ใช้กระติกน้ำร้อนพึงระวัง เพราะหากน้ำที่คุณใช้ต้มนั้นเป็นน้ำธรรมชาติ เช่น น้ำบาดาล น้ำบ่อ หรือน้ำประปา ที่เป็นกรดในหม้อโลหะแล้วนั้น หากต้มหลายๆ ครั้งก็จะยิ่งทำให้น้ำนั้นงวดและเกิดเป็นก้อนแข็งๆ ยึดเกาะตามผิวของกาหรือกระติกน้ำร้อน หรือที่เรียกว่า ตะกรันธาตุ ตกปนลงมาในน้ำมากขึ้น รวมถึง “น้ำแร่” แบบที่เศรษฐีชอบดื่มกัน เพราะคิดว่าสะอาดก็ต้องระวัง เพราะต้มนานๆ ไปก็จะได้ตะกรันแถมเช่นกัน… ดังนั้น จึงไม่ควรดื่มน้ำที่ต้มเดือดแล้วหลายๆ ครั้ง ทางที่ดี ควรต้มน้ำแต่ละครั้งให้พอดีกับที่ใช้ดื่ม และจำเป็นต้องเปลี่ยนน้ำทุกครั้งหากต้องต้มน้ำให้เดือดใหม่ สำหรับกาต้มน้ำที่ใช้ชงกาแฟก็ไม่ควรตั้งกาต้มน้ำร้อนไว้ให้เดือดตลอดเวลา เพราะอาจจะทำให้โลหะกร่อนลงมาปนได้ หมั่นเปิดฝากาดู หากเห็นมีคราบตะกรันติด ควรล้างกาในทันที… เพียงเท่านี้…ความร้อนก็จะไม่สามารถนำพาสิ่งแปลกปลอมที่เป็นโทษต่อร่างกาย มาทำร้ายสุขภาพเราได้อย่างแน่นอน… เกร็ดความรู้ ตะกรัน คือ ธาตุที่มารวมตัวกันเป็นก้อนแข็งยึดเกาะตามผิวของอุปกรณ์ซึ่งมีความร้อน โดยปกติธาตุเหล่านี้จะละลายอยู่ในน้ำ เมื่อผ่านผิวของอุปกรณ์ที่มีความร้อน จะเกิดการเปลี่ยนสถานะก่อตัวยึดกันแน่นตามผิวของอุปกรณ์เกิดเป็นตะกรันแข็งขึ้นมา ทั้งนี้ ตะกรันสามารถจำแนกออกได้หลายชนิด อาทิ ตะกรันแคลเซียม(หินปูน),ตะกรันสนิมเหล็ก,ตะกรันเกลือ ฯลฯ ข้อมูลจากกรมควบคุมมลพิษ กรมควบคุมมลพิษ ระบุว่า ซิลเวอร์ไอออนเป็นพิษสำหรับสิ่งมีชีวิตอาศัยอยู่ในน้ำ , แบคทีเรีย , สำหรับไนเตรทอาจเป็นปัจจัยทำให้น้ำขาดออกซิเจนเป็นอันตรายต่อน้ำดื่ม , ปลา และมีชื่อทางเคมีว่า IUPAC: Silver nitrate ขอบคุณข้อมูลจาก : สสส. ขอบคุณรูปภาพจาก : steventearoom ขอบคุณที่มา: tnews

อ่านเพิ่มเติม »

พาไปชม!! บ้านสไตล์โมเดิร์น ใช้งบแค่ 6 แสนบาท!! สวยและถูกมาก น่าอยู่และดูอบอุ่นมาก “ชอบมากอยากได้” แชร์เก็บไว้เลย!!

สวัสดีค่าาา พับกบ เอ้ยย พบกับ “สาระศาสตร์” กันอีกแล้ววว แว๊วว แว๊ววว 5555+ ท่าทางแอดมินจะเหงา 555+ เอาเป็นว่ามาเข้าเรื่องกันเลยดีกว่าค่ะ สืบเนื่องมาจาก บลอคเรื่องการสร้างบ้านที่เราทำมีการตอบรับดีมากกก วันนี้ “สาระศาสตร์” เลยไปหาข้อมูลการสร้างบ้านในงบไม่แรงมากฝากกันอีกแล้วค่าาา และวันนี้เจ้าของเรื่องราวของเราได้แก่ สมาชิกพันทิปชื่อว่า ไทภู ที่ใช้ชื่อเรื่องว่า “บ้านโมเดิร์นหลังเล็กๆ ตัวบ้านใช้งบ6แสน” นั่นเองค่ะ เดี๋ยวเราไปดูกันดีกว่าว่าผลงานของเค้าเป็นอย่างไรบ้าง จะสวยถูกใจคุณผู้อ่านกันหรือป่าว แต่แอบกระซิบนิดนึงนะคะว่า ใครที่ชอบบ้านสไตล์โมเดิร์นถูกใจแน่นอน คอนเฟิร์มค่ะ!! ไปกันเล้ยยยย!! รีวิวปลูกบ้านชั้นเดียวที่ทำให้รู้ว่าไม่จำเป็นต้องมีเงินล้านก็สร้างบ้านได้ และน่าจะสร้างแรงบันดาลใจให้กับคนงบน้อยที่อยากจะมีบ้านชั้นเดียวเล็ก ๆ สักหลังเป็นของตัวเองมากเลยล่ะ คนงบน้อยที่อยากมี บ้าน แต่เงินไม่ถึงหลักล้านไม่ต้องท้อใจไป เพราะมีเงินแค่หลักแสนก็สร้างบ้านในฝันได้เหมือนกัน เช่นเดียวกับ คุณ ไทภู สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม ที่สามารถปลูกบ้านชั้นเดียวด้วยงบประมาณ 6 แสนบาท เท่านั้นเอง แถมยังตกแต่งด้วยสไตล์โมเดิร์นที่น่ามองและปรับทรงหลังคาให้เข้ากับอากาศบ้านเราได้ดีเลยค่ะ ขั้นแรกเริ่มจากการ ตีผังขุดหลุมทำฐานราก ขั้นตอนที่ 2 ไม่ยากอย่างที่คิดครับ เทพื้น ตั้งเสา ทำโครงหลังคา ขั้นตอนที่ 3 ก่ออิฐ ทำเสาเอ็น ทับหลัง ให้แข็งแรงใช้ก่ออิฐแดงจะมีความแข็งแรงมากกว่า ขั้นตอนที่ 4 ฝังท่อไฟ สวิทย์ ปลั๊กให้เรียบร้อยตามต่ำแหน่ง ขั้นตอนที่ 5 จับเซี้ยมกรอบหน้าต่าง มุนบ้าน ลงมือฉาบปูน ขั้นตอนที่ 6 ติดตั้งไม้ฝา ไม้ฝาเรียบร้อย ทำฝ้าภายนอก ขั้นตอนที่ 7 เริ่มขั้นตอนต่อไปทำรั้ว ขั้นตอนที่ 8 ทาสีตัวบ้าน งานติดตั้งบัวรอบบ้านกรอบหน้าต่าง ฉาบรั้ว ขั้นตอนที่ 9 ติดบัวรั้ว ไม้ระแนงรั้ว พร้อมติดหินทราย ขั้นตอนที่ 10 ทำประตูหน้าบ้าน และทาสีรั้ว งานเรียบร้อยพร้อมเข้าอยู่ บ้านเสร็จแล้ว ก็ย้ายหรือซื้อเฟอร์นิเจอร์เข้าบ้าน และเข้าอยู่ได้เลย โอ้โหเรียกได้ว่างานนี้ 600,000 กับผลงานที่ได้ออกมาคุ้มค่าจริงๆค่ะ เอาเป็นว่าใครอยากสร้างบ้านสไตล์ไหนก็สามารถมาศึกษาก่อนได้นะคะ หรือใครอยากได้ข้อมูลแบบบ้านอื่นๆก็สามารถคอมเมนท์บอกกันไว้ได้นะคะ เดี๋ยวแอดมินจะไปสรรหามาให้อีก อิอิ วันนี้ “สาระศาสตร์” ขอลาไปก่อนค่า เจอกันใหม่บลอคหน้า ขอบคุณที่ติดตามกันค่าาา จัดทำด้วย thaisod.com ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก: pantip  Cr:  turjeedz

อ่านเพิ่มเติม »

คุณพระ !! สไตล์บ้าน เล็กๆน่ารัก ด้วยงบประมาณ “ไม่ถึง 1 แสนบาท” น่าอยู่และดูอบอุ่นมาก !!

หากคุณกำลังมองหาบ้านสไตลต่างๆ หรือกำลังจะสร้างบ้านหลังเล็กๆดูอบอุ่น วันนี้เราได้รวบรวมแบบบ้านน่ารักๆราคาชิวๆ” งบประมาณ ไม่เกิน 1 แสนบาททท “ไปชมกันเล้ยยยยย…………….. 1.บ้านชั้นเดียวสไตลคอทเทจ หรือที่เราคุ้นหูกันว่า บ้านไร่สไตลยุโรปนั่นเองง…… เสน่ห์ของบ้านหลังนี้ ที่ใครเห็นแล้ว ก็ต้องหลงไหล เพราะให้ความรู้สึก อบอุ่น น่ารัก สบายตาด้วยสีเขียวตัดกับขอบสีส้มของประตูและหน้าต่าง ทำให้ดึงเสน่ห์บ้านสไตลยุโรปได้อย่างลงตัว ด้านในบ้านก็แบ่งเป็นสัดส่วน จัดสรรพื้นที่ใช้สอย ให้ใช้ชีวิตประจำวันได้ง่าย มีห้องครัว ห้องนอน และห้องน้ำ ด้านหน้ายังสามารถตั้งโต๊ะสวยๆ ไว้สำหรับปาตี้บาบีคิวปิ้งย่าง หรือพักผ่อนได้อีกด้วยไม่น่าเชื่อเลยนะคะ ว่าพื้นที่เพียง 29.7 ตร.ม. ก็สามารถเนรมิตรบ้านน่ารักๆ อบอุ่นได้อย่างลงตัว 2.สไตลคันทรี่ มีกลิ่นไอของความเป็นอเมกันคาวบอย สุดเท่ ให้ความรู้สึกดื่มด่ำไปกับธรรมชาติรอบตัวได้ ในพื้นที่ขนาดจำกัดภายในตัวบ้านประกอบไปด้วย ห้องรับประทานอาหาร ห้องรับแขก ห้องครัว ห้องน้ำ และห้องนอน ที่ถูกจัดวางอย่างเป็นสัดส่วนสไตล์ตะวันตกบนพื้นที่ประมาณ 27 ตารางเมตร เพื่อประโยชน์ใช้สอยที่ครบถ้วนและกะทัดรัด ไม่ว่าจะเพื่ออยู่อาศัยหรือตากอากาศ แบบบ้านหลังนี้น่าจะตอบโจทย์คนงบน้อยได้เป็นอย่างดี 3.บ้านแบบสตูดิโอ เป็นห้องประเภทสตูดิโอ เล็กๆง่ายๆ ตกแต่งด้วยสีสันสดใส ด้านในเน้นความโปร่ง โล่งและการจัดมุมต่างๆให้เข้าที่อย่างลงตัว จัดบริเวณรอบบ้านด้วยพื้นหญ้าและเรียงหินเป็นทางเดิน ปลูกดอกไม้ให้ความสดใส 4.สไตล์บังกะโล เป็นบ้านหลังเล็กๆอีกแบบ ที่มีสัดส่วนแบ่งได้อย่างน่ารัก มีมุมสบายๆหน้าบ้านที่สามารถวางโต๊ะนั่งเล่นชิวๆ ด้านในแบ่งห้องเป็นห้องนอน1ห้อง และห้องน้ำ1 ห้อง ใช้ลูกเล่นกันหลังคายกระดับติดกระจก ให้ดูโล่งโปร่งมากขึ้นค่ะ ค่ะะะ วันนี้รวบรวมมาให้ดูเท่านี้ก่อน โอกาสหน้าจะหาบ้านสวยๆ งบประมาณน้อยๆ มาให้อีกค่าาา ทั้งนี้ทั้งนั้น งบประมาณสร้างบ้านแต่ละหลังที่ยกมาในวันนี้ ก็ขึ้นอยู่กับวัสดุที่ใช้ในการก่อสร้างด้วยนะคะ ขอบคุณข้อมูลที่มา: turjeedz

อ่านเพิ่มเติม »

หมอแสง!! เผยสูตร สมุนไพรแก้โรคมะเร็ง ที่เมืองนอกขายเม็ดละ 2-3 พันบาท แชร์เก็บไว้ !!

กำลังเป็นกระแสพูดถึงกันอย่างกว้างขวาง กรณี หมอแสง นายแสงชัย แหเลิศตระกูล แจกสมุนไพรแก้โรคมะเร็งฟรีที่บ้านในอ.เมืองปราจีนบุรี มาแล้ว 9 ปี จนคนมามากหมื่น ก่อปัญหาด้านการจราจร การไปขอลงบันทึกประจำวันที่สภ.อ.เมืองปราจีนบุรี ซึ่งเป็นสถานที่ราชการ ที่สำคัญมีคำถามในเรื่องความถูกต้องของการขึ้นทะเบียนยา ผลิตภัณฑ์ และผู้ผลิต ภายหลังนายแสงชัย แหเลิศตระกูล หรือ ‘หมอแสง ปราจีน’ ยอมเปิดสูตรสมุนไพรแก้มะเร็งกับทีมข่าวพร้อมกับเปรยว่า ยื่นขอจดทะเบียนแล้วหลายคร้ัง แต่มีปัญหา ติดขัดเรื่องระเบียบและข้อกฎหมายหลายอย่าง จนเริ่มน้อยใจ และถามกลับว่า ขายสูตรให้ฝรั่งเลยดีไหม เพราะมีคนติดต่อมาเยอะ คนไทยไม่ต้องกินแล้วของฟรี ตามไปซื้อกับฝรั่ง เม็ดละ 2-3 พันบาท เปิดสูตรไม่ลับ-เคล็ดลับอยู่ที่การผสมผสาน ขณะเดียวกันมีการเปิดเผยส่วนผสมของยาสมุนไพร แก้โรคมะเร็ง ประกอบด้วย วัตถุดิบหลัก คือ รำข้าว 80% เป็นรำข้าว 80% เป็นรำข้าวที่ร่อนเอาของไม่ดี เศษแกลบออก ส่วนอีก 20% เป็นข้าวเย็นเหนือ ข้าวเย็นใต้ เห็ดกระถินพิมาน เกสรพิลันกาสา สูตรจริงๆ ก็มีแค่นี้ มีไม่เยอะ อยู่ที่การผสมผสาน ใช้รำข้าวเป็นวัตถุตั้งต้น ข้าวเย็นเหนือ ข้าวเย็นใต้ เห็ดกระถินพิมาน เกสรพิลันกาสา เราผสมแต่ละตัวก่อนจนกว่าจะครบ 6 เดือน ก็นำมาผสมในรำข้าว เคล้าให้เข้ากัน ปั่นให้เข้ากันให้ได้ แล้วนำมาอัดแคปซูล 2. พบผู้ป่วยมะเร็งใหม่ปีละ 1.2 แสนคน ตาย 7 หมื่น ด้านนพ.ปราโมทย์ เสถียรรัตน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กล่าวว่าปัจจุบันประเทศไทยพบผู้ป่วยมะเร็งรายใหม่ประมาณ 1.2 แสนคน โดยมีผู้เสียชีวิตจากโรคมะเร็งปีละประมาณ 7 หมื่นคน ดังนั้นสมุนไพรดังกล่าวจึงถือเป็นความหวังของประชาชน ในกรณีของนายแสงชัย กรมฯ ได้หารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งได้ข้อสรุปเบื้องต้นว่าจะดำเนินการใน 3 เรื่อง ได้แก่ ทำให้การจ่ายสมุนไพรถูกต้องตามกฎหมาย โดยในเรื่องของผู้ให้บริการ จะต้องหาผู้ประกอบวิชาชีพเช่นมีแพทย์แผนไทยไปประจำการค่อยตรวจวินิจฉัยก่อนจ่ายสมุนไพรดังกล่าว ส่วนตัวของนายแสงชัยเอง ก็ต้องมีการขอประเมินหรือพิจารณาให้ได้เป็นหมอพื้นบ้าน สถานที่ในการแจกสมุนไพรนั้น ต้องทำให้ถูกต้อง เช่น จ่ายในโรงพยาบาลหรือคลินิก ซึ่งต้องมีการขอเปิดให้บริการอย่างถูกต้อง ผลิตภัณฑ์สมุนไพร ต้องมี อย. ผลิตภัณฑ์ที่นำมาทำเป็นส่วนผสมของสมุนไพรต้องมีการทำให้ถูกต้อง ด้วยการขอขึ้นทะเบียนกับสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ไม่ว่าจะขอเป็นยา แผนโบราณ หรือผลิตภัณฑ์เสริมอาหาร เป็นต้น อย่างไรก็ตามสิ่งสำคัญคือต้องมีการให้ข้อมูลที่ถูกต้องกับประชาชนเกี่ยวกับการใช้สมุนไพร ยาหมอแสงไม่มีสเตียรอยด์ นพ.ปราโมทย์ กล่าวต่อว่า นอกจากนี้ยังจะต้องมีการทำวิจัยและตรวจสอบสมุนไพรเพื่อความปลอดภัยของประชาชน โดยที่ผ่านมาทางจังหวัดได้มีการเก็บสมุนไพรดังกล่าวไปตรวจสอบ ซึ่งไม่พบสารสเตียรอยด์หรือสารที่ทำให้อยากอาหาร แต่ยังไม่สามารถระบุได้ว่าปลอดภัยจริงหรือไม่ เนื่องจากต้องตรวจเพิ่มเติมว่าในผลิตภัณฑ์มีแบคทีเรียหรือมีโลหะหนักปนเปื้อนหรือไม่ รวมทั้งต้องประเมินผลการรับประทานสมุนไพรดังกล่าวว่าในระยะยาวจะมีผลต่อร่างกายหรือไม่ รวมทั้งต้องทำวิจัยเพิ่มเติม โดยมีกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์เป็นคนรับเรื่องนี้ไปดูแล ต้องให้สถาบันมะเร็งแห่งชาติช่วยวิจัยก่อน ทั้งนี้ ยังต้องทำการศึกษาสรรพคุณของสมุนไพรทุกชนิดด้วยหากนำมารวมกันแล้วจะมีพิษต่อร่างกายหรือไม่ เพราะที่ผ่านมาสมุนไพรแต่ละตัวอาจพบว่ามีสารต้านแอนตีออกซิแดนท์ ที่ช่วยต้านอนุมูลอิสระ แต่ก็เป็นเพียงผลการทดลองในหลอดทดลองเท่านั้น แต่ยังไม่มีการทดสอบในคนว่าจะได้ผลหรือไม่ และเหมาะกับโรคมะเร็งชนิดใด ดังนั้น จึงได้ประสานกับสถาบันมะเร็งแห่งชาติให้ช่วยทำวิจัยและเก็บข้อมูลเพิ่มเติม โดยคาดว่าจะทราบผลภายใน 1-2 เดือน หมอแสง เคยยื่นขึ้นทะเบียนในนามหน่วยงาน ขณะที่ นายวิชาญ ชำนาญกุล ผู้พิพากษาหัวหน้าคณะชั้นต้นในศาลจังหวัดปราจีนบุรี กล่าวว่า ตามที่ฟังจาก นพ.ปราโมทย์ เสถียรรัตน์ รองอธิบดีกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก เรื่องขอขึ้นทะเบียน อย.สมุนไพรของนายแสงชัยนั้น พรรคพวกเคยให้ยื่นจดทะเบียน อย.แล้วแต่ยื่นในนามหน่วยงานราชการแห่งหนึ่ง ซึ่งมารู้ทีหลังว่าหน่วยราชการนั้นไม่มีชื่อนายแสงชัยเข้ามาเกี่ยวข้อง ตนก็เลยบอกว่าสิ่งที่นายแสงชัยทำอยู่ที่บ้านไม่ได้ผิดเสียทีเดียว แต่ถ้ายื่นให้ถูกต้องแล้วสถานที่ผลิตอยู่ที่อื่นนายแสงชัยมาผลิตอยู่ที่บ้านจะผิด 100 % ซึ่งตอนนั้นก็ได้ไปถอนเรื่องออกมาแล้ว ทางเลือกแรก ยื่นประเมินเป็นหมอพื้นบ้าน นายวิชาญ กล่าวว่า จะเห็นว่า กรณีนี้มีแนวทางปฏิบัติ 3 ทางคือ กรณีแรกให้นายแสงชัย ผ่านการประเมินเป็นหมอพื้นบ้าน ตอนนี้กำลังทำรายละเอียดกำลังรวบรวมคนที่มีค่ามะเร็งคือค่าเลือดสูงเท่าไร หลังกินสมุนไพรไปแล้วกี่เดือนตามความเป็นจริงแล้วไปตรวจเลือดค่าเลือดลดลงเหลือเท่าไร ซึ่งตรวจจากสถาบันการแพทย์เป็นคนตรวจ จะรวบรวมเอกสารทั้งหมดไปขึ้นทะเบียนแพทย์แผนไทยให้นายแสงชัย ซึ่งการแจกต้องแจกในโรงพยาบาลหรือคลินิกที่เปิดบริการ ก็มีคำถามตามมาว่ามีไหมที่โรงพยาบาลหรือคลินิกที่ไหนแจกยาฟรีบ้าง เขาเอากฎหมายอะไรมาเขียนว่า ต้องทำอย่างนั้น ถ้าเอายาไปวิจัย จะถูกนำไปต่อยอดหรือไม่ กรณีที่สาม ส่วนผสมสมุนไพรที่แจกต้องขึ้นทะเบียน อย. ถามว่า นายแสงชัย ซึ่งทำงานรัฐวิสาหกิจส่วนตัวขึ้นทะเบียนได้ไหม ถ้าได้แนะนำมาว่าต้องทำอย่างไรบ้าง ถ้าไม่ได้ เรายื่นไปแล้วสูตรของเราจะถูกลอกเลียนแบบหรือไม่ เพราะอยากทำให้ถูกต้องอยู่ในตระกูลของนายแสงชัย ไม่ใช่ว่าหน่วยงานเอามาวิจัยพอนายแสงชัยทำไม่ได้ หน่วยงานก็เอาภูมิปัญญาของนายแสงชัยไปต่อยอด อย่างนี้เป็นธรรมต่อนายแสงชัยหรือไม่ ชี้เหตุขึ้นทะเบียนเป็น ‘อาหารเสริม’ ไม่ได้ กรณีถ้าจะทำเป็นอาหารเสริม พืชต้องมีชื่อท้ายประกาศพระราชกฤษฎีกา แต่ของนายแสงชัยไม่มีพืชตามนั้น แต่มีพืชเป็นตัวยา อาหารเสริมก็เลยทำไม่ได้ แต่ยาแผนโบราณน่าจะทำได้ ถ้าได้รับการส่งเสริมและสนับสนุนจากกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยหรือแพทย์ทางเลือก ยืนยันผู้ป่วยกินยาแล้วค่าเลือดต่ำ “เมื่อเดือนที่แล้วเราได้คนไข้ที่มีค่าเลือดสูง กินสมุนไพรแล้วค่าเลือดต่ำ 22 ราย แล้วเดือนหน้าจะรวบรวมอีก เมื่อตรวจเอกสารแล้วก็จะแจกยาไปเลย คนป่วยเหล่านี้อยู่ในโครงการที่เราจะยื่นขอขึ้นทะเบียน อยู่ที่ว่า กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและแพทย์ทางเลือกจะเอากี่ราย เราสามารถหามาให้ได้” นายวิชาญ กล่าวในที่สุด ขอบคุณข้อมูลที่มา: hotnew69

อ่านเพิ่มเติม »

ได้ผลสุดๆ !! โดนน้ำร้อนลวกหรือไฟลวก เพียงทาสิ่งนี้ รอยแผลแดงหรือพุพองก็จะหายไป!! ด้วยของใช้ใกล้ตัว แชร์เก็บไว้เลย!! (มีคลิป)

ได้ผลสุดๆ !! โดนน้ำร้อนลวกหรือไฟลวก เพียงทาสิ่งนี้ รอยแผลแดงหรือพุพองก็จะหายไป!! เมื่อเราต้องโดนน้ำร้อนลวก เชื่อแน่ว่าคุณจะไม่อยากมีแผลเป็นจากการโดนน้ำร้อนลวก และยิ่งเป็นผู้หญิงด้วยแล้ว คงยิ่งจะไม่อยากมีแผลเป็นบนเรือนร่างสวยๆ ใหญ่เลย ฉะนั้นวันนี้เราจึงนำเกร็ดเคล็ดลับเกี่ยวกับ ประโยชน์ไข่ขาว ที่คุณอาจจะคิดไม่ถึงว่า ไข่ขาว นั้นสามารถที่ช่วยคุณตอน โดนน้ำร้อนลวก ได้ค่ะ วิธีรักษาโดนน้ำร้อนลวกจากไข่ขาว เริ่มแรกนำไข่ไก่มา 1 ฟอง ตอกใส่ในถ้วย แล้วแยกไข่แดงออกจากไข่ขาว จากนั้นนำไข่ขาวมาทาบริเวณที่ถูกน้ำร้อนลวกให้ทั่ว ทิ้งไว้สักพักจนกว่าจะแห้งเสร็จแล้วล้างออกด้วยน้ำให้สะอาดรอยแผลแดงหรือพุพองก็จะหายไป ข้อแนะนำ ก่อนทาไข่ขาวอย่าให้แผลโดนน้ำเย็นหรือ แคะ แกะ เกา แผลเด็ดขาดเพราะจะทำให้หนังถลอก รู้อย่างนี้แล้วใครที่ไม่อยากเป็นแผลเป็นลองนำวิธีที่แนะนำไปใช้กันดูได้ ชมคลิป ขอบคุณข้อมูลและภาพจาก: Share-si

อ่านเพิ่มเติม »

สาวๆอย่ามองข้าม!! 10 อาการอันตราย ที่บอกว่าคุณเป็น “โรคมะเร็ง” สัญญาณอันตรายเหล่านี้ (รายละเอียด)

ส่วนใหญ่แล้วอาการเจ็บป่วยต่างๆ ก็มักจะส่งสัญญาณให้เรารู้ตัวกันทั้งนั้น เพื่อให้เราหาทางรักษาได้อย่างทันท่วงที ซึ่งโรคมะเร็งก็เช่นกัน สัญญาณเพียงเล็กๆ น้อยๆ ก็สามารถบ่งบอกได้ แต่ทว่าคนเรากลับมักจะละเลยความเปลี่ยนแปลงทางร่างกายที่เกิดขึ­­้นเพียงเล็กน้อย แต่ว่าจะมีสัญญาณสุขภาพใดบ้างที่บ่งบอกให้เราทราบได้ว่าเรากำลั­­­งเผชิญอยู่กับโรคมะเร็ง มาดู 10 สัญญาณของโรคมะเร็งที่คนเรามักมองข้าม มารู้กันไว้ซะ ก่อนจะสายเกินแก้ 1. มีก้อนเนื้อเกิดขึ้นในร่างกาย การที่ร่างกายของเรามีก้อนเนื้อแปลกปลอมเกิดขึ้น นั่นก็อาจจะเป็นสัญญาณของโรคมะเร็งได้ เช่นมะเร็งเต้านมในผู้หญิงเป็นต้น คนที่มีก้อนเนื้อแปลกปลอมส่วนใหญ่ถ­ึง 77% ไม่คิดว่าก้อนเนื้อเหล่านั้นเป็นสัญญ­าณอันตรายของโรคที่ร้ายแรง ซึ่งนั่นทำให้กว่าจะรู้ตัวว่าตนเองเป็นโรคมะเร็งก็สายเกินไปเสี­­­ยแล้ว ดังนั้นหากคลำเจอก้อนเนื้อแปลกปลอม ควรไปพบแพทย์เพื่อทำการตรวจโดยละเอียดจะดีกว่านะ 2. อาการไอ และเสียงแหบแห้ง เวลาคนเราเป็นไข้หวัดก็มักจะมีอาการไอร่วมด้วยอยู่เสมอ แต่ถ้าหากคุณหายจากอาการไข้หวัดแล้วยังคงไออยู่ตลอดไม่หายเสียท­­­ีละก็ ก็อาจจะเป็นสัญญาณของมะเร็งปอด มะเร็งในต่อมไทรอยด์ หรือมะเร็งต่อมน้ำเหลืองได้เช่นกัน โดยอาการอย่างต่อเนื่องและตลอดเวลานั้นเป็นสัญญาณหนึ่งที่สำคัญ­­­แต่คนเรากลับละเลย และคิดว่าที่ไอนั้นเป็นเพราะสาเหตุอื่น ซึ่งจริง ๆ แล้วถ้าหากคุณมีอาการไอติดต่อกันเป็นเวลานาน ก็ควรจะไปพบแพทย์จะดีกว่า จะได้ทราบสาเหตุที่แท้จริงค่ะ 3. ความผิดปกติในระบบย่อยอาหาร โรคมะเร็งลำไส้ใหญ่จะส่งผลให้ระบบการย่อยอาหารเกิดความผิดปกต­ิ รวมทั้งระบบขับถ่ายก็จะผิดปกติตามไปด้วย ดังนั้นถ้าหากคุณรู้สึกว่าอาหารไม่ย่อยบ่อย ๆ หรือแม้แต่เกิดอาการท้องผูกที่รุนแรงละก็ ควรไปพบแพทย์เพื่อให้แน่ใจว่าอาการเหล่านั้นไม่ใช้สัญญาณของการ­­­เกิดโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ จะได้ไม่ต้องมานั่งวิตกกังวลกันทีหลัง 4. ความผิดปกติในกระเพาะปัสสาวะ การติดเชื้อในระบบทางเดินปัสสาวะเป็นสิ่งที่พบได้อยู่เสมอ ซึ่งโดยทั่วไปไม่อันตราย แต่ถ้าหากเริ่มมีเลือดปะปนออกมาในปัสสาวะ ก็อย่าชะล่าใจไปนะ เพราะคนจำนวนไม่น้อยที่ละเลยภาวะเลือดออกในปัสสาวะ และมาพบที่หลังว่าตนเองเป็นมะเร็งในกระเพาะปัสสาวะ มะเร็งในไต หรือต่อมลูกหมาก ดังนั้นอย่ามัวแต่คิดว่าการมีเลือดออกมาปะปนในปัสสาวะ หรือการที่รู้สึกเจ็บเวลาที่ปัสสาวะจะเป็นเพียงแค่การติดเชื้อ ไปตรวจให้แน่ใจดีกว่าเนอะ 5. อาการปวดแบบไร้สาเหตุ อาการปวดบางชนิดที่เรื้อรัง อาจจะเป็นสัญญาณของปัญหาสุขภาพที่ร้ายแรงอย่างมะเร็งได้ อาทิ มะเร็งกระดูกหรือมะเร็งรังไข่ โดยสมาคมโรคมะเร็งในประเทศสหรัฐอเมริกาได้เปิดเผยว่าอาการปวดนั­­้นคือสัญญาณที่บ่งบอกถึงการแพร่กระจายของโรคมะเร็ง ซึ่งในการศึกษาหนึ่งพบว่ามีคนเพียง 40 % เท่านั้นที่เมื่อเกิดอาการปวดเรื้อรังแล้วจะไปพบแพทย์เพื่อทำกา­­­รตรวจวินิจฉัยให้แน่นอน 6. เจ็บคอเรื้อรัง อาการเจ็บคอเรื้อรัง เป็นหนึ่งในสัญญาณที่คนมักจะละเลยและคิดว่าเกิดจากอาการไข้หวัด­­­ธรรมดาทั่วไป ทั้ง ๆ ที่จริงแล้วอาการเจ็บคอเรื้อรัง อาจจะเป็นสัญญาณที่สำคัญของ­โรคมะเร็งกล่องเสียงหรือมะเร็งในลำคอได้ โดยมีการศึกษาพบว่า 78% ของอาสาสมัครที่เข้าร่วมในงานวิจัย ไม่คิดว่าอาการเจ็บคอเป็นสัญญาณอันตรายใด ๆ และไม่คิดจะพบแพทย์ ซึ่งความชะล่าใจแบบนี้ล่ะค่ะที่ทำให้บางรายไม่สามารถรักษาโรคมะ­­­เร็งได้ทันกาล ฉะนั้นอย่าวางใจกับอาการเจ็บคอเรื้อรังเป็นอันขาดเลยนะ 7. น้ำหนักลดโดยไร้สาเหตุ สมาคมโรคมะเร็งอเมริกันเปิดเผยว่าการที่น้ำหนักลดลงแบบไร้สาเหต­­­ุมากกว่า 5 กิโลกรัมขึ้นไปนั้น เป็นสัญญาณที่สำคัญอันดับแรก ๆ ของโรคมะเร็งหลายชนิด ไม่ว่าจะเป็นโรคมะเร็งตับอ่อน โรคมะเร็งในกระเพาะอาหาร โรคมะเร็งปอด หรือโรคมะเร็งในหลอดอาหาร ซึ่งคนส่วนใหญ่มักจะละเลยและคิดว่าอาจจะเป็นโรคอื่นมากกว่า ไม่ก็ดีใจที่น้ำหนักลด ซึ่งจริง ๆ การที่น้ำหนักลดแบบไร้สาเหตุอย่างต่อเนื่องนั้นเป็นเรื่องที่ไม­­­่ควรละเลยอย่างยิ่ง ถ้าไม่อยากให้อาการป่วยสายเกินแก้ หากน้ำหนักลดเร็วและมากเกินไป ควรจะรีบไปพบแพทย์ดีกว่าค่ะ 8. กลืนอาหารลำบาก แม้ว่าการที่คนเรากลืนอะไรได้ลำบากจะเป็นสัญญาณของปัญหาเกี่ยวก­­ับระบบประสาทหร­­ืออาการแพ้ต่าง ๆ แต่อาการนี้ก็เป็นสัญญาณของโรคมะเร็งได้เช่นกัน โดยเฉพาะโรคมะเร็งในหลอดอาหารหรือโรคมะเร็งในลำคอ ดังนั้นจึงไม่ควรละเลยเป็นอันขาด หากเกิดอาการกลืนอาหารหรือน้ำลายได้ลำบากบ่อยมากจนเกินไป ไม่ควรจะสันนิษฐานว่าเป็นเพราะระบบภูมิคุ้มกัน แต่ให้ไปพบแพทย์เพื่อตรวจวินิจฉัยค่ะ หากเป็นโรคมะเร็งจะได้ทำการรักษาได้อย่างทันท่วงที 9. เลือดออก เลือดออกถือเป็นอาการที่น่ากลัวและอันตราย รวมทั้งเป็นสัญญาณของโรคมะเร็งได้อีกด้วย อย่างเช่นการไอเป็นเลือด ก็อาจเป็นสัญญาณของโรคมะเร็งปอด หรือแม้แต่การปะปนของเลือดในอุจจาระหรือปัสสาวะก็อาจจะเป็นสัญญ­­­าณเตือนของโรคมะเร็งในระบบขับถ่ายได้เช่นกัน นอกจากนี้การที่ผู้หญิงมีเลือดไหลออกมาจากช่องคลอดทั้ง ๆ ที่ไม่เป็นประจำเดือนก็ยังเตือนได้ถึงโรคมะเร็งปากมดลูก ฉะนั้นไม่ควรละเลยเป็นอย่างยิ่ง ถ้าไม่อยากจะรู้ตัวเมื่อสาย รีบไปพบแพทย์ทันทีที่มีเลือดออกแบบไม่มีสาเหตุเลยดีกว่า 10. เกิดการเปลี่ยนแปลงของไฝบนผิวหนัง ไฝบนผิวหนังบางชนิดก็เป็นสัญลักษณ์ของโรคมะเร็งผิวหนังได้เช่นก­­­ัน โดยไฝที่บ่งบอกถึงโรคมะเร็งผิวหนังนั้นจะมีการเปลี่ยนแปลงที่สั­­­งเกตเห็นได้ง่าย โดยอาจจะมีขนาดที่ขยายใหญ่ขึ้น แต่คนส่วนใหญ่มักไม่ค่อยให้ความสำคัญ กว่าจะรู้ตัวอีกทีมะเร็งผิวหนังก็ลุกลามจนการรักษาเป็นไปได้ยาก­­­และเป็นเวลานาน ถ้าไม่อยากต้องเสียเวลารักษา และต้องทนเจ็บปวดกับการรักษาก็ควรสังเกตไฝที่เกิดขึ้นตามร่างกา­­­ยอยู่เสมอ ถ้าเกิดการเปลี่ยนแปลงที่ผิดปกติก็ควรไปหาแพทย์ผิวหนังเพื่อตรว­­­จวินิจฉัยค่ะ สัญญาณทั้ง 10 อย่างที่แนะนำกันไป ไม่ใช่เรื่องไกลตัวเลยใช่ไหมล่ะคะ ซึ่งถ้าหากเราหมั่นสังเกตความเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในร่างกายอยู่อย่างสม่ำเสมอ โรคมะเร็งที่ว่าอันตรายและน่ากลัวนั้นก็ไม่ใช่เรื่องที่เกิดควา­มสามารถในการรักษาของแพทย์อย่างแน่นอน อ่านจบแล้วรีบสังเกตกันดีกว่าว่าร่างกายของเราเกิดการเปลี่ยนแป­­­ลง ขอบคุณที่มา: sara-1000.com

อ่านเพิ่มเติม »

เตือน!! 7 ปรสิต ที่น่ากลัว “ที่ชอบอาศัยอยู่ในร่างกายมนุษย์” อันตรายมากถึงชีวิต!!

คนทึกคนบางทีอาจจะไม่รู้ความจริงว่า สิ่งสยองเหล่านี้มันอยู่ในร่างกายของคุณ เเละนี่คือ 7 ปรสิตสุดสยองที่ซ่อนอยู่ในร่างกายมนุษย์…ที่คนส่วนมากจะไม่รู้เเละไม่สนใจระวังไว้เถอะนานๆ เข้าร่างกายของคุณจะเต็มไปด้วย ปรสิต!! 1. Botfly หรือแมลงกินเนื้อ แมลงวันบางประเภทอาจจะชอบเจาะผลไม้ แต่แมลงประเภทนี้ชอบเจาะกินเนื้อคน 2. Bot Fly Larva แมลงวันตัวเบียน เป็นแมลงที่พบเห็นได้ทั่วโลก ส่วนมากจะอยู่ในแถบแอฟริกากลางและใต้ มีอยู่หลายชนิด แต่ที่น่ากลัวที่สุดคือแมลงวันตัวเบียนคนโดยแมลงวันตัวเบียนคนนี้จะวางไข่บน บนยุงหรือแมลงอะไรก็ตามที่บินเกาะคนอยู่บ่อยๆ เมื่อยุงดูดเลือดคน ไข่ของแมลงวันตัวเบียนจะย้ายมาอยู่บนผิวหนัง แล้วเมื่อมันเจริญเติบโตมันจะกินน้ำเลี้ยงและเนื้อบางส่วนของผิวหนังของเรา วันดีคือดีมันอาจซอนไซเพื่อกินอวัยวะต่างๆ ในร่างกายของเรา เช่น สมอง, ลูกนัยต์ตา,อัณฑะ พอถึงเวลาโตเต็มที่ก็จะดันตัวออกมา เสมือนเอเลี่ยนโผล่จากร่างกายของคนยังไงอย่างงั้น 3. Myiasis หรือหนอนแมลงวันที่เกิดที่ผิวหนัง โดยหนอนแมลงวันจะไต่ขึ้นบนตัวเหยื่อแล้วมาดูดกินเลือด จากนั้นจะฝังตัวอยู่ในผิวหนังและเกิดเป็นตุ่มฝี (Furunicular myiasis) หรือการที่หนอนแมลงวันไชไปตามผิวหนังเกิดเป็นแนวที่มันไชไป 4. พยาธิตัวตืด พยาธิพวกนี้จะไปอยู่ตามกล้ามเนื้อของสัตว์หลังจากที่มันถูกกินเข้าไปพร้อมหญ้าสีเขียว และหากมนุษย์กินเข้าไปพวกมันก็จะมาอยู่ในร่างกายมนุษย์แทน 5. ตัวเรือด เป็นเหมือนเห็บตัวเล็กๆ ที่อาศัยอยู่รอบๆ บริเวณที่นอนของเรา ส่วนมากมักจะออกมาหากินตอนกลางคืน รอยกัดเหมือนยุงหรือแมงมุม 6. เหา เหาจะฟักไข่ในเวลา 6-9 วัน โดยตัวเต็มวัยจะเคลื่อนที่เร็วมาก และใช้ชีวิตอยู่ประมาณเดือนนึงเพื่อกินเลือดและขยายพันธุ์ต่อไป ตัวเมียจะออกไข่ได้วันละประมาณ 7-12 ฟอง 7. ปลิง ปลิงจะใช้ส่วนดูดของปากและฟันจำนวนมากของมันเพื่อสร้างรอยแผลให้กับเหยื่อ หลังจากนั้นปลิงก็จะหลั่งสารที่คล้ายกับน้ำมูกออกมา เพื่อให้เลือดไม่แข็งตัว ขอบคุณที่มา: sumhua

อ่านเพิ่มเติม »

อึ้งเลย!! 7 ข้อดี ของการ “สูบบุหรี่” ทั้งชีวิตไม่เคยรู้เลย

ใครว่าการสูบบุหรี่มีแต่ข้อเสีย ลองมาดูข้อดีกันมั่ง… ซึ่งเเน่นอนหลายๆคนต้องอาจจะยังไม่เคยรู้เเน่มาดูกันคร้า ข้อดีของการสูบบุหรี่ 1. คนคิดค้นบุหรี่นับถือศาสนาพุทธ เพราะ ใช้หลักธรรมในการนั่งสมาธิ หายใจเข้า(พุธ) หายใจออก (โธ) ทำให้เราใจเย็นขึ้น 2. สูบบุหรี่ช่วยชาติ อยากให้ประเทศไทยมีระบบเศรษฐกิจที่ดี ต้องสูบ เพราะ รัฐบาลของเราได้ตั้งภาษี บุหรี่ เหล้า ยา 100% อย่างLMซองนึงไม่รวมภาษี ประมาณ 30 กว่าบาท เข้ามาในไทย 63 บาท เห็นมั้ย!! คุณซื้อซองเดียวก็ช่วยชาติไปตั้ง 30 บาท 3. ช่วยประหยัดค่าอาหาร เพราะหลังจากสูบบุหรี่ เสร็จแล้ว จะไม่ค่อยรู้สึกอยากกินข้าว แม่เจ้า!อยู่ได้ทั้งวันไม่ต้องแดก 4. ช่วยในเรื่องของระบบขับถ่าย สูบทำให้ไม่ท้องผูก ป้องกันโรครีดสีดวงทวาร สูบบางครั้ง รู้สึกปวดขี้ นั่งขี้ไป สูบไป ไม่ต้องออกแรงเบ่งมาก โอ๊ย โล่ง!!! 5. ไครู้ตัวว่าปากเหม็น แนะนำให้สูบ เพราะกลิ่นบุหรี่ สามารถไปกลบ กลิ่นเน่าๆในปากของคุณได้เป็นอย่างดี (ใช้ได้ผลดีกว่ามายมินต์ซะอีก คอนเฟิม) 6.เวลาไปค้างคืนในป่า ในเขาหรือกินเหล้า นอกตัวอาคาร ที่มียุงเยอะ แนะนำให้สูบ สูบปุ๊บ ยุงหายปั๊บ ไม่มารังควานเราอีกต่อไป (ไม่ต้องพึ่ง กย.15) 7.อยากให้เบียร์รสชาติดีขึ้น สูบเลย รับรองอร่อยขึ้นกว่าเดิม (เเน่นอนเเต่ถึงยังไงเราก็ไม่สนับสนุนให้สูบนะจร๊ะ) ขอบคุณข้อมูล sumhua

อ่านเพิ่มเติม »

เคล็ดลับสุดเจ๋ง!! จัดการกับเตารีดเก่า ให้สะอาดเหมือนใหม่ วิธีง่ายๆ ด้วยของใช้ใกล้ตัว แชร์เก็บไว้เลย!!

เพียงเท่านี้ก็กลับมาสะอาดเหมือนใหม่อีกครั้ง! มีปัญหากับ “เตารีด” กันบ้างรึเปล่าคะ เตารีดเครื่องประจำ งานเรียบร้อยของของเสื้อผ้า เมื่อใช้ไปได้สักระยะหนึ่งก็มักจะเกิดคราบ เกิดรอยไหม้ติดที่พื้นเตารีด หรือปัญหาเตารีดไอน้ำเกิดอุดตันได้ เวลารีดผ้าก็จะเรียบได้ไม่ดีพอบ้าง เสียเวลาเกินควรบ้าง อย่าเพิ่งอารมณ์เสียไปคะ วันนี้เรามีเคล็ดลับง่าย ๆ ใช้ของใช้ในบ้านมาเป็นผู้ช่วยในการทำความสะอาดและยืดอายุการใช้งานเตารีดกันได้ง่าย ๆ ค่ะ 1) สำหรับรอยไหม้ เปิดความร้อนของเตารีดให้ร้อนจัด รีดบนใบตอง คราบไหม้จะหลุดออกมาพร้อมไอน้ำ ยาสีฟันทาพื้นเตารีดที่มีรอยดำแล้วเปิดเตารีดให้ร้อน รอจนยาสีฟันไหม้ ปิดเตารีด ทิ้งไว้ให้เย็นแล้วใช้ผ้าชุบน้ำบิดหมาดเช็ดออก เทียนไขทาพื้นเตารีดขณะที่กำลังร้อน เทียนไขจะละลาย ให้นำเศษผ้ามาเช็ดคราบออก โรยเกลือบนกระดาษเตรียมไว้ เปิดเตารีดระดับความร้อนสูงสุด ปิดระบบไอน้ำไว้ นำเตารีดมาวางบนกระดาษที่โรยเกลือทิ้งไว้ 5 นาที เกลือจะดูดคราบสกปรกออกมา จึงใช้ผ้าขนหนูชุบน้ำบิดหมาดเช็ดเกลือออก 2) สำหรับรอยสนิม เตรียมผ้า 2 ผืน ผืนแรกห่อด้วยเทียนไข ผืนที่ 2 ห่อด้วยเกลือ รีดเตารีดที่ร้อนบนผ้าห่อเทียนไขประมาณ 5 นาที แล้วจึงนำมารีดบนผ้าห่อเกลืออีก 5 นาที จะทำให้คราบสนิมหลุดออกมา 3) สำหรับเตารีดไอน้ำที่อุดตัน ผสมน้ำส้มสายชู 1 ช้อนชากับน้ำเปล่า เทใส่ช่องเติมน้ำ เปิดความร้อนสูงสุดรอจนน้ำเดือด จึงรีดบนผ้าฝ้ายหนาพอประมาณ กดปุ่มไล่คราบตะกรันออกมา ทำต่อเรื่อย ๆ จนกระทั่งตะกรันออกมาหมด แล้วจึงใช้ผ้าขนหนูเช็ดให้สะอาด โรยเกลือไอโอดีนบนแผ่นไม้ เปิดเตารีดไอน้ำให้ร้อน รีดทับบนเกลือ รีดไปเรื่อย ๆ จนสิ่งอุดตันที่ติดตามรูไอน้ำหลุดออกมาจนหมด ข้อแนะนำ เมื่อเกิดรอยดำ คราบรอยไหม้บนแผ่นทำความร้อน ห้ามใช้ของมีคม กระดาษทรายขูดเด็ดขาด เพราะจะทำให้ผิวเตารีดได้รับความเสียหาย เมื่อโดนความชื้นจะทำให้เกิดสนิมได้ง่าย กำจัดรอยไหม้ที่ผ้า โรยน้ำตาลทรายบริเวณรอยไหม้ของผ้า วางผ้าบางทับไว้ จึงใช้เตารีดรีดทับรอยไหม้ น้ำตาลทรายจะช่วยดูดรอยต่างๆ ออกมาจนหมด ดูแลรักษาเตารีดเพื่อยืดอายุการใช้งาน ถอดปลั๊กทุกครั้งหลังใช้งาน รอจนเตารีดเย็น ใช้ผ้าขนนุ่มชุบน้ำหมาดๆ เช็ดทำความสะอาดเตารีด ส่วนเตารีดไอน้ำนั้น ควรเทน้ำออกให้หมดหลังใช้งาน เมื่อใช้งานเสร็จแล้วทาเทียนไขหรือทาน้ำมันหล่อลื่นเล็กน้อยที่พื้นเตารีด ถ้าเตารีดบ้านใครที่กำลังมีปัญหาอยู่แล้วล่ะก็ มีวิธีจัดการเองได้ง่ายๆ สบายๆ แล้วนะคะ เตารีดที่สะอาดและดูใหม่ช่วยให้การรีดผ้าของเราง่ายขึ้น สบายขึ้น ไม่เปลืองแรง ไม่เสียเวลา ไม่ทำให้อารมณ์เสีย และที่สำคัญไม่ต้องเสียเวลา เสียเงินไปซื้อเตารีดเครื่องใหม่แล้ว

อ่านเพิ่มเติม »

แชร์ได้บุญ!! 15 อาการเริ่มต้นของมะเร็ง รู้ไว้ก่อนรักษาไม่ทัน! (รายละเอียด) !!!

การเกิดมะเร็งในอวัยวะต่างๆ ส่วนใหญ่ผู้ป่วยสามารถรับรู้ได้ด้วยตัวเอง หากหมั่นตรวจสุขภาพร่างกายเป็,นประจำ ก่อนที่จะลุกลามเป็นหนักก็จะสามารถรักษาได้ทันก่อนลุกลาม ด้วยเทคโนโลยีและวิธีทางการแพทย์ในปัจจุบัน อาการเบื้องต้นของมะเร็ง 1. มะเร็งปากมดลูก อาการ : จะมีเลือดออกจากช่องคลอดทั้ง ๆ ที่ไม่่ใช่เวลารอบเดือนปกติ หรืออาการเจ็บปวดและมีเลือดออกหลังจากมีเพศสัมพันธ์ หากพบว่ามีสิ่งเหล่านี้เกิดขึ้นกับคุณ ควรพบแพทย์เพื่อรับการตรวจ โดยขูดเนื้อเยื่อจากบริเวณดังกล่าว เพื่อนำไปตรวจด้วยกล้องจุลทรรศน์ ก็จะทราบผลและรักษาได้ก่อนลุกลาม 2. มะเร็งในมดลูก อาการ : มีเลือดออกกระปิดกระปอยหลังการมีเพศสัมพันธ์ หรือบางครั้งอาจมีความรู้สึกว่ามีก้อนเนื้อ หรือมีอาการบวมคับแน่นในช่องท้อง 3. มะเร็งรังไข่ อาการ : ประจำเดือนมาไม่สม่ำเสมอ หรือการมีอาการเจ็บปวดหลังการมีเพศสัมพันธ์ มีปัญหา เกี่ยวกับลำไส้ อาการท้องอืดอาหารไม่ย่อย น้ำหนักลดและมีอาการปวดหลัง 4. มะเร็งในเม็ดเลือด (ลูคีเมีย) อาการ : เหนื่อยง่ายและมีอาการสีผิวซีดเซียวผิดปกติ มักเกิดอาการฟกช้ำดำเขียวเองง่าย หรือมีเลือดออกทางผิวหนังได้ง่ายโดยไม่ทราบสาเหต และมักจะเกิดร่วมกับอาการปวดตามข้อต่าง ๆ ทั่วร่างกาย บางครั้งจะท้องอืด และเมื่อคลำดูจะพบว่ามีก้อนบวมที่ด้านซ้ายของช่องท้อง 5. มะเร็งปอด อาการ : มักมีอาการไอบ่อย ๆ มีเลือดออกหรืออาจมีเสมหะปนมากับน้ำลาย น้ำหนักลดอย่างรวดเร็ว เจ็บหน้าอกและหายใจลำบาก หรืออาจมีอาการหอบปนอยู่ด้วยทั้ง ๆ ที่ไม่เคยเป็นมาก่อน 6. มะเร็งตับ อาการ : ปวดในช่องท้อง เบื่ออาหาร น้ำหนักลด ตาและผิวเป็นสีออกเหลือง และเหลืองจัดจนสังเกตเห็นได้ชัด 7. มะเร็งกระเพาะปัสสาวะ อาการ : มีเลือดปนออกมากับปัสสาวะ ปวดท้องน้อยและเจ็บแสบเมื่อปัสสาวะ 8. มะเร็งสมอง อาการ : ปวดศีรษะเป็นเวลานาน ๆ และมักมีอาการอื่นร่วมด้วยเช่น อาเจียน หรือการผิดปกติของการมองเห็นในชั่วขณะ ตาพร่า และเมื่อมองไปไกลๆ อาจเห็นแสงเขียว ๆ แดง ๆ ลอยไปมาเวลาปวดศีรษะ อ่อนเพลียไม่มีแรง หรือ การเป็นลมโดยกะทันหัน อวัยวะบางส่วนของร่างกายหยุดทำงาน เช่น มีอาการชา และเป็น อัมพาตชั่วคราว ควรให้ความระวังเป็นพิเศษ หากคุณเคยมีประวัติการปวดหัวที่มีอาการเหล่านี้ประกอบอยู่ด้วย 9. มะเร็งในช่องปาก อาการ : มีก้อนบวมอยู่ในปาก หรือทีลิ้นเป็นเวลานาน มีแผลเปื่อยที่ปาก แล้วไม่ได้รับการรักษา หรือเป็นแผลเรื้อรังที่เหงือก เนื่องจากการกดทับของฟันคุด และฟันปลอมที่ใส่ไว้ประจำ หรือ ใส่เป็นเวลานานๆ 10. มะเร็งในลำคอ อาการ : เสียงแหบพร่าไปทันที เกิดก้อนบวม ทำให้รู้สึกว่ากลืนอาหารได้ลำบาก หรือมีการขยายตัวของต่อมในลำคอที่โตขึ้นจนสามารถจับ และรู้สึกได้ (แต่หากเป็นที่คางเรียกว่าคางทูม อาการนี้ไม่ใช่มะเร็ง) 11. มะเร็งในกระเพาะอาหาร อาการ : เกิดภาวะน้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็ว อาเจียนออกมาเป็นเลือด ท้องอืด หรืออาหารไม่ย่อย บ่อยเข้าจะรู้สึกเหมือนมีก้อนเนื้องอกในช่องท้อง หรือรู้สึกตื้อๆจุกแน่น แม้เพิ่งจะรับประทานอาหารไปได้ไม่กี่คำ 12. มะเร็งทรวงอก อาการ : จะมีเลือดหรือของเหลวบางอย่างไหลออกมาจากหัวนมบวม ผิวเนื้อทรวงอกหนาขึ้น มีก้อนบวมจนจับได้ เมื่อคลำบริเวณใต้รักแร้ บางครั้งอาจมีตุ่มก้อนหรือสิวเกิดขึ้นที่เต้านมเป็นเวลานาน ควรระวังและให้รีบพบแพทย์เพื่อรับการตรวจ เพราะผู้หญิง 9 ใน 10 คนจะมีอาการบวมของก้อนเนื้อบริเวณทรวงอกโดยไม่ทราบสาเหตุ เมื่อมีอายุมากขึ้น เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงของฮอร์โมน อาจทำให้เกิดเป็นถุงน้ำใต้ผิวหนังที่เรียกว่า ซีสต์ ซึ่งควรต้องค้นหาสาเหตุของอาการบวมนั้นให้ชัดเจนเสียก่อน ว่าคืออะไรกันแน่ ซึ่งแพทย์สามารถให้คำตอบได้ดีกว่า สำหรับวิธีการตรวจเบื้องต้นด้วยตัวเองก็ทำตามคลิปล่างนี้ ของไอดอลนม “น้องมันแกว” 13. มะเร็งลำไส้ อาการ : น้าหนักลดลงอย่างรวดเร็ว มีอาการปวดท้องอย่างมาก และระบบการย่อยผิดปกติ มีเลือดออกปนมากับอุจจาระ เมื่อเอากระดาษทิชชูซับสังเกตดู ถ้าเลือดมีสีดำคล้ำ นั่นหมายถึงอาการของโรคมะเร็งในลำไส้ (หากเลือดมีสีแดงสดปนใส นั่นคืออาการของริดสีดวงทวารไม่ใช่มะเร็ง) ควรพบแพทย์ทันที ที่มีอาการดังกล่าว 14. มะเร็งต่อมน้ำเหลือง อาการ : มีก้อนบวมขึ้นเป็นเม็ดเกิดขึ้นที่ใต้รักแร้หรือใต้ขาหนีบ หรืออาจมีลักษณะเป็นก้อนไตแข็งขนาดเท่าเมล็ดถั่ว เกิดขึ้นโดยไม่มีแผลเป็นหนองหรืออาการติดเชื้ออื่นๆ มีเหงื่อออกตอนกลางคืน คล้ายอาการไข้ ให้รีบพบแพทย์เพื่อตรวจอาการโดยละเอียดทันที 15. มะเร็งผิวหนัง อาการ : มีแผลหรือแผลเปื่อยพุพอง โดยไม่ได้รับการรักษาอยู่เป็นเวลานาน ตลอดจนไฝ หรือหูดที่โตขึ้น และมีการเปลี่ยนสี รูปร่าง หรือขนาดใหญ่ขึ้น นอกจากนี้อาการอันตรายอีกอย่างหนึ่งที่ เรียกว่า เมลาโนมา ( Melanoma) คือเนื้องอกที่ประกอบด้วยเซลล์ที่มีเมลานินสะสมอยู่ เช่น กระ จุดด่าง หรือไฝ ถ้าคุณมีไฝมากกว่า 50 เม็ดทั่วร่างกาย หรือ มีคนในครอบครัวที่มีประวัติว่าเคยเป็นโรคนี้มาก่อน คุณจะ มี อัตราเสี่ยงสูงกว่าคนปกติอื่นๆ ทั่วไป พอรู้อย่างนี้แล้ว อย่าลืมหมั่นสำรวจร่างกายของคุณและคนใกล้ชิดที่คุณรัก เพื่อให้รู้เท่าทัน การมีอยู่ของเจ้าเนื้อหลายเหล่านี้ และมีโอกาสในการรักษาได้ทันท่วงที เรียบเรียงข้อมูลโดย : เรื่องเด็ดเจ็ดย่านน้ำ ที่มา :โรงพยาบาลบำรุงราษฎร์-ศูนย์ตรวจและรักษามะเร็ง มันแกว รุ่งตะวัน

อ่านเพิ่มเติม »

อย่าเลื่อนผ่าน!! “10อาชีพ “เงินเดือน” ที่รวยที่สุดในประเทศ” มีลูกหลานให้ดูเอาไว้ ตั้งใจเรียนให้สูงนะคับ พี่น้องเอ่ย แชร์เก็บไว้เลย!

อาชีพมากมายที่เราสามารถเลือกที่จะทำได้ หากเรามีคุณสมบัติตามที่บริษัทนั้นๆต้องการ แต่หลายคนคงยังไม่รู้เหล่าอาชีพที่มีเงินมาที่สุดในไทยตอนนี้ว่ามีอะไรบ้าง วันนี้ ได้รวบรวมข้อมูล 10 อาชีพที่รวยสุดในประเทศไทย โดยจากการเปิดเผยข้อมูลของ นายบุญเลิศ ธีระตระกูล ผู้อำนวยการกองวิจัยตลาดแรงงาน กรมการจัดหางาน กระทรวงแรงงาน ได้เปิดเผยข้อมูลจากการสำรวจข้อมูลอาชีพที่ทำรายได้สูงสุดในประเทศไทย ประกอบด้วย 15 อาชีพดังนี้จ้าา อันดับ 10 ผู้จัดการฝ่ายบริหาร มีรายได้ 152,000 บาท/เดือน อันดับ 9 ผู้จัดการฝ่ายโฆษณาและประชาสัมพันธ์ มีรายได้ 153,000 บาท/เดือน อันดับ 8 วิศวกรเหมืองแร่ มีรายได้ 235,000 บาท/เดือน อันดับ 7 อาชีพนักบิน มีรายได้ 241,000 บาท/เดือน อันดับ 6 ผู้จัดการฝ่ายการก่อสร้าง มีรายได้ 250,000 บาท/เดือน อันดับ 5 ผู้อำนวยการฝ่ายทรัพยากรบุคคล มีรายได้ 325,000 บาท/เดือน อันดับ 4 ผู้จัดการโรงงานควบคุมสายการผลิต มีรายได้ 340,000 บาท/เดือน อันดับ 3 ผู้อำนวยการโครงการ มีรายได้ 396,000 บาท/เดือน อันดับ 2 ผู้บริหารระดับสูงฝ่ายขายและการตลาด มีรายได้ 420,000 บาท/เดือน อันดับ 1 ผู้บริหารฝ่ายการเงินและการธนาคาร มีรายได้ 463,000 บาท/เดือน

อ่านเพิ่มเติม »

ดีมีประโยชน์ขนาดนี้ต้องบอกต่อ!! เพียงแค่ใส่ กระเทียม ลงใน นมสด แล้วดื่มก่อนนอน มันจะเกิดผลลัพธ์ต่อร่างกาย อย่างน่าเหลือเชื่อ!!

คุณควรใส่กระเทียมลงในนมและดื่มก่อนเข้านอนเพราะผลประโยชน์ที่ได้นับไม่ถ้วน กระเทียมกับนมเป็นเครื่องดื่มแบบดั้งเดิมที่ทำเพื่อรับประทานกันในบ้าน เป็นเครื่องดื่มเพื่อบำรุงสุขภาพ โดยที่เรารู้กันอยู่แล้วว่า ทั้งนมและกระเทียมต่างก็มีประโยชน์อยู่แล้วทั้ง 2 อย่าง แต่วันนี้เราจะนำสูตรนมกระเทียมที่ทานง่ายแต่ผลประโยชน์อัดแน่นมาให้ทำดื่มกัน โดยนำทั้งอย่างมาผสมกัน ดื่มแล้วได้รับคุณประโยชน์แบบ 2 เท่าไปเลย วัตถุดิบส่วนผสม 1. นมจืด 500 มล. 2. กระเทียมสับ 10 กลีบ 3. น้ำตาลหรือน้ำผึ้ง 2-3 ช้อน 4. น้ำ 250 มล. ขั้นตอนการทำ 1. นำนม น้ำและกระเทียมผสมลงในหม้อ 2. ต้มน้ำพอเริ่มร้อนจะต้องคนอย่างต่อเนื่อง พอเดือดจึงหยุดคน 3. เติมน้ำตาลหรือน้ำผึ้ง คนให้เข้ากัน เท่านี้ก็เสร็จพร้อมดื่มได้เลย (แนะนำควรดื่มนมขณะที่ยังอุ่นอยู่) คุณประโยชน์ของ “นมกระเทียม” 1. โรคหอบหืด (Asthma) – ถ้าคุณกินกระเทียม 3 กลีบทุกคืนมันจะช่วยบรรเทาอาการหอบหืด 2. โรคปอดบวม (Pneumonia) – ถ้าคุณกินนมกระเทียมวันละสามครั้งทุกวันจะช่วยรักษาโรคปอดบวมได้ 3. ปัญหาการเต้นของหัวใจผิดปกติ (CARDIAC) – เครื่องดื่มนี้มีประสิทธิภาพมากช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลที่ไม่ดีและช่วยป้องกันการอุดตันในเส้นเลือดทำให้ระบบเลือดไหลเวียนดีขึ้น และถ้าใช้กระเทียมกับนมไขมันต่ำจะยิ่งเพิ่มประสิทธิภาพมากขึ้นสำหรับการแก้ปัญหาการเต้นของหัวใจ 4. ดีซ่าน – กระเทียมดีเลิศสำหรับการกำจัดสารพิษที่เป็นอันตรายออกจากร่างกาย เนื่องจากกระเทียมจะไปกระตุ้นเอนไซม์ในตับ เพราะตับต้องการกำมะถันเพื่อการล้างสารพิษในร่างกายและกระเทียมก็อุดมไปด้วยกำมะถัน ส่วนผสมนี้จึงดีเลิศสำหรับตับและให้ผลอย่างไม่น่าเชื่อ อีกทั้งยังเป็นแหล่งรวมของอัลลิซิและซีลีเนียมซึ่งจะช่วยเพิ่มการผลิตน้ำดีและช่วยลดปริมาณไขมันในตับ ถ้าคุณกินนมกระเทียม 4-5 วันคุณจะรักษาโรคดีซ่านได้ 5. โรคไขข้ออักเสบ (Joint inflammation) – ถ้าคุณกินนมกระเทียมเป็นประจำทุกวันจะช่วยลดอาการเจ็บปวดและการอักเสบจากโรคข้ออักเสบ 6. นอนไม่หลับ (Insomnia) – นมกระเทียมจะช่วยให้คุณนอนหลับสนิทเพราะสารธรรมชาติในกระเทียมสามารถจัดการกับปัญหานี้ได้ 7. อาการไอ (Cough) – นำขมิ้นไปรวมกับเครื่องดื่มนี้สำหรับรักษาอาการไอ นี่คือเหตุผลเพราะกระเทียมมีผลต้านเชื้อแบคทีเรียที่มีศักยภาพซึ่งใช้เป็นยาแก้ไอที่ให้ผลอย่างน่าอัศจรรย์ ถ้าคุณเพิ่มน้ำผึ้งลงไปในผสมนี้ก็จะช่วยขจัดเสมหะและอาการไอได้ดีที่เดียว 8. คอเลสเตอรอล – ถ้าคุณกินนมกระเทียมอุ่นๆ อย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหนึ่งสัปดาห์ ระดับของลิโพโปรตีนในเลือด(LDL) หรือคอเลสเตอรอลที่ไม่ดีจะลดลงและจะเพิ่มระดับของลิโพโปรตีน (HDL) หรือคอเลสเตอรอลที่ดีในร่างกายของคุณแทน 9. ระบบทางเดินอาหาร – กระเทียมมีคุณสมบัติเป็นยาฆ่าเชื้อที่มีประสิทธิภาพมาก มันสามารถเสริมระบบภูมิคุ้มกันและการบำรุงรักษาระบบทางเดินอาหารให้กับคุณ ส่วนผสมนี้เป็นประโยชน์มากสำหรับการกำจัดสารพิษออกจากร่างกาย นอกจากนี้กระเทียมยังช่วยให้เกิดการหลั่งของน้ำย่อยและบรรเทาโรคท้องร่วงได้อีกเช่นกัน 10. ความอ่อนเพลีย – กระเทียมนมเป็นวิธีรักษาที่ดีเยี่ยมสำหรับอาการอ่อนเพลียเมื่อยล้าอีกทั้งยังช่วยจัดการกับปัญหาการมีบุตรยากเพียงนำกระเทียมไปรวมอยู่ในอาหารที่คุณรับประทาน 11. เส้นประสาทไซอาติก (Sciatic) หรืออาการปวดสะโพก – นมกระเทียมสามารถช่วยรักษาอาการปวดเส้นประสาทสะโพกได้ดีมาก เพียงคุณดื่มเครื่องดื่มนี้มันจะช่วยลดอาการปวดสะโพกของคุณ อ้างอิง : naturalherbsandmedicine.com , rak-sukapap.com , samunpraibann.com

อ่านเพิ่มเติม »

รีบแชร์บอกญาติ!!! 30จังหวัด กรมที่ดินประกาศรังวัดครั้งใหญ่ ที่ดินใครไม่มีโฉนด พื้นที่ใดบ้าง เช็คด่วน!!

ปัญหาที่อยู่อาศัย เป็นปัญหาใหญ่สำหรับหลายๆครอบครัว เพราะบางคนมีที่ดินหรือที่อยู่อาศัย แต่กลับไม่มีโฉนดไว้เป็นหลักฐานในการครองครอง ซึ่งอาจจะทำให้เกิดปัญหาทางคดีความในภายภาคหน้าได้ ล่าสุดเฟซบุ๊กทนายคู่ใจ ของทนายรณณรงค์ แก้วเพ็ชร์ ได้ออกมาเผยแพร่ข่าวดีสำหรับบุคคลที่ที่อยู่ยังไม่มีโฉนดว่า กรมที่ดินมีการประกาศจะทำการรังวัดที่ดิน เพื่อออกโฉนดที่ดินให้ ซึ่งทางเพจได้เผยแพร่ข้อความมีใจความดังนี้ “กรมที่ดินประกาศรังวัดครั้งใหญ่ ที่ดินใครยังไม่มีโฉนด ตามจังหวัดที่มีรายชื่อนี้ ให้สอบถามสำนักงานที่ดินท้องที่ได้เลยครับ ฝากแชร์ด้วยครับ !!” คลิปที่มาจาก: DG VARIETY ขอบคุณ FB : ทนายคู่ใจ ขอบคุณที่มา: tnews

อ่านเพิ่มเติม »

#อย่าเผลอตีเด็ดขาด!! “งูเเสงอาทิตย์”ผู้บริสุทธิที่โดนใส่ร้ายมาตลอด มันช่วยชีวิตคนเราทางอ้อมโดยที่เราไม่เคยรู้ตัวมาก่อน..? (มีคลิป)

วันนี้เราจะพาทุกท่านไปพบกับงูแสงอาทิตย์หลายคนอาจยังไม่รู้ว่ามันไม่มีพิษไม่ทำร้ายคนเพราะสาเหตุอะไรทำไมถึงห้ามฆ่ามันตามไปชมในคลิปได้เลยครับ มีคำตอบ ถ้าให้พูดถึง งู บอกได้เลยว่าหลายๆคนต้องกลัวกันอย่างเเน่นอนเพราะเป็นสัตว์ที่น่ากลัวเเละบางคนส่วนใหญ่เมื่อพบงูเลื้อยเข้ามาก็ต้องใช้ไม้ตีกันอย่างเเน่นอนเพื่อป้องกันไม่ให้งูเข้าบ้านเเละมาทำร้ายคนอื่นเเต่วันนี้มีงูหนึ่งชนิดมาบอกให้ทุกคนได้ทราบกันว่างูลักษณะนี้เมื่อพบเเล้วห้ามตีห้ามฆ่าเด็ดขาดคืองูแสงอาทิตย์ เห็นเเบบนี้เเล้วทุกคนรีบไปดูโทษของมันกันเลยดีกว่าค่ะว่าจะส่งผลอะไรกับทุกคนบ้าง ลักษณะงูเเสงอาทิตย์เกล็ดมันวาว สะท้อนแสงเป็นสีรุ้ง หัวทู่คล้ายปลาไหล งูแสงอาทิตย์ ซึ่งมีเรื่องเล่าว่า หากโดนงูแสงอาทิตย์กัดจะตายทันที.. แต่นั่นก็เป็นแค่เรื่องเล่า แท้จริงแล้ว งูแสงอาทิตย์คืองูอาภัพที่ถูกใส่ร้าย มันมีนิสัยสงบ ไม่มีพิษ ไม่ชอบกัด ถึงแม้ว่าเราจะคุกคามมันแค่ไหน มันก็ไม่โจมตีเรา เมื่อโดนงูชนิดนี้กัดมีแผลเพียงแค่นิดเดียว ไม่มีพิษ ไปชมคลิปกันเลยครับ ขอบคุณข้อมูลที่มา: namprix

อ่านเพิ่มเติม »

เช็คด่วนเลยก่อนจะสายเกินไป!! เผย 12 อาการเริ่มต้นของความเสียหายของตับ ที่คุณควรระวัง

ตับ ตั้งอยู่บนด้านขวาของหน้าท้องคุณ มันถูกคลุมด้วยซี่โครงของคุณมันเป็นอวัยวะที่มีขนาดใหญ่ที่สุดในร่างกายมนุษย์ หน้าที่หลักของตับคือช่วยกำจัดสารพิษที่เป็นอันตรายออกไปจากร่างกาย ถ้าปล่อยทิ้งไว้จะทำให้ระบบของร่างกายเสียหาย มันจึงเป็นสิ่งสำคัญที่ครวจะรู้ถึงสัญญาณเริ่มของตับว่าเกิดปัญหาร้ายแรงในขณะที่ตับมีความเสี่ยงกับโรคต่างๆ มากกว่า 100 ชนิด และโรคของแต่ละคนอาจมีอาการแปลกๆ แตกต่างกัน อย่างไรก็ตามทั้งหมดนี้มีผลต่อตับในลักษณะที่คล้ายกันในช่วงเริ่มต้นโรคต่างๆที่เกี่ยวข้องกับตับ ประกอบด้วย… – โรคตับอักเสบ – โรคตับแข็ง – โรคไขมันในตับ – โรคตับจากแอลกอฮอล์ นี่คือ 12 อาการเริ่มต้นของความเสียหายของตับที่คุณควรระวัง 1.ปวดท้องบ่อย เมื่อคุณเกิดอาการปวดท้องอยู่บ่อยๆ และมีอาการคลื่นไส้ ในบางครั้งมีการอาเจียนร่วมด้วยคุณควรออกไปตรวจร่างกายทันที เพราะอาการคลื่นไส้เป็นผลมาจากการสะสมสารพิษในร่างกายและยากที่จะกำจัดมันออกไป 2.เบื่ออาหาร ตับผลิตน้ำดีที่ช่วยในการย่อยอาหาร เมื่อตับของคุณผิดปกติการผลิตน้ำดีจะลดลง และการเผาผลาญอาหารของคุณก็จะลดลงด้วย ดังนั้นคุณจะรู้สึกอิ่มอยู่ตลอดเวลาและทำให้คุณไม่อยากอาหาร 3.ร่างกายรู้สึกเหน็ดเหนื่อย เมื่อยล้า และอ่อนเพลีย เมื่อมีการสะสมสารพิษมากเกินไปในร่างกาย คุณจะรู้สึกเหนื่อยบ่อยขึ้นแม้หลังจากที่ได้พักผ่อนเต็มที่แล้ว เป็นเพราะสารพิษที่ตับได้รับอากาศมันจะแทรกซึมเข้าสู่กระแสเลือดและมีผลต่อการไหลเวียนของเลือดไปยังส่วนอื่น ๆ ของร่างกายเช่น สมอง กล้ามเนื้อหัวใจ เนื้อเยื่อ และอวัยวะส่วนอื่นๆ 4.มีปัญหาในการย่อยอาหาร ดังที่กล่าวไปแล้วว่า ตับผลิตน้ำดีที่ช่วยย่อยอาหารเมื่อมันอ่อนแอการผลิตน้ำดีก็จะลดลงและเป็นผลให้อาหารที่คุณกินเข้าไปไม่ถูกย่อยอย่างสมบรูณ์นำไปสู่ปัญหาท้องผูก 5.การเปลี่ยนแปลงในสีอุจจาระ น้ำดีที่ผลิตโดยตับจะช่วยให้อุจจาระของคุณเป็นสีน้ำตาลเข้ม เมื่อคุณมีปัญหาเกี่ยวกับตับ จะทำให้ตับผลิตน้ำดีน้อยลง จะทำให้อุจจาระเหนียวและมีสีเทา สีซีด และสีเหลือง 6.การเปลี่ยนแปลงในสีของปัสสาวะ เมื่อคุณมีสีปัสสาวะที่เปลี่ยนไป แม้ว่าคุณจะดื่มน้ำอย่างเพียงพอแล้วก็ตามมันอาจบ่งชี้ถึงปัญหาของตับ เช่น ระดับบิลิรูบินในกระแสเลือดของคุณ ซึ่งไตได้ผลิตออกมาจากนั้นตับจึงต้องขจัดออกไป ปัสสาวะสีเข้มยังอาจเป็นสัญญาณของการใช้ยาปฏิชีวนะ การคายน้ำหรือการใช้ผลิตภัณฑ์เสริมอาหารวิตามินบี คุณจึงควรไปพบแพทย์เพื่อการวินิจฉัยที่ถูกต้อง 7.มีความเป็นไปได้สูงที่จะเป็นโรคดีซ่าน เมื่อบิลิรูบินอยู่ในกระแสเลือดของคุณเพิ่มมากขึ้น เป็นผลมาจากการทำงานที่ล้มเหลวของตับที่ไม่สามารถกำจัดมันออกไป คุณจึงมีแนวโน้มที่จะตัวเหลืองซึ่งมักจะเกิดขึ้นที่ผิว ปลายนิ้ว ตา และลิ้นของคุณ 8.การกักเก็บของเหลว เมื่อตับของคุณมีปัญหามันจะกักเก็บของเหลว เท้าและข้อเท้าของคุณจะขยายบวม คุณจะต้องพบแพทย์เพื่อตรวจสอบหาสาเหตุที่แท้จริง 9.การเปลี่ยนแปลงในช่องท้องของคุณ เมื่อตับมีปัญหาจะมีภาวะเกิดน้ำในช่องท้อง นี้เป็นอาการเริ่มต้นของความเสียหายในตับที่มีการสะสมของของเหลวในช่องท้อง จะทำให้ท้องป่อง 10.การระคายเคืองผิวเรื้อรัง ผิวของคุณจะไวต่อสิ่งกระตุ้นเมื่อถูกสัมผัส และมีแนวโน้มที่จะเกิดสะเก็ดและอาการคัน รวมทั้งจะมองเห็นเส้นเลือดดำได้อย่างชัดเจน เมื่อตับของคุณมีปัญหา 11.โรคท้องร่วงและมีเลือดออกในลำไส้ เมื่อตับของคุณมีปัญหาจะมีอาการท้องผูกบ่อยขึ้น และจะมีอาการท้องเสียร่วมอยู่ด้วยหรือแม้กระทั่งมีเลือดออกในลำไส้ หากคุณพบอาการเหล่านี้ควรไปพบแพทย์ของคุณทันที 12.เป็นตะคริวบ่อยและมีอาการปวดท้อง คุณจะรู้สึกเจ็บปวดบริเวณท้องด้านขวาบนของคุณ เมื่อตับมีปัญหาตับ เพราะบริเวณนี้จะไวต่อการสัมผัส เมื่อคุณพบอาการต่างๆ เหล่านี้อย่าลังเลที่จะปรึกษาแพทย์ของคุณทันที ขอบคุณข้อมูล http://www.share-si.com

อ่านเพิ่มเติม »

อันตรายมว๊าก# อย่าเลื่อนผ่าน!#เชื่อว่าคนกว่า 97% ยังไม่รู้?! หลังมีเพศสัมพันธ์ “ไม่ควรทำสิ่งนี้” อันตรายมากๆ!.

อันตรายมว๊าก# อย่าเลื่อนผ่าน!#เชื่อว่าคนกว่า 97% ยังไม่รู้?! หลังมีเพศสัมพันธ์ “ไม่ควรทำสิ่งนี้” อันตรายมากๆ!. 1.ไม่ควรอาบน้ำทันที คุณอาจคิดว่าหลังมีเพศสัมพันธ์ควรชำระล้างจุดซ่อนเร้นทันทีใช่หรือไม่ ? แต่นั้นผิดถนัด การใช้เพียงน้ำเปล่าชำระล้างอาจไม่มีผลกระทบอะไร แต่หากคุณใช้สารชำระล้าง เช่น สบู่ อาจทำให้ร่างกายคุณสูญเสียสมดุลได้ ! เพราะภายในช่องคลอดของคุณผู้หญิงนั้น มีระบบทำความสะอาดจากภายในโดยธรรมชาติอยู่แล้ว ดังนั้นการใช้สารชำระล้างที่รุนแรง อาจทำให้ค่าความเป็นกรดเสียสมดุล จนทำให้เกิดอาการแพ้ตามมาได้ 2.ไม่ควรอาบน้ำด้วยกัน การอาบน้ำด้วยกันสองคนหลังมีเพศสัมพันธ์อาจฟังดูแล้วโรแมนติก แต่คุณทราบหรือไม่ว่าหลังมีเพศสัมพันธ์ปากช่องคลอดจะเปิดกว้าง ซึ่งอยู่ในสภาวะที่ง่ายต่อการติดเชื้อ หากคุณอาบน้ำพร้อมกันหลังมีเพศสัมพันธ์ แบคทีเรียจากภายนอกโดยเฉพาะจากคนรักของคุณ อาจเข้าสู่ร่างกายคุณได้ง่ายขึ้น 3.ห้ามกลั้นปัสสาวะ สำหรับท่านชาย การกลั้นปัสสาวะอาจส่งผลเสียต่อต่อมลูกหมากได้ ! สำหรับสุภาพสตรี ควรไปปัสสาวะภายใน 1 ชั่วโมงหลังมีเพศสัมพันธ์ เพื่อเป็นชำระล้างของเสียภายในช่องคลอด เพื่อลดการเจริญเติบโตของเชื้อโรคแบคทีเรีย 4.ไม่ควรเข้านอนในทันที การนอนหลับโดยทันทีอาจทำให้คุณรู้สึกเพลียและอ่อนล้า เราจึงแนะนำให้คุณกับแฟนหากิจกรรมอะไรทำเสียก่อน แล้วจึงค่อยเข้านอน การทำกิจกรรมร่วมกับคนรัก หากทำอย่างถูกต้องย่อมมีผลดีต่อสุขภาพกายจิตแน่นอน โดยเฉพาะกิจกรรมต้องห้ามที่เราได้นำเสนอไปนั้น ควรระวังให้ดีเพื่อป้องกันปัญหาสุขภาพที่อาจเกิดตามมา ! หากคุณเห็นว่าบทความนี้มีประโยชน์ อย่าลืมกดแชร์บทความนี้ให้เพื่อน ๆ อ่านกันด้วยนะคะ

อ่านเพิ่มเติม »

เเพทย์เตือน!! อร่อยเเต่อันตราย! กินไข่ไม่สุกอันตรายต่อชีวิต! ก่อนจะสายเกินไปเช็คด่วนเลย!!

เมนูไข่เป็นเมนูที่ทำง่าย กินง่าย เเละคงเป็นเมนูโปรดของใครหลายๆคน แทบทุกบ้านจะต้องมีไข่ติดบ้านไว้ กินได้ตั้งเเต่เด็กยันคนเเก่ แต่รู้หรือไม่ว่าเมนูไข่ที่เราชอบกินกันนั้นหากปรุงไม่สุก กินไข่เเบบสุกๆดิบๆ ถึงจะอร่อยเเต่ว่าอันตรายกว่าที่คิด ตาม ไปดูเรื่องนี้พร้อมกันเลย โดย นพ.กฤษดา ศิรามพุช ผอ.สถาบันเวชศาสตร์อายุรวัฒน์นานาชาติ ให้ข้อมูลว่า ในไข่ 1 ฟอง ไข่แดงจะเป็นก้อนขมัน ไม่มีโปรตีน แต่กลับกันไข่ขาวจะไม่มีไขมัน มีแต่โปรตีนอย่างเดียว อันตรายของไข่ดิบ คุณอาจเคยได้ยิน และเกิดความเข้าใจที่ผิดว่าการกินไข่ดิบวันละฟอง จะช่วยทำให้เสียงดี ซึ่งความจริงเเล้วไม่ใช่เเบบนั้น การกินไข่ดิบจะทำให้ร่างกายได้รับธาตุที่เป็นประโยชน์จากไข่เเค่ครึ่งเดียว และในไข่มีโปรตีนที่เป็นปฏิชีวนะอยู่ หากเรากินไข่ดิบเข้าไปมากๆ โปรตีนชนิดปฏิชีวนะนี้จะเข้าไปสะสมอยู่ในร่างกาย เเละไปขัดขวางไม่ให้เราได้รับวิตามิน บี1 เท่าที่จำเป็น อีทั้งหากไก่เป็นโรค ไข่ไก่ก็จะติดโรค หากเรากินไข่ดิบก็อาจได้รับโรคนั้นติดมาด้วย หากอยากกินจริงๆ ให้เลือกกินตรงที่เป็นปริเวณไข่เเดงที่เป็นยางมะตูมของไข่ดาว หรือไข่ลวก เพราะจะไม่เป็นปัญหามากเท่ากับตรงไข่ขาว เพราะจะย่อยยาก เนื่องจากเป็น อัลบูลมิน ถ้าไม่สุกจะทำให้มีปัญหากับลำไส้ ย่อยยากโดยเฉพาะในคนที่อายุมากแล้ว ด้าน นายสง่า ดามาพงษ์ นักวิชาการสาธารณสุข 9 กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า การกินไข่สุก ๆ ดิบ ๆ ไม่ได้ให้ประโยชน์เต็มที่ แถมย่อยยาก และอาจมีเชื้อซาโมเนลลา หรือ อี.โคไล ที่ก่อโรคระบบทางเดินอาหาร และที่สำคัญอาจจะไม่ปลอดจากเชื้อไข้หวัดนก ถึงจะอร่อยเเต่ว่าก็แฝงอันตรายเอาไว้ด้วย ทางที่ดีปรุงให้สุกก่อนดีกว่า จะได้ไม่เป็นอันตรายต่อสุขภาพนะคะ ขอบคุณที่มา: gangbeauty

อ่านเพิ่มเติม »
loading...
Website is Protected by WordPress Protection from eDarpan.com.