หน้าแรก / สูตรอาหาร

สูตรอาหาร

ฮิตมากที่โรงเกลือ !! ต่างชาติติดใจ “หมึกย่างสไตล์เกาหลี” หนุ่มเขมรขายจนตั้งตัวได้ “บอกสูตรไปทำขายได้เลย” !!

ปลาหมึกสายย่างสไตล์เกาหลี หรือภาษากัมพูชาเรียกว่า “หมึกอัง” ที่มีหนุ่มชาวกัมพูชาผันชีวิตสู้ปรุงน้ำจิ้มสูตรเด็ดเอง เข็นปลาหมึกย่าง หรือ หมึกอัง ขายในตลาดโรงเกลือ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว โดยมีนักท่องเที่ยวทั้งชาวไทย และชาวต่างชาติต่างแห่มาลิ้มลองรสชาติ ทำให้กระแสหมึกอังโด่งดังในโลกโซเชียลที่กลุ่มวัยรุ่นใน อ.อรัญประเทศฯ และชาวกัมพูชาต่างเดินทางมาเพื่อเฟซบุ๊กไลฟ์สดขณะมารอซื้อ ที่ตลาดโรงเกลือ อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ขนาดที่ว่าใครจะซื้อต้องจองล่วงหน้า หนุ่มชาวกัมพูชารายนี้ ขายหมึกอังในตลาดโรงเกลือแห่งนี้ มีชื่อว่า นายเพ็ชร ปิ่นโซ อายุ 40 ปี เขาย่างปลาหมึกสายเสียบไม้ โดยย่างกับเตาถ่าน ทำให้มีกลิ่นหอม โดยเฉพาะปลาหมึกสาย ที่มีหนวดที่ใหญ่กว่าตัว ทำให้เวลาเสียบให้หนวดอยู่ปลายไม้ ไม้ละ 1 ตัว แล้วนำมาถือรวมกันจะคล้ายดอกไม้กำใหญ่ๆ มองดูแล้วน่ากินเป็นอย่างมาก ผสมกับน้ำจิ้มสูตรเฉพาะของตนเอง คิดค้นขึ้นมาจนเป็นสูตรเด็ด จนเป็นที่ถูกใจสำหรับลูกค้าเป็นอย่างมาก โดยจะมีผักชีลาวกับแตงกวาแช่เย็นๆ เป็นผักเครื่องเคียงแถมให้ด้วย สนนราคาขายราคาไม้ละ 10-20 บาท แล้วแต่ขนาดของปลาหมึก โดยนายเพ็ชร ได้เล่าว่า ตนเป็นชาวกัมพูชา บ้านเดิมอยู่ที่ จ.พระตะบอง ที่ผ่านมาได้มาเปิดร้านจำหน่ายอาหารตามสั่งในตลาดโรงเกลือ ตลาดการค้าชายแดน อ.อรัญประเทศ จ.สระแก้ว ฝั่งไทยมานานหลายปี แต่ก็ขายไม่ค่อยดี ขาดทุนไม่พอค่าเช่าที่มาโดยตลอด ขณะกำลังท้อและยกเลิกสัญญาเช่าร้าน ได้มีเพื่อนชาวกัมพูชาที่เดินทางไปเที่ยวประเทศเกาหลีส่งรูปปลาหมึกย่างของชาวเกาหลีมาให้ดู ซึ่งเป็นปลาหมึกสาย ตนเห็นว่าน่ากินมากจึงเกิดความคิดว่าจะขายปลาหมึกย่างสไตล์เกาหลีในตลาดโรงเกลืออีกครั้ง โดยสั่งซื้อวัตถุดิบเป็นปลาหมึกสายสดๆ มาจากกัมพูชา สำหรับวิธีการเตรียมก็จะนำปลาหมึกมาแช่น้ำที่ผสมด้วยน้ำตาล ผงชูรสนิดหน่อย แล้วหั่นต้นหอมใส่ลงไปด้วย เพื่อเป็นการดับกลิ่นคาวปลาหมึกของชาวเกาหลี โดยน้ำที่แช่จะใส่น้ำแข็งไว้ด้วย เพื่อช่วยให้ปลาหมึกสดตลอดเวลา จากนั้นนำมาเสียบไม้ ไม้ละ 1 ตัว โดยใช้บริเวณหนวดปลาหมึกอยู่บริเวณปลายไม้ เมื่อนำไปย่างกับเตาถ่านจะทำให้หนวดปลาหมึกบานโค้งงอจนคล้ายดอกไม้กำลังบานแลดูน่ากิน ขณะย่างจะใช้น้ำที่แช่หมักปลาหมึกมาชโลมทาเรื่อยๆ เพื่อให้ปลาหมึกแลดูนุ่มไม่เหนียว และมีกลิ่นหอม ส่วนน้ำจิ้มนั้น คิดขึ้นเองด้วยการนำวัฒนธรรมอาหารของกัมพูชา มาผสมผสานกับวัฒนธรรมอาหารของเกาหลี ด้วยการใช้พริกขี้หนู ตำผสมกับกระเทียม เกลือและน้ำตาลแต่งปรุงรสเปรี้ยวด้วยมะขามเปียก ทำให้มีรสแซ่บแบบมีรสชาติ เป็นที่ชื่นชอบและติดใจของลูกค้าเป็นอย่างมาก โดยแต่ละวันจะรับปลาหมึกสายมาจากฝั่งกัมพูชาวันละประมาณ 15-20 กก. ย่างขายไม่เกิน 3 ชั่วโมงก็หมดแล้ว เพราะลูกค้าจะมาสั่งจองกันไว้เยอะมาก บางรายมาซื้อที่รถเข็นก็ไม่สามารถขายให้ได้ เพราะปลาหมึกลูกค้าได้โทรสั่งจองไว้หมดแล้ว ทั้งนี้ ถือว่าประสบความสำเร็จในชีวิตแล้ว ที่ขายปลาหมึกย่างได้วันละ 1,500-2,000 บาท ก็อยู่ได้สบายแล้ว จากกระแสหนุ่มชาวกัมพูชาขายปลาหมึกสายย่างสไตล์เกาหลีในตลาดโรงเกลือ กำลังโด่งดังในโลกโซเชียล ทำให้ นายสวนิต สุริยกุล ณ อยุธยา นายอำเภออรัญประเทศ จ.สระแก้ว ได้ประสานความร่วมมือมายัง พ.ต.อ.เบญจพล รอดสวาสดิ์ ผกก.ตม.จว.สระแก้ว ส่ง จนท.ตม.จว.สระแก้ว ร่วมกับ จนท.สาธารณสุขอำเภออรัญประเทศ ออกตรวจสอบการขายปลาหมึกย่าง พร้อมทั้งกำชับให้ นายเพ็ชร ปิ่นโซ คำนึงถึงความสะอาด เพื่อความปลอดภัยของผู้บริโภค โดยเฉพาะต้องทำความสะอาดของสดทุกชนิดที่จะนำมาทำอาหาร ทั้งปลาหมึก และเครื่องประกอบทำน้ำจิ้มด้วย ขอบคุณ: ไทยรัฐ ที่มา: HotJung.me

อ่านเพิ่มเติม »

ทำกินกันทุกบ้าน..!! สูตรเด็ด “ทอดไข่เจียวให้ฟู” แบบไร้ตัวช่วยใด ๆ ทอดออกมาแล้วไม่แฟ่บ แถมยังกรอบนอกนุ่มในอีกด้วย.!?

“ไข่เจียว” อาหารที่เราคุ้นเคยมาตั้งแต่เด็กจนโต ซึ่งเป็นเมนูยอดฮิตประจำบ้าน สามารถรับประทานได้ทุกวัย โดยเฉพาะอย่างยิ่งในวัยเรียนและวัยทำงาน “เมนูข้าวไข่เจียว” ถือว่าเป็นเมนูเร่งด่วนที่ช่วยให้ทุกคนอิ่มท้องก่อนไปเรียนและทำงานได้เป็นอย่างดี อีกทั้งในเรื่องของรสชาติที่อร่อยลงตัว แถมราคาก็ไม่แพงอีกด้วย แน่นอนเลยว่า ปัญหาอันใหญ่หลวงของคนที่ชอบทำไข่เจียวกิน นั่นก็คือ ทอดไข่เจียวเท่าไหร่ก็ไม่ฟู ทอดเสร็จแปบเดียวก็แฟ่บติดจาน ไม่น่ากินเอาซะเลย หลายคนอาจจะลองมาก็หลายวิธี ทั้งบีบมะนาว ใส่แป้ง ใส่น้ำมันจนท่วม หรือไม่ก็แยกไข่ขาวกับไข่แดงออกจากกันซะเลย แต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จสักที ต้องเจอนี่เลย ไข่เจียวทอดหม้อ เทคนิคการทอดไข่เจียวขั้นเทพ จาก คุณ Calamity สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม ที่รับรองว่า ไข่เจียวของคุณพอทอดออกมาแล้วไม่แฟ่บ แถมยังกรอบนอกนุ่มใน ไร้ตัวช่วยใด ๆ อีกด้วย ส่วนผสม ไข่ไก่ 2 ฟอง ซีอิ๊วขาว หม้อ น้ำมันสำหรับทอด วิธีทำ 1.ใส่น้ำมันพืชลงหม้อ แล้วนำไปตั้งไฟ พอให้เริ่มมีควันเล็กน้อยแต่ไม่ถึงกับควันโขมง (สิ่งที่ยังขาดไม่ได้ก็คือ “ไฟ” ต้องมีความแรงอยู่พอสมควร แต่ไม่ถึงกับต้องแรงจัด) 2.ตีไข่ไก่พอแตก ปรุงรสด้วยซีอิ๊วขาว แล้วตีเร็ว ๆ ให้เข้ากัน ตีเสร็จแล้วรีบเทลงกระทะทันที ฟองอากาศจะได้ยังแฝงตัวอยู่ในเนื้อไข่ ไม่ลอยขึ้นมาจนหมด 3.ทอดไข่ไก่จนสุกทั้ง 2 ด้าน พอทอดไปสักครู่ จนเริ่มเห็นว่าผิวด้านบนของไข่เริ่มแห้ง ตักขึ้นพักไว้บนตะแกรงเพื่อสะเด็ดน้ำมัน ตักใส่จาน พร้อมเสิร์ฟ วิธีทำ – แยกไข่แดงกับไข่ขาว แล้วโรยเกลือป่นลงในไข่แดงเล็กน้อย – ตีไข่ขาวให้ขึ้นฟูจนตั้งยอดได้ เตรียมไว้ – จากนั้นตีไข่แดงให้เข้ากัน แล้วตักไข่ขาวที่ตั้งยอดแล้วประมาณ 1/4 ส่วน ไปตีผสมกับไข่แดงให้เป็นเนื้อเนียน – นำไข่ขาวที่เหลือเทลงมาตะล่อมกับไข่แดง – นำหม้อขึ้นตั้งไฟ ใส่ชิกุวะลงผัดกับเนยเล็กน้อย พอสุกปิดเตา แล้วเทเนื้อไข่ลงไปในหม้อ – นำเข้าเตาอบประมาณ 5 นาที นำออกจากเตา พร้อมเสิร์ฟ – เป็นอย่างไรกันบ้างค่ะ สำหรับเมนู “ข้าวไข่เจียว” ที่ทุกท่านสามารถทำกินเองที่บ้านได้ง่ายๆ แถมยังเป็นอีกหนึ่งเมนูที่อร่อย ประหยัดเงินและประหยัดเวลาในการทำด้วยค่ะ บอกแล้วว่าเด็ดดวงทุกเมนู แถมทำง่าย ๆ ขนาดนี้ อย่ารอช้านะคะ รีบไปเข้าครัวแล้วลุย ! CR : คุณ Calamity

อ่านเพิ่มเติม »

เคล็ด(ไม่)ลับ “สูตรต้มน้ำปลาร้าสูตรพิเศษ” นัวเข้มข้น แซ่บอีหลี ทำกิน-ทำขายสร้างรายได้ได้งามๆ (มีคลิป)

สวัสดีครับ พบกันครั้งนี้ผมขอนำเคล็ดลับเกี่ยวกับอาหารอย่างหนึ่งมาแชร์ต่อ ๆ กันครับ ก่อนอื่นขอบอกความรู้สึกว่า คิดทบทวนอยู่นานพอสมควร….จะแชร์ความรู้ด้วยการบอกต่อเรื่องดังกล่าวแก่ผู้อ่านทั่วไปดีหรือไม่ ในที่สุดก็ได้คำตอบว่า..ในยุคสมัยนี้ทุกคนถือเป็นเรื่องปกติธรรมดา อีกทั้งยังเรียกได้ว่า go inter กันแล้ว เจ้าที่ว่านี้ก็คือ “ปลาร้า” ไงล่ะครับ และที่จะมาบอกต่อกันนั้นก็เป็น “สูตรการต้มน้ำปลาร้า” ให้ชวนรับประทานสูตรหนึ่ง..ไปดูรายละเอียดกันเลยครับ ปลาร้า เป็นส่วนประกอบสำคัญในการทำอาหารของชาวอีสาน และเป็นส่วนประกอบสำคัญในการทำส้มตำ อาหารขึ้นชื่อของเมืองไทย แต่ก่อน การกินปลาร้ากินกันแบบดิบๆ โดยตักมาจากไหเลย ซึ่งอันตรายมาก อาจก่อให้เกิดโรคตามมาหลายอย่าง เช่น โรคพยาธิใบไม้ในตับ เป็นต้น ปัจจุบัน มีการพัฒนา การกินปลาร้าให้ปลอดภัย ด้วยการนำไปต้ม ก่อนนำมาปรุงอาหาร ซึ่งนอกจากจะปลอดโรคแล้ว เรายังได้รสชาติของปลาร้าที่อร่อยขึ้นอีกด้วย…….. สูตรการทำน้ำปลาร้ารสเด็ด มีส่วนผสมที่ต้องเตรียมดังนี้………………… 1. ปล้าร้าทั้งที่เป็นตัวและน้ำ 2. กะปิ 3. น้ำตาลปี๊บ 4. ใบหม่อน 5. เมล็ดกระถินแห้งคั่วสุก 6. สับปะรดสุก 7. กระเทียมดองทั้งน้ำและหัว วิธีการต้มน้ำปลาร้า 1. นำน้ำใส่หม้อประมาณครึ่งหม้อ ต้มให้เดือด ใส่ปลาร้าลงไปทั้งน้ำและตัว ผสมเมล็ดกระถินคั่วสุกและ ใบหม่อนลงไป เคี่ยวจนเนื่อปลาร้าเปื่อยออกจนหมด 2. ผสมน้ำตาลปี๊บนิดหน่อย และใส่กะปิลงไปด้วย เคี่ยวให้ละลาย 3. ใส่กะเทียมดองลงไป เคี่ยวไปเรื่อยๆ แล้วชิมดูว่ารสชาติอร่อยรึเปล่า 4. ยกลง ปล่อยให้เย็น แล้วกรองเอาแต่น้ำ 5. นำไปใส่กระปุก แล้วหั่นสับปะรดเป็นชิ้น ใส่ลงไป ปิดฝาไว้ เพราะสับปะรดจะช่วยให้น้ำปลาร้าหอม นำ ไปใช้ปรุงอาหารได้ ชมคลิป ***หมายเหตุ*** ที่ไม่ระบุสัดส่วนเพราะแต่ละคนชอบรสชาติไม่เหมือนกัน ให้เราใส่สัดส่วนตามที่เราชอบ ถ้าชอบเค็มก็ใส่กะปิเยอะ ถ้าชอบหวานก็ใส่น้ำตาลเยอะ เป็นต้น…. ขอบคุณที่มา : dreamboy

อ่านเพิ่มเติม »

อย่าพลาด!! แจก 3 สูตรเด็ด การทำแจ่วบองปลาร้าสับสมุนไพร และวิธีเก็บไว้ได้นาน

“แจ่ว” หรือ “แก่ว” ในภาษาอีสานหมายถึงน้ำพริก ส่วนคำว่า “บอง” นั้นพ้องมาจากคำว่าง “บ้อง” หมายถึงบ้องไม้ไผ่ หรือ กระบอกไม้ไผ่ รวมกันเป็น “แจ่วบอง” หรือ “แจ่วบ้อง” คือแจ่วที่ประกอบด้วยพริก ข่า ปลาร้า และส่วนผสมสมุนไพรอื่น ๆ ที่หาได้ทั่วไปในท้องถิ่น แจ่วบองบางตำรับผสมหนังควายลงไปด้วย แจ่วบองใช้เป็นเครื่องจิ้มกินกับข้าวเหนียว ผักสดหรือนึ่ง ใช้เป็นเครื่องปรุงรสสำหรับอาหารว่างของลาวที่เรียกว่า ไคแผ่น ซึ่งเป็นอาหารขึ้นชื่อของหลวงพระบาง สมัยก่อนเก็บไว้ในกระบอกไม้ไผ่ทำให้แจ่วบองสามารถเก็บไว้ได้นานโดยไม่เน่าเสียง่าย และเวลาเดินทางไปไหนมาไหนไกลๆ พกพาได้สะดวกอีกด้วย จึงเป็นที่มาของคำว่า “แจ่วบอง” จนถึงทุกวันนี้ ในช่วงแรกๆ ปลาร้าบองยังเป็นผลิตภัณฑ์ที่ทำกันสำหรับรับประทานเฉพาะในครัวเรือน แต่ปัจจุบัน มีการพัฒนาการผลิตให้เป็นผลิตภัณฑ์ที่สามารถจำหน่ายในท้องตลาดได้ด้วยการบรรจุในบรรจุภัณฑ์ชนิดต่างๆทั้งขวดแก้ว และพลาสติก พร้อมติดฉลากยี่ห้อให้มีความน่าเชื่อถือขึ้น ชนิดปลาร้าบอง/แจ่วบอง ตามลักษณะปลาร้าที่ใช้ 1. ปลาร้าบองสับ เป็นปลาร้าบองที่นำตัวปลาร้ามาสับให้ละเอียด ก่อนนำคลุกหรือตำผสมกับเครื่องเทศ ซึ่งสามารถใช้ได้ทั้งปลาร้าที่มีขนาดใหญ่ และปลาร้าขนาดเล็ก แต่ส่วนมากมักเป็นปลาร้าที่เป็นตัวขนาดกลางถึงใหญ่ 2. ปลาร้าบองตัว เป็นปลาร้าบองที่นำทั้งตัวปลาร้ามาคลุกผสมหรือตำกับเครื่องเทศ โดยไม่มีการสับตัวปลาร้าให้ละเอียด ทั้งนี้ ปลาร้าบองชนิดนี้ นิยมใช้ปลาร้าที่เป็นปลาขนาดเล็ก และชาวอีสานนิยมทำเฉพาะปลาร้าบองดิบ ไม่นิยมทำสุก ชนิดปลาร้าบอง/แจ่วบอง ตามการปรุง 1. ปลาร้าบองดิบ เป็นปลาร้าที่อาจทำได้ทั้งจากชนิดปลาร้าสับ และปลาไม่สับที่นำมาคลุกผสมเครื่องเทศ ก่อนจะรับประทาน โดยไม่มีการผ่านความร้อนหรือทำให้สุกก่อน 2. ปลาร้าบองสุก เป็นปลาร้าที่อาจทำได้ทั้งจากชนิดปลาร้าสับ และปลาไม่สับที่อาจคลุกผสมเครื่องเทศแล้วจึงนำมาผ่านความร้อนจนสุกหรือทำปลาร้าให้สุกก่อนนำมาคลุกผสมเครื่องเทศ ทั้งนี้ การคลุกผสมเครื่องเทศก่อนที่จะนำไปทำสุกจะทำให้ได้ปลาร้าบองสุกที่มีกลิ่นหอมมากกว่าปลาร้าบองสุกที่ผสมเครื่องเทศทีหลัง เพราะความร้อนจะช่วยให้กลิ่นหอมของเครื่องเทศออกมามากขึ้น วิธีทำปลาร้าบอง/แจ่วบอง 3 สูตรเด็ด สูตรที่ 1. ปลาร้าบองดิบประเภทสับ ส่วนผสม 1.ปลาร้า 0.5 กิโลกรัม 2.ข่า 3 หัว 3.หัวตะไคร้ 5 หัว 4.กระเทียม 5 หัว 5.หอมแดง 10 หัว 6.พริกป่น 2 ทับพี 7.มะขามเปียก 2 ช้อน 8.ใบมะกรูด 15 ใบ 9.มะเขือเทศ 3 ลูก 10.ผงชูรส 2 ช้อน วิธีการทำ 1. นำตัวปลาร้ามาสับให้ละเอียด ซึ่งอาจสับทั้งตัวโดยไม่นำก้างออก (อีสานนิยมทำ) หรือนำมาเลาะเอาก้าง และกระดูกออกก่อนแล้วค่อยสับ 2. เตรียมเครื่องเทศต่างๆ ได้แก่ – นำตะไคร้ กระเทียม หอมแดง และมะเขือเทศมาอิงไฟให้ร้อน ก่อนซอยให้เป็นแผ่นบางๆ แล้วตำบดให้ละเอียด ส่วนมะเขือเทศยังไม่ต้องตำ ให้ฝานเป็นชิ้นเล็กๆหรืออาจตำผสมด้วย แต่ให้ตำทีหลังที่เครื่องเทศอื่นละเอียดแล้ว – ใบมะกรูดซอยเป็นฝอยเล็กๆ – มะขามเปียกนำมาแช่น้ำประมาณ 3 ช้อน 3. นำเครื่องเทศที่ซอยไว้คลุกผสม ร่วมกับพริกป่น ผงชูรส และมะเขือเทศ ส่วนใบมะกรูดอาจคลุกผสมพร้อมหรือใช้โรยหน้าก็ได้ ซึ่งจะได้ปลาร้าบองสับพร้อมรับประทาน สูตรที่ 2. ปลาร้าบองดิบทั้งตัว ส่วนผสม 1. ปลาร้า ขนาดเล็ก 5-10 ตัว แล้วแต่ขนาด 2. ข่า 1 หัว 3. หัวตะไคร้ 1 หัว 4. กระเทียม 2 หัว 5. หอมแดง 2 หัว 6. พริกป่น 2 ช้อน 7. มะขามเปียก 1 ช้อน 8. ใบมะกรูด 5 ใบ 9. มะเขือเทศ 1 ลูก 10. ผงชูรส 1 ช้อนเล็ก วิธีการทำ 1. นำตัวปลาร้าวางใส่ถ้วย พร้อมกับน้ำปลาร้าประมาณ 2 ช้อน 2. เตรียมเครื่องเทศเหมือนข้อที่ 2 ของการทำปลาร้าบองดิบแบบสับ 3. เทเครื่องเทศลงผสม พร้อมกับปรุงรสด้วยชูรส ซึ่งจะได้ปลาบองดิบทั้งตัวที่พร้อมรับประทาน ข้อแนะนำ 1. การใส่มะเขือเทศมักทำให้ปลาร้าบองเสียง่ายเมื่อเทียบกับไม่ใส่ ซึ่งหากใส่จะเก็บได้นานประมาณ 3-5 วัน ตามตู้กับข้าว แต่เก็บในตู้เย็นจะได้นานประมาณ ครึ่งเดือนถึง 1 เดือน 2. เครื่องเทศที่เก็บมาสดๆ ควรอิงไฟให้ร้อนเสียก่อน โดยเฉพาะตะไคร้ ข่า กระเทียม และหอมแดง ส่วนใบมะกรูดไม่ต้องอิงไฟก็ได้ ซึ่งจะช่วยยืดอายุของปลาร้าบองที่สามารถเก็บรักษากินต่อได้นานขึ้น 3. สำหรับผู้ที่ไม่ชอบรสเปรี้ยว ก็ไม่ต้องใส่มะขามเปียก 4. สำหรับผู้ที่ชอบหวาน ให้เติมน้ำตาลเล็กน้อย สูตรที่ 3. ปลาร้าบองสุกแบบสับ ส่วนผสม – ใช้ส่วนผสมเหมือนกับการทำปลาร้าบองดิบแบบสับ วิธีการทำ 1. นำตัวปลาร้ามาสับให้ละเอียดตามข้อที่ 1 ของการทำปลาร้าบองดิบแบบสับ 2. เตรียมเครื่องเทศต่างๆ ตามที่กล่าวข้างต้น 3. นำปลาร้าที่สับแล้วมาคั่วให้สุก เมื่อสุกแล้วนำเครื่องเทศ และเครื่องปรุงลงผสม และคั่วต่ออีก 2-3 นาที ขณะคั่วให้ใช้ไฟอ่อน และหากไม่มีน้ำหรือแห้งมาก ให้เติมน้ำลงคั่วเป็นระยะ 4. นำลงตั้งไว้ให้เย็น ก็จะได้ปลาร้าบองสุกแบบสับพร้อมรับประทาน ประโยชน์ของสมุนไพร ที่เป็นส่วนประกอบของแจ่วบอง -ข่า เป็นยาขับลมในลำไส้ แก้บิด ท้องอืด โรคหืด ขับเสมหะ และโรคหลอดลมอักเสบ ในข่าประกอบด้วย วิตามินบี 1 วิตามินบี 2 แคลเซียม เส้นใยอาหาร และฟอสฟอรัส -ตะไคร้ ใช้เป็นยาทาแก้ปวด เช่น โรครูมาติซัม อาการปวดตามบั้นเอว ช่วยย่อยอาหาร ขับปัสสาวะอย่างอ่อน ขับเหงื่อ …

อ่านเพิ่มเติม »

รู้ช้าอาจสายไป!10 ข้อห้าม สำหรับผู้ที่ชอบรับประทาน “แก้วมังกร” อาจมีอันตรายถึงชีวิต หากไม่อ่านก่อน!

แก้วมังกรเป็นผลไม้ที่หลายๆคนชอบ เป็นผลไม้ที่มีไฟเบอร์ แคโรทีน แคลเซียม วิตามิน B,C สูง ช่วยลดความดันโลหิต ไขมันในเลือด ช่วยล้างปอด ขับสารพิษ บำรุงผิว บำรุงสายตา และอื่นๆอีกมาก พอได้ยินว่าแก้วมังกรมีประโยชน์มากมายขนาดนี้ ก็อยากจะออกไปร้านผลไม้ทันทีใช่มั้ยล่ะ แต่จริงๆแล้วไม่ใช่ทุกๆคนเหมาะกับการกินแก้วมังกรนะ คนที่มีอาการ 10 อย่างข้างล่างนี้ต้องระวังเป็นพิเศษ ลองดูว่าคุณเป็นหนึ่งในนั้นรึเปล่า 1. แก้วมังกรถือเป็นผลไม้เย็น ทำให้ท้องเสียได้ง่าย อาการซีด มือเท้าอ่อนแรง คนที่ร่างกายเย็นไม่ควรกินเยอะ 2. ผู้หญิงไม่ควรกินเยอะ ร่างกายของผู้หญิงจะค่อนข้างเย็น เพราะงั้นพยายามอย่ากินแก้วมังกรเยอะ 3. อีกอย่าง ผู้หญิงที่กำลังมีประจำเดือน ร่างกายจะเย็นมาก ช่วงเวลานี้ไม่ควรกิน เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้ไปขัดขวางการไหลของประจำเดือน 4. คนท้องต้องระวังเป็นพิเศษ แก้วมังกรมี Plant albumin เพราะงั้นคนท้องที่มีอาการแพ้ต้องระวัง 5. ไม่ควรรับประทานแก้วมังกรพร้อมกับนม เพื่อหลีกเลี่ยงปัญหาการย่อยอาหาร 6. เวลาเลือกซื้อแก้วมังกรสามารถดูจากเปลือกสีแดงของมัน ยิ่งแดงยิ่งดี อีกอย่างบริเวณ “ใบที่เปลี่ยนรูปไป” ของมันยิ่งเขียวยิ่งแปลว่าสด ถ้ามันเริ่มเป็นสีเหลือง แปลว่าแก้วมังกรผลนั้นเริ่มไม่สดแล้ว เพราะงั้นเวลาเลือกซื้อต้องสังเกตดีๆ 7. ก่อนผ่าแก้วมังกรต้องล้างให้สะอาด จำไว้ว่าต้องล้างเปลือกให้สะอาด เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้แบคทีเรียบนเปลือกเข้าไปในเนื้อได้ 8. ถ้าเป็นแก้วมังกรที่ซื้อมาแบบหั่นเรียบร้อยแล้ว แนะนำให้รีบๆรับประทานให้หมด สถานที่สำหรับเก็บต้องเป็นที่เย็น แต่ห้ามเข้าตู้เย็นเด็ดขาด! เนื่องจากแก้วมังกรถือเป็นผลไม้เขตร้อน ถ้าอยู่ในตู้เย็นโดยที่ไม่มีเปลือกปกป้อง เนื้อแก้วมังกรจะเสียได้ง่าย 9. คนที่ร่างกายมีอาการมีเสมหะ มีเลือดออกควรจะรับประทานให้น้อยลง สามารถทำเป็นน้ำผลไม้ดื่มหลังรับประทานข้าว 10. สุดท้าย หลายๆคนเชื่อว่าแก้วมังกรเป็นผลไม้ที่มีน้ำตาลน้อยเนื่องจากมันไม่ค่อยหวาน แต่จริงๆแล้วน้ำตาลในแก้วมังกรเป็นคนละชนิดกับน้ำตาลผลไม้ในผลไม้ชนิดอื่น มันเป็นกลูโคสที่สามารถดูดซึมได้ง่าย มีน้ำตาลสูง ดังนั้นผู้ป่วยโรคเบาหวานควรรับประทานให้น้อย เพื่อหลีกเลี่ยงน้ำตาลขึ้น แม้ว่าแก้วมังกรจะมีข้อดีมากมาย แต่ในแง่ของโภชนาการอาหารก็ไม่ควรบริโภคเยอะ รีบๆแชร์ให้เพื่อนๆที่ชอบรับประทานอ่านเลย! ขอบคุณความรู้จาก ทีมา: namprix.com

อ่านเพิ่มเติม »

แจกสูตรฟรี!! วิธีการทำ ‘ปลาส้ม’ ทำเองได้ ไม่ยุ่งยาก อร่อยไม่แพ้ร้านดัง!!

การแปรรูปอาหารนั้นนับว่าเป็นการถนอมอาหารอีกแบบหนึ่ง ให้อยู่ได้นานขึ้นคนไทยในสมัยก่อนมักจะนำปลาที่จับมามาทำเป็น ‘ปลาส้ม’ โดยเฉพาะคนอิสานนับว่าเป็นการสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นในการถนอมอาหารจากปลา เมื่อปลาที่หามาได้มีจำนวนมากก็ต้องหาวิธีการแปรรูป เพื่อจะได้เก็บไว้กินนานๆ โดยเอาปลามาหมักกับเกลือ และข้าวสวย และสำหรับวันนี้นั้น thaihitz.com ก็จะนำสูตรการทำปลาส้มมาฝากกัน จะมีวิธีการทำอย่างไรนั้นไปชมกันเลยครับ สามารถนำมาประกอบเป็นอาชีพ และเสริมรายได้ให้ครอบครัวได้เป็นอย่างดี สำหรับขั้นตอนและวิธีการทำก็ไม่ได้ยุ่งยากซับซ้อนอะไร ที่สำคัญต้องหาปลาน้ำจืดให้ได้ซะก่อน ส่วนเครื่องปรุงประเภท เกลือ กระเทียม ข้าวสุก นั้น หาได้ในครัวไทยเราอยู่แล้ว เมื่อได้ส่วนผสมครบแล้ว ขั้นตอนต่อไปก็หมักจนปลามีรสเปรี้ยว ส่วนจะใช้ปลาทั้งตัว ปลาเป็นชิ้นๆ หรือใช้เฉพาะเนื้อปลาอย่างเดียว ที่เรียกปลาส้มฟัก หรือแหนมปลา ซึ่งกรรมวิธีการทำก็เหมือนกัน ปลาส้มเป็นอาหารที่ทำจากปลา มีคุณค่าทางโปรตีนสูง นำมาทำได้หลายเมนูตามความชอบของแต่ละคน ราคาไม่แพง เวลาจะกินก็เอามา ทอด นึ่ง ย่าง หลน หรือบางคนจะกินดิบๆ แกล้มกับหัวหอมแดง กระเทียม และพริกสด ได้เช่นกัน (อย่างไรก็ตาม การกินปลาส้มควรทำให้สุกก่อนนะครับ ไม่ควรกินดิบๆ เพราะในปลามีพยาธิใบไม้ในตับอยู่ การหมักปลาจนเป็นปลาเกิดความเปรี้ยว ใช่ว่าจะฆ่าพยาธิได้) ทำปลาส้มกินเองง่ายๆ ได้ที่บ้าน (อีสาน) ส่วนผสม ปลาตะเพียนหรือปลาน้ำจืดอื่นๆ ที่หาได้ เกลือป่น กระเทียมบดหรือตำ ข้าวสุก (ข้าวเหนียวหรือข้าวเจ้าก็ได้) วิธีทำ ขอดเกล็ดปลาและควักไส้ออกให้หมด แล้วบั้งปลา ข้างละ 4-5 บั้ง หรือตามต้องการ ถ้าปลาตัวใหญ่ตัดปลาเป็น 2-3 ชิ้น ล้างปลาให้สะอาดแล้วเอาปลาไปแช่ในน้ำซาวข้าว (ใช้แป้งข้าวเจ้าละลายก็ได้ค่ะ) แช่ปลาไว้สัก 20-30 นาที แล้วล้างให้สะอาดพักไว้ให้สะเด็ดน้ำ (ทำให้เนื้อปลาแข็งและลดความคาวลง) จากนั้นนำเกลือมาผสมกับปลา ทิ้งไว้สัก 3 ชั่วโมง ข้าวสุกเอาไปล้างน้ำและผึ่งให้แห้งพอหมาดๆ จากนั้นนำเกลือป่น ข้าวสุก และกระเทียมผสมให้เข้ากัน แล้วนำไปคลุกกับปลา นวดให้เข้ากัน นำปลาที่ได้ใส่ในกล่องหรือภาชนะ กดตัวปลาให้แน่น และปิดฝาทิ้งไว้ 1-5 วัน หรือจนกระทั่งมีน้ำออกจากปลาหรือปลามีรสเปรี้ยว ทีนี้จะเอามาทอด ปิ้ง ย่าง ก็สุดแล้วแต่ท่านเหอะ! ปลาเปรี้ยว สูตรคนใต้ ส่วนผสม ปลานิล หรือปลาน้ำจืดอื่นๆ ที่หาได้ น้ำตาลทราย เกลือ ข้าวคั่วบดละเอียด วิธีทำ ล้างทำความสะอาดปลา ขอดเกล็ด เอาหัว เอาพุงออก แล้วล้างทำความสะอาด ผสมน้ำตาลและเกลือเข้าด้วยกัน นำปลาที่ทำความสะอาดเรียบร้อยแล้วมาคลุกเคล้าให้เข้ากัน หมักทิ้งไว้ในขวด หรือไห สัก 3-4 วัน (ปิดฝาให้สนิท) เมื่อครบ 3-4 วัน ปลาที่หมักไว้จะมีกลิ่นหอม แล้วนำปลามาคลุกข้าวคั่ว จากนั้นหมักทิ้งไว้อีก 1 วัน ก็จะได้ปลาเปรี้ยว ปลาใส่อวนที่อร่อยๆ เคล็ดลับการทอดปลาส้มไม่ให้เนื้อปลาแตก ก่อนลงทอด ตีไข่ไก่ให้แตกแล้วนำปลาไปคลุกไข่ไก่ แล้วนำลงทอดในน้ำมันจะทำให้ปลาส้มหอม น่ากิน เนื้อปลาไม่แตกยุ่ย มีกลิ่นหอม และมีสีสวยงามค่ะ การถนอมอาหารจากภูมิปัญญาไทยในสมัยโบราณ เพื่อเก็บอาหารไว้กินได้เป็นเวลานาน โดยอาหารนั้นไม่สูญเสียคุณภาพ โดยผ่านกรรมวิธีการหมักจนได้ผลิตภัณฑ์รสชาติอร่อยถูกปากของนักชิมที่เรียกว่า ปลาส้ม ก็เป็นวิธีง่ายๆ ที่เราได้นำเอามาฝาก ก็ลองเอาไปทำดุนะครับ เป็นวิธีง่ายๆ ใครก้ทำได้ แถมยังอร่อยอีกด้วย และยังสามารถทำขายสร้างรายได้ให้กับครอบครัวได้อีกด้วย ขอขอบคุณที่มาจาก : technologychaoban.com

อ่านเพิ่มเติม »

และนี่คือความลับจากแพทย์ผู้จ่ายยา แนะให้กินมะละกอสุก แทนกินยาแก้อักเสบ ด้วยเหตุผลแบบนี้!

และนี่คือความลับจากแพทย์ผู้จ่ายยา แนะให้กินมะละกอสุก แทนกินยาแก้อักเสบ ด้วยเหตุผลแบบนี้! มะละกอ • ถือเป็นผลไม้พื้นเมืองที่มักจะปลูกในประเทศแถบทะเลคาริเบียนไล่ไปจนถึงเม็กซิโก ปานามา และโคลัมเบีย • ได้มีผู้ทำการสันนิษฐานว่า มะละกอถูกนำเข้ามาปลูกในไทยตั้งแต่สมัยกรุงศรีอยุธยาโดยฝรั่งสัญชาติหนึ่ง ซึ่งคนไทยได้ให้การต้อนรับมะละกออย่างดีจนกลายมาเป็นผลไม้ยอดนิยมปลูกได้ทุกถิ่นของไทย • โดยส่วนมากมะละกอดิบ มักจะถูกเลือกนำไปทำเป็นส้มตำและแกงส้ม ในบางครั้งก็ถูกนำไปดองเค็ม แล้วทำให้แห้งกลายเป็นของกินเล่น ซึ่งถือเป็นอันตรายต่อไตของผู้นิยมบริโภคเป็นประจำ • ในส่วนของมะละกอสุก ถือเป็นผลไม้ที่ได้รับความนิยม อีกทั้งถูกนำมาทำเป็นผลไม้กระป๋องที่ติดฉลากว่า ผลไม้รวม ซึ่งมีแค่มะละกอกึ่งสุก สับปะรดออกเปรี้ยว และองุ่นไทยผสมกันในน้ำเชื่อม ข้อมูลน่ารู้ของมะละกอสุก • มีสรรพคุณที่ถือเป็นยาระบาย • ได้มีการพิสูจน์ความจริงในสมัยเรียนระดับปริญญาตรี เนื่องจาก มักจะเกิดอาการเป็นหวัดบ่อยครั้ง จึงไปขอยาจากหน่วยอนามัยของมหาวิทยาลัยและได้ยาปฏิชีวนะ หรือยาแก้อักเสบ • ซึ่งในทุกครั้งที่กินเข้าไป มักจะเกิดอาการท้องผูก สาเหตุมาจาก ยาได้เข้าไปทำลายสมดุลของแบคทีเรียในลำไส้ใหญ่ จึงได้ตัดสินใจแจ้งแก่แพทย์ผู้จ่ายยา ก็ได้รับคำแนะนำดังต่อไปนี้ • แพทย์ผู้จ่ายยาแนะนำให้กินมะละกอสุก เมื่อเรียนสูงขึ้นจึงได้ทราบว่า เนื้อมะละกอนั้นอุดมไปด้วยใยอาหาร ซึ่งถือเป็นอาหาร (พรีไบโอติก) ของแบคทีเรียกลุ่มแลคโตแบซิลัส (โปรไบโอติก) • เมื่อแบคทีเรียกลุ่มนี้ได้มีการเจริญเติบโตมากขึ้นก็จะเข้าควบคุมสถานการณ์ทำให้ระบบขับถ่ายเข้าสู่ความเป็นปกติในที่สุด มีงานวิจัยมากมายหลายชิ้นได้ค้นพบว่า • มะละกอสุก เป็นอาหารที่ช่วยลดความเสี่ยงของมะเร็งหลายอวัยวะในร่างกาย • เนื่องมาจาก เป็นผลไม้ที่อุดมไปทั้งพฤกษเคมีต่างๆ • อาทิเช่น สารฟลาโวนอยด์ วิตามินต่างๆ รวมไปถึงมีเบต้าแคโรตีนเป็นตัวที่สำคัญ • อีกทั้งยังอุดมไปด้วยโฟเลต ไทอามีน (วิตามินบี 1) ไรโบฟลาวิน (วิตามินบี 2) ไนอาซิน (วิตามินบี 3) กรดแพนโทเทนิก (วิตามินบี 5) วิตามินซี ฯลฯ • อุดมไปด้วยแร่ธาตุที่สำคัญอาทิเช่น โปแตสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม • สามารถสังเกตได้จากใครที่ชอบกินมะละกอสุก มักจะมีเหงือกสวย และมีความปลอดภัยจากโรคลักปิดลักเปิดหรือเลือดออกตามไรฟันด้วยอิทธิพลของวิตามินซี อีกทั้งยังส่งผลให้ผิวสวย มีผู้เขียนคนหนึ่งเคยได้รับทุนทำวิจัยเกี่ยวกับอาหารไทยต้านพิษของสารก่อกลายพันธุ์ (ซึ่งมีความสามารถในการแปลผลถึงการต้านมะเร็ง) จากสภาวิจัยแห่งชาติ ซึ่งอาหารจานที่ได้รับความสนใจมากที่สุดจากผลการศึกษาพบว่า • สามารถใช้ในการต้านสารพิษได้ดีในลำดับต้นๆ คือ ส้มตำ (สูตรที่ถูกนำมาใช้ศึกษาไม่มีการใส่ปูเค็ม เนื่องจากโดยส่วนมากปูมักมีเชื้อพยาธิ • เมื่อทำการพิจารณาจากใยอาหารของมะละกอ พร้อมทั้งเครื่องเทศและสมุนไพรที่ใช้ปรุงส้มตำแล้ว มันสามารถระบุได้ว่า ส้มตำถือเป็นองครักษ์พิทักษ์มะเร็ง • ฉะนั้น จึงขอแนะนำให้ผู้ที่นิยมกินอาหารที่มีสารก่อมะเร็ง อาทิเช่น อาหารปิ้ง ย่าง รมควัน เนื้อสัตว์ต้มตุ๋นนาน และเนื้อหมักต่างๆ ให้กินอาหารนั้นๆ คู่ไปกับส้มตำด้วย • ซึ่งผลที่ได้รับมาจากการตอบรับ ถือเป็นผลอย่างดีจากสาวๆ ที่กินส้มตำสัปดาห์ละ 7 วัน วันละ 3 มื้อ • ในส่วนของผู้ที่กินมะละกอสุกเป็นของหวาน หลังมื้ออาหารมักจะได้รับภูมิต้านทานที่ดี ไม่ค่อยป่วยไข้ • เนื่องจากโรคติดเชื้อ เกิดจากร่างกายถูกเปลี่ยนเบตาแคโรทีนที่ได้จากมะละกอสุกเป็นวิตามินเอ อีกทั้งประกอบกับเนื้อมะละกอมีวิตามินซีสูง จึงถือเป็นปัจจัยที่สำคัญในการทำงานร่วมกันกับโปรตีนและธาตุสังกะสีจากเนื้อสัตว์ในการเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกัน • วิตามินเอที่ถูกแปลงมาจากเบตาแคโรตีน มีความสามารถในการป้องกันภาวะจอประสาทตาเสื่อม ซึ่งมักจะทำให้ผู้กินมะละกอสุกประจำมีดวงตาที่สดใส • ยางของมะละกอ ที่ได้มาจากผลดิบและลำต้น มักจะถูกนำไปใช้หมักเนื้อสัตว์ที่เหนียวมากให้เหนียวน้อยลง • หรือ ในบางครั้งผู้สูงอายุสามารถกัดได้นุ่มปาก เนื่องจาก ในยางมะละกอ มีเอนไซม์ชนิดหนึ่งชื่อว่า ปาเปน (Papain) มีส่วนช่วยในการย่อยโปรตีนบางส่วนในเนื้อสัตว์ก่อนที่จะถูกนำไปปรุงให้สุก • ฉะนั้น ผู้ที่กินมะละกอดิบในลักษณะส้มตำจึงได้รับยางนี้ไปด้วย ซึ่งเข้าไปช่วยในการย่อยเนื้อสัตว์ในทางเดินอาหาร • การที่คุณได้รับยางมะละกอที่อยู่ในมะละกอดิบเข้าปากนั้นก็ไม่ได้มีเพียงข้อดีเสมอไป เนื่องจากเนื้อยางน่าจะมีความเป็นพิษแฝงอยู่ โดยในพิษนั้นจะเกิดขึ้นเฉพาะกับสาวที่กำลังตั้งท้อง Cr:share-si.com

อ่านเพิ่มเติม »

เหลือเชื่อ!! ข้าวโพดต้ม มันสามารถรักษาสารพัดโรค กำจัดเซลล์มะเร็ง แค่กินให้ถูกวิธีตามนี้ โรคร้ายตายเรียบ!

ข่าวผู้คนป่วยเป็นมะเร็งและต้องเสียชีวิตมากมาย แม้จะมีเงินรักษาได้อย่างไม่มีจำกัด ก็ยังอาจจะต้องเสียชีวิตเพราะโรคนี้ได้อยู่ดี หากคุณไม่รู้จักวิธีการป้องกันที่ดีเพียงพอ หรือมีร่างกายที่อ่อนแอมากเกินไป ทางออกหนึ่งที่ผู้คนนิยมใช้กัน ก็คือ การทานอาหารที่มีประโยชน์ อาหารที่มีสรรพคุณในการต้านมะเร็ง มีสารออกฤทธิ์ล้างพิษของพวกอนุมูลอิสระตัวอันตรายต่อเซลล์อวัยวะต่างๆ ในร่างกาย แต่ก็เจอมากมายในผลไม้ ส่วนในข้าวโพดก็มีเช่นกัน แต่ต้องทานให้ถูกวิธี ดังนี้ ผักผลไม้เมื่อทานสดๆจะได้รับประโยชน์จากสารอาหารได้ดีกว่าการผ่านความร้อน แต่ทฤษฎีนี้จะใช้กับข้าวโพดไม่ได้ เพราะเจ้าข้าวโพดหวานนี้จะมีสรรพคุณสามารถต้านโรคมะเร็งมากขึ้นเมื่อนำไปผ่านความร้อนก่อนอย่างเหมาะสม อีกทั้งยังมีสารล้างพิษมากกว่าผักผลไม้อื่นๆ ซะด้วย นักวิจัยของมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์แห่งสหรัฐอเมริกา รายงานผลการวิจัยลงในวารสารสมาคมเคมีแห่งอเมริกาว่า…. “ข้าวโพดหวานที่ปรุงสุกแล้ว จะออกฤทธิ์ล้างพิษในร่างกายสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน” ข้าวโพดหวานเป็นพืชที่แม้ปรุงสุกแล้ว ก็ยังคงมีคุณค่าเป็นตัวล้างพิษได้เป็นอย่างดี ถึงแม้ว่าการให้ความร้อนจะทำให้เสียวิตามินซีไปบ้าง ก็ตามที แต่เราก็ไม่ได้หวังวิตามินซีจากข้าวโพดเป็นหลักอยู่แล้ว เพราะประโยชน์ที่มีมากกว่านั้น ก็คือ “การกินข้าวโพดเพื่อต้านมะเร็ง” มาลองดูการทดลองที่ว่านี้กันเลย… นักวิจัยทำการทดลองด้วยการต้มข้าวโพดหวานด้วยอุณหภูมิสูง 115 องศาเซลเซียส ในเวลานานต่างกัน 10, 25, และ 50 นาที ผลปรากฎว่า….ยิ่งต้มนานเท่าไหร่ ก็จะยิ่งทำให้มีสารซึ่งเป็นตัวล้างพิษเพิ่มขึ้นมากเท่านั้น โดยเวลาการต้มที่มากขึ้น ทำให้มีสารซึ่งเป็นตัวล้างพิษเพิ่มขึ้นมากขึ้น 22, 44 และ 53 เปอร์เซนต์ตามลำดับ จากการทดลองนี้ นักวิจัยเชื่อว่า สารที่ออกฤทธิ์เป็นตัวล้างพิษนี้จะช่วยทำลายล้างพิษของพวกอนุมูลอิสระตัวอันตรายต่อเซลล์อวัยวะต่างๆ อีกทั้งยังเป็นตัวก่อการร้ายที่จะทำให้เกิดโรคที่มีเหตุมาจากความชรา เช่น ต้อกระจก, โรคสมองเสื่อม รวมทั้งโรคร้ายอย่างหัวใจ และมะเร็งด้วย ซึ่งสารสำคัญที่รับบทเป็นตัวล้างพิษนี้ คือ “กรดเฟรุลิก (Ferulic acid)” หรือกรดอินทรีย์ที่เป็นสารสำคัญช่วยทำให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายมีประสิทธิภาพ กรดเฟรุลิกเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประโยชน์ ดังนี้ 1. ต่อต้านความชรา 2. ป้องกันการเกิดเซลล์มะเร็ง 3. ป้องกันโรคหัวใจ 4. รักษาไข้หวัด 5. รักษาสุขภาพของกล้ามเนื้อ 6. ต่อต้านผลกระทบจากรังสีอัลตราไวโอเลตซึ่งเป็นสาเหตุของมะเร็งผิวหนัง 7. สำหรับคนที่เป็นมะเร็งที่รับการทำคีโม กินข้าวโพดต้มจะสามารถสารล้างพิษเคมีที่เกิดจากการทำคีโมได้ มากไปกว่านั้น นักวิจัยกลุ่มนี้กล่าวว่า ข้าวโพดหวานต้มหรือปิ้งจะปล่อยสารประกอบที่เรียกว่า กรดเฟรุลิก ออกมา ยิ่งผ่านความร้อนสูงก็ยิ่งออกมามาก ก็ยิ่งเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ดังนั้นการทำสุกจึงช่วยให้มันปล่อยกรดเฟรุลิกออกมาได้มากขึ้น กรดเฟรุลิกจัดอยู่ในพวกพฤษเคมี ซึ่งพบในผักและผลไม้ไม่มากนัก แต่อุดมอยู่ในฝักข้าวโพดเป็นจำนวนมาก เพราะฉะนั้น หากคุณอยากมีร่างกายที่แข็งแรงตลอดไป แนะนำให้หาข้าวโพดต้มหรือปิ้งมาทานบ่อยๆ แล้วสุขภาพของคุณจะแข็งแรงกว่าเดิมอย่างแน่นอน Cr:siamnews

อ่านเพิ่มเติม »

รู้ไว้ซะ!! ผ่อนรถไม่ไหว ทนายดังแนะ ทำตาม 5 ข้อนี้ แก้ปัญหาไม่ให้รถคุณถูกไฟแนนซ์ยึดไปได้ แถมอาจได้เงินคืนอีกด้วย!!

ในยุคข้าวยากหมากแพงนี้ การจะมีรถขับกับเขาสักคันบางทีมันช่างยากเย็นหรือซื้อมาแล้วบางเดือนหมุนไม่ทัน ชักหน้าไม่ถึงหลัง ไม่รู้จะทำไง บางคนถอดใจปล่อยรถถูกไฟแนนซ์ยึดไปเสียทั้งรถใช้งาน เสียทั้งเงินที่ผ่อนไป มิหน่ำซ้ำยังเสียเครดิตกับแบงค์ จนอาจถึงขั้นไม่สิทธฺ์ออกรถชื่อตัวเองอีกต่อไป วันนี้ทีมงานสยามนิวส์ได้นำบทความดีๆที่มีประโยชน์ ในกรณีที่ซื้อรถใหม่ป้ายแดงไปแล้วนั้น ผ่านไป 2-3 ปี ไม่สามารถผ่อนรถได้อีกต่อไป เพราะมีค่าใช้จ่ายเข้ามามากจนเกินความสามารถในการผ่อนชำระ จนทำให้ค้างส่งนาน อาจถึงขั้นเตรียมโดนยึดรถมาขายทอดตลาดจากบริษัทไฟแนนซ์ หากใครมีคำถามว่าจะทำอย่างไรได้บ้าง วันนี้เรารวบรวมคำตอบที่ได้จาก นายนิติธร แก้วโต หรือ ทนายเจมส์ ทนายความชื่อดัง ที่อาสามาให้คำแนะนำแนวทางแก้ปัญหาไว้ 5 วิธีหลักๆ ดังนี้ 1. การคืนรถ – กรณีการคืนรถโดยผิดสัญญา หรือ ค้างผ่อนชำระหลายงวด โดยจะต้องชำระค่าเสียหาย ค่าขาดประโยชน์ อื่นๆ ยิ่งค้างชำระหลายงวดจะยิ่งเสียค่าเสียหายจำนวนมาก – กรณีการคืนรถโดยที่ไม่ผิดสัญญา หรือ ไม่ได้ค้างผ่อนชำระ ลักษณะนี้ ไม่ต้องจ่ายค่าเสียหายหรือค่าขาดประโยชน์ใดๆ เนื่องจากไม่ได้ค้างชำระ ไฟแนนซ์จะคิดเพียงค่าส่วนต่างเวลาที่ขายรถและขาดทุนเท่านั้น 2. การขายให้บุคคลอื่นโดยไม่ได้เปลี่ยนสัญญา ขายให้บุคคลอื่นโดยที่ยังไม่ได้เปลี่ยนสัญญา โดยผู้เช่าซื้อยังเป็นคนเดิมอยู่ ซึ่งกรณีนี้ค่อนข้างเสี่ยงอย่างมากๆ หากคนที่ซื้อรถไปแล้วเอาไปขายให้คนอื่นต่อ หรือรถหาย ผู้เช่าซื้อจะต้องรับผิดชอบเต็มๆ อย่างไรก็ตาม เป็นกรณีที่ไม่แนะนำ อย่างบางเคสเอารถไปจำนำในบ่อน หรือเอาไปขายให้เต็นท์ เจ้าของหรือผู้เช่าซื้อรถจะต้องปวดหัวไปตามหารถมาคืนไฟแนนซ์ 3. การขายให้บุคคลอื่นโดยเปลี่ยนสัญญา เป็นการขายเปลี่ยนสัญญา และนำเงินที่ได้ไปปิดจ่ายไฟแนนซ์ ซึ่งเป็นวิธีที่ปลอดภัยที่สุด ปลอดภัยทั้งคนค้ำประกัน ปลอดภัยทั้งผู้เช่าซื้อด้วย แต่ต้องหาคนซื้อรถ หาคนเปลี่ยนสัญญาให้ได้ โดยอาจจะต้องยอมขายขาดทุน เพื่อแลกกับเวลาและค่าใช้จ่ายที่จะตามมาในอนาคต 4. รีไฟแนนซ์ใหม่หรือปรับปรุงโครงสร้างหนี้ใหม่ โดยขยายระยะเวลาการผ่อนออกไป และขอลดยอดการผ่อนในแต่ละเดือนลง แต่ผลที่อาจจะตามมาคือเสียดอกเบี้ย หรือผลประโยชน์ให้กับที่ไฟแนนซ์ มากขึ้น 5. เจรจาขอผ่อน เฉพาะดอกเบี้ยไปก่อน โดยยังคงต้นเงินไว้ เผื่อในอนาคต ผู้เช่าซื้ออาจจะมีเงินก้อนไปปิด ก็จะทำให้เจรจาได้ง่ายขึ้น นอกจากนี้ ทนายเจมส์ กล่าวเพิ่มเติมอีกว่า สำหรับในกรณีที่เจ้าของรถผ่อนไม่ไหว ไม่มีเงินโปะ และไม่ยอมเอารถไปคืนนั้น มี 2 กรณี คือ กรณีแรก ยังมีรถอยู่กับตัว อาจถูกไฟแนนซ์ฟ้องแพ่ง ในข้อหา ผิดสัญญาเช่าซื้อ โดยบังคับยึดรถ หรือตามยึดทรัพย์อย่างอื่น แต่ฟ้องคดีอาญาข้อหายักยอกทรัพย์ไม่ได้ กรณีที่สอง ไม่มีรถอยู่กับตัวแล้ว โดยเอาไปขายต่อเต็นท์รถ หรืออื่นๆ ในระหว่างสัญญา เจ้าของรถอาจจะถูกดำเนินคดีอาญาในข้อหา ยักยอกทรัพย์ได้ เพราะกรรมสิทธิ์รถเป็นของไฟแนนซ์ ดังนั้น เจ้าของรถไม่มีสิทธิ์ที่จะเอาไปขาย. ขอบคุณที่มาจาก: siamnews

อ่านเพิ่มเติม »

“ใฝ 7 ตำแหน่ง” กับความเชื่อโบราณ ที่จะส่งผลต่อชีวิตเราแบบนี้!? ขนลุก!!ไม่เชื่ออย่าลบหลู่แบบนี้!!

“ใฝ 7 ตำแหน่ง” กับความเชื่อโบราณ ที่จะส่งผลต่อชีวิตเราแบบนี้!? ขนลุก!!ไม่เชื่ออย่าลบหลู่แบบนี้!! หลายๆคน หรืออาจจะทุกคนคงจะมีไฝกันอย่างแน่นอน แต่อาจจะอยู่ตำแหน่งไหน ก็แล้วแต่ ตามความเชื่อในสมัยโบร่ำโบราณนั้น ล้วนมีคำทำนายเกี่ยวกับตำแหน่งของไฝเอาไว้มากมาย มีไฝตรงนี้เราจะเป็นอย่างไร ชะตาชีวิตของเราจะเป็นอย่างไร ลองมาดูกัน ว่าจะตรงกับสิ่งที่เราเป็นตอนนี้อยู่หรือเปล่า 1.หางคิ้ง คุณเป็นคนชอบเดินทาง และมีโอกาสได้ไปเที่ยวเสมอ บางคนถึงขั้นได้ทำงานเกี่ยวกับต่างประเทศ 2.ตรงกลางระหว่างคิ้ว มีความเชื่อกันว่า ไฝในตำแหน่งนี้จะเป็นคนโชคดีในเรื่องงาน มีความเจริญก้าวหน้า อีกทั้งยังได้รับเงินเดือนเพิ่มขึ้นอีกด้วย 3.ใต้คิ้วและเหนือหางตา เป็นคนที่ปรับตัวเก่ง เข้ากับสถานการณ์ได้อย่างมืออาชีพ รู้จักมีวิธีในการเข้าหาคนอื่น เรียกได้คนประเภทนี้สามารถเป็นผู้นำที่น่าเชื่อถือได้เลย 4.เหนือริมฝีปาก ใครที่มีไฝเหนือริมฝีปาก จะเป็นคนที่มีเสน่ห์และน่าคบหา นอกจากนี้ยังเป็นคนที่ใส่ใจรายละเอียดสิ่งของที่รอบตัว ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของอาหารการกิน 5.บนโหนกแก้ม ไฝตรงจุดนี้ สามารถสร้างความประทับใจให้ผู้อื่นและมักจะประสบความสำเร็จในชีวิต 6.บนฝ่ามือ คนที่มีไฝบนฝ่ามือ จะเป็นคนที่ชอบความมั่นคงและไม่ชอบการเปลี่ยนแปลง มักใช้ชีวิตอย่างเรียบง่าย 7.บนฝ่าเท้า คนที่มีไฝบนฝ่าเท้า มักเป็นคนที่ชอบเข้าสังคม มีไลน์สไตล์ที่ชอบสนุกสนาน ซึ่งคนประเภทนี้้มักเป็นศูยน์กลาง สามารถชักนำให้คนอื่นคล้อยตามไปกับพวกเขาได้ เรียบเรียงโดยทีมงานsocialja.com

อ่านเพิ่มเติม »

ง่ายๆแค่นี้เอง!! โง่มาทั้งชีวิต! “ก้างปลาติดคอ” แก้ไขง่ายๆ แค่ทำตามนี้ รับรองหายไปในพริบตา! แชร์เก็บไว้เลย เผื่อคราวหน้าเป็นอีก! (รายละเอียด)

เป็นเรื่องที่น่ากลัวไม่น้อยเลยที่สำหรับ “ก้างปลาติดคอ” โดยเฉพาะเด็กเล็กรวมไปถึงผู้ใหญ่อย่างเราด้วย เพราะมันสร้างความลำบากให้เราไม่น้อย จะกินจะเคี้ยวจะกลืนก้ลำบากส่ะเหลือเกินแถมยังสร้างความเจ็บปวดด้วย เชื่อว่าคนที่มีประสบการณ์เรื่องนี้คงจะเข้าใจความรู้สึกนี้แน่ๆ ซึ่งเมื่อเกิดปัญหาแบบนี้เราก็ต้องสรรหาวิธีแก้ไขให้ความเจ็บปวดนี้หายไป แต่ล่ะคนก็มีวิธีแก้ไขแตกต่างกันออกไป บางคนอาจจะยังไม่รู้วันนี้เราจึงมีวิธีแก้หากใครมีอาการก้างปลาติดคอ ซึ่งวิธีที่เรานำมาเสอก็ทำได้ง่ายๆแสนง่ายๆ รับรองได้เลยว่าใครนำไปต้องหาเป็นปลิดทิ้งชัวร์ๆ กลืนมาชเมลโล่ คงจะรู้จักกับขนมมาชเมลโล่ที่เห็นขายในบ้านเราก็มีหลายยี่ห้อเลย เช่น ไมล์ดี้ เป็นต้น ให้คุณซื้อไมล์ดี้แบบไม่มีไส้มาเคี้ยงนิดหน่อยแล้วกลืนลงไป มาชเมลโล่จะช่วยดันก้างให้หลุดออกไปได้ ถั่วลิสงขจัดก้างติดคอ วิธีนี้ให้คุณเคี้ยวถั่วลิสงให้เต็มปาก แต่อย่าเพิ่งกลืนให้เคี้ยวอย่าให้ละเอียดมาก แล้วจึงดื่มน้ำ หรือเครื่องดื่มอะไรก็ได้ตามลงไป ถั่วลิสงที่เป็นชิ้นเล็กๆ เหล่านั้นจะช่วยเข้าไปเขี่ยก้างที่ติดอยู่ในลำคอได้ ใช้ขนมปังก็ได้นะ ก่อนอื่นให้คุณดื่มน้ำเล็กน้อยให้คือเปียกก่อน แล้วจึงเคี้ยวขนมปังให้พอชุ่มๆ ไม่ต้องละเอียดมาก แล้วพยายามกลืนลงไปเลย หากกลืนไม่ลงให้ดื่มน้ำตามลงไป ขนมปังจะช่วยดันก้างได้เหมือนกัน ข้าวเหนียวช่วยคุณได้ เป็นวิธีที่รู้ๆกันอยู่แล้ว ว่าได้ผลเป็นอย่างดีมาตั้งแต่สมัยโบราณถึงปัจจุบัน คือเวลาก้างปลาติดคอเนี่ย ให้คุณปั้นข้าวเหนียวเป็นก้อนกลมๆ ขนาดประมาณลูกชิ้นลูกเล็ก แล้วกลืนลงไปทั้งก้อนเลย ก้อนข้าวเหนียวจะเข้าไปช่วยดันก้างปลาให้หลุดออก วิธีนี้ถ้าไม่มีข้าวเหนียว อาจจะใช้ข้าวปั้นเป็นก้อนแทนก็ได้ กลั้วคอด้วยน้ำมะนาว ให้บีบเอาน้ำมะนาวมาใส่ในแก้ว แล้วเอามากลั้วคอซัก 2-3 นาที (ทนเปรี้ยวหน่อยนะ) จากนั้นให้กลืนน้ำมะนาวลงไปเลย ความเป็นกรดของน้ำมะนาวจะช่วยทำให้ก้างปลาอ่อนตัวลง จะช่วยให้หลุดออกง่ายขึ้น ซึ่งหากใช้วิธีนี้แล้ว ตามด้วยการกลืนก้อนข้าวเหนียว จะช่วยให้ก้างปลาติดคอหลุดออกง่ายขึ้น ลองล้วงคอเข้าไปดูเลย หากว่าคุณรู้สึกว่าก้างปลาติดอยู่ไม่ลึกจนเกินไป ให้ลองเอานิ้วมือล้วงเข้าไปคลำดู ถ้านิ้วเราไปสะกิดเจอแล้ว ให้พยายามค่อยๆ เขี่ย หรือดึงออกมา ถ้าก้างปลาติดคอไม่ลึกจนเกินไป ก็สามารถจัดการกับก้างเจ้าปัญหาได้อย่างแน่นอน ใช้น้ำเย็นกลั้วคอ หากว่าก้างปลาติดคอคุณไม่ลึกมากจนเกินไป ลองใช้น้ำเย็นกลั้วคอดู จากนั้นก็กลืนน้ำลงไปได้เลย น้ำเย็นจะช่วยให้ลดความเจ็บปวดให้กับคุณ และช่วยให้ก้างปลาหลุดออกมาได้อีกด้วย หากเป็นหนักต้องปรึกษาแพทย์ หากคุณรู้สึกว่าก้างติดคอลึกจนเกินไป และมีอาการเจ็บปวด ให้รีบไปปรึกษาคุณหมอที่คลีนิค หรือโรงพยาบาลประจำตำบลได้เลยนะค่ะ เพราะหากปล่อยไว้นานๆ อาจเกิดการอักเสบขึ้นมาได้ กาละแมช่วยให้ก้างหลุดได้ ให้คุณทานขนมกาละแมตามปกติ หรืออาจจะกลืนเป็นก้อนเลยก็ได้ กาละแมจะช่วยเข้าไปดันก้างปลาให้หลุดออกมาได้ Cr:chhala.com

อ่านเพิ่มเติม »

ใครเห็นเป็นต้องหิว! สูตรหมัก “คอหมูย่าง” รสเลิศ พร้อมน้ำจิ้มแจ่วรสเด็ด…ทำกินง่าย ทำขายรวย

อีกหนึ่งเมนูทำง่ายขายคล่องที่คนไทยทั่วบ้านทั่วเมืองชอบทาน เพราะฉะนั้น รับประกันว่าขายได้แน่ถ้าคุณทำตามขั้นตอนและเลือกวัตถุดิบที่ดีมีคุณภาพ เพราะด้วยขั้นตอนง่ายๆ ส่วนผสมไม่มากนัก เมนู ”คอหมูอย่าง” จึงกลายเป็นเมนูยอดฮิตที่มีติดร้านส้มตำ แต่ถ้าจะให้อร่อยสมบูรณ์แบบ ก็จะต้องไปด้วยกันกับน้ำจิ้มรสแซ่บที่วันนี้เราก็มีสูตรด้วยเช่นกัน ทั้งสูตรการหมักคอหมูย่างอย่างพิถีพิถันกับสูตรน้ำจิ้มรสเด็ด หาอ่านได้ที่นี่เลยค่ะ ส่วนผสมและสูตรหมักคอหมูย่าง 1.เนื้อสันคอชิ้นกลางๆ 1 ชิ้น หรือหนักประมาณ 500 กรัม คำแนะนำ : ควรเลือกใช้เนื้อหมูส่วนสันคอหมู หมูติดมัน หรือหมูสันนอก เพราะจะหมักแล้วนุ่มอร่อยกว่าส่วนอื่นๆ 2.ซอสปรุงรส และน้ำมันหอย 2 ช้อนโต๊ะ 3.เกลือ 1 ½ ช้อนชา 4.น้ำตาลทราย 2 ช้อนโต๊ะ 5.น้ำผึ้ง 2 ช้อนโต๊ะ 6.นมข้นจืด 1/4 ถ้วย 7.พริกไทยเม็ดโขลกละเอียด 1 ช้อนชา 8.กระเทียมสับละเอียด 1 ช้อนโต๊ะ 9.ผักชีสับละเอียด 1 ต้น 10. ซีอิ๊วขาว 3 ช้อนโต๊ะ วิธีการทำ 1.เตรียมเครื่องหมักกันก่อนเลย เริ่มจากโขลกกระเทียม รากผักชี พริกไทยเม็ด เกลือ และน้ำตาลทราย ตักพักใส่ถ้วยไว้ 2.แล่หมูเป็นชิ้น ให้มีความหนาพอควร ไม่หนาหรือบางเกินไป และใช้ส้อมจิ้มให้ทั่ว พร้อมใส่ส่วนผสมเครื่องหมักทั้งหมดลงไปที่ชิ้นหมู คลุกเคล้าให้เข้ากันหมักทิ้งไว้ 2 ชั่วโมง หรือหมักค้างคืนก็ได้ 3.นำคอหมูหมักขึ้นย่างด้วยไฟอ่อนจนสุก ให้ได้สีเหลืองสวยพร้อมกลิ่นหอมของเครื่องหมัก 4. เตรียมน้ำจิ้มไปด้วยระหว่างการย่าง โดยการผสมน้ำปลา มะนาว และน้ำตาลทราย คนให้ละลายเข้ากัน จากนั้นใส่พริกขี้หนูหรือพริกป่น (แล้วแต่คนชอบ) ตามด้วยการใส่กระเทียมและหอมแดงซอยลงไป คนให้เข้ากัน และปรุงรสตามใจชอบให้ออกเปรี้ยวหวาน 5. เมื่อคอหมูย่างสุกแล้ว ให้หั่นหมูสไลซ์บางชิ้นให้ได้ชิ้นพอดีคำ ตกแต่งด้วยการจัดใส่จานรองด้วยผักกาดหอมหรือตกแต่งผักโรสหน้าด้วยผักชี เสิร์ฟพร้อมกับน้ำจิ้ม ส่วนผสมน้ำจิ้ม 1. น้ำมะขามเปียกต้มสุก 1/2 ช้อนโต๊ะ 2. น้ำปลา 1-2 ช้อนโต๊ะ 3. หอมแดงซอย 1 หัว 4. ต้นหอม ผักชีฝรั่งซอย 1 ช้อนชา 5. น้ำมะนาว 1/2 ช้อนชา 6. พริกป่น 1 ช้อนชา 7. ข้าวคั่ว 1-2 ช้อนชา 8. น้ำตาลปี๊บ 1/2 ช้อนชา สูตรวิธีการทำน้ำจิ้มแจ่ว 1. ผสมน้ำตาลปิ๊บ น้ำปลา น้ำมะขามต้มสุก เข้าด้วยกัน 2. ชิมรสชาติให้ได้รสเค็ม เปรี้ยว หวาน (เผื่อรสเปรี้ยวไว้น้อยหน่อยเพราะจะต้องใส่น้ำมะนาวอีก) 3. ใส่พริกป่น ข้าวคั่วคนให้เข้ากัน ใส่หอมแดงซอย ต้นหอม ผักชีฝรั่งซอย คนให้เข้ากัน 4. ชิมรสชาติและปรุงรสเพิ่มเติมตามใจชอบ เมื่อย่างหมูเสร็จก็เสิร์ฟพร้อมน้ำจิ้มได้เลย จะกินเปล่าๆหรือกินกับส้มตำ ลาบ น้ำตก ก็อร่อยเหาะได้ทั้งนั้น ลองนำไปทำกินกันดูนะคะ ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก chomphoonut panomai

อ่านเพิ่มเติม »

#โปรดอย่าเลื่อนผ่าน #ขอคนละ1แชร์ ครูทั่วประเทศมีเฮ! สกสค. ทุ่ม1,000ล้านบาท แก้ไขหนี้สินครู หลังพบเป็นหนี้เพียบ ทั้งในและนอกระบบ! (รายเอียด)

วันที่ 9 กรกฎาคม 2560 ที่ห้องทิวลิปโรงแรมนิภาการ์เด้น จ.สุราษฎร์ธานี นายพิษณุ ตุลสุข รองปลัดกระทรวงศึกษาธิการ ปฎิบัติหน้าที่เลขาธิการคณะกรรมการ สกสค.สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมสวัสดิการและสวัสดิการภาพครูและบุคลาการทางการศึกษา ได้กล่าวขณะเดินทางมาติดตามโครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงและการสร้างวินัยทางการเงินให้ครูในพื้นที่จังหวัดสุราษฎร์ธานีว่า โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตครูนั้นเริ่มต้นกับธนาคารออมสินและธนาคาร ธกส. มานานแล้วความเคลื่อนไหวและการพัฒนาการมันมาเริ่มแปรเปลี่ยนในช่วงท้าย แทนที่จะสนับสนุนให้สมาชิกในกลุ่มของศูนย์พัฒนาคุณภาพชีวิตครูที่จะร่วมกันยึดมั่นในสัจจะและร่วมกันแก้ไขปัญหาหนี้สินร่วมกันและช่วยเหลือพึ่งพาอาศัยซึ่งกันและกันกลายเป็นว่ามาตอนหลัง สกสค. ได้ดำเนินนโยบายที่ต้องเรียกว่าผิดพลาดโดยเน้นไปที่จะการปล่อยให้ครูกู้ ประกอบกับครูทุกคนที่มีหนี้สินอยู่ก็มากู้เพิ่มโดยเฉพาะยอดเงินที่กู้ได้สูงสุดถึง 3,000,000 บาท ได้สร้างปัญหาให้กับครูเหล่านี้มาก มีหลายคนในกลุ่มที่กู้ไปแล้วไม่มีกำลังที่จะสามารถชำระหนี้ได้ท้ายที่สุดแล้ว ทำให้มีหนี้ที่ค้างชำระในระบบกับธนาคารออมสินนานเกิน 3 เดือนขึ้นไปมีจำนวนมาก 80,000 กว่าคน เพราะฉะนั้นปัญหาเหล่านี้จะต้องถูกแก้ไขอย่างครบวงจร ทาง สกสค. จะต้องแก้ไขหนี้สินปัญหาครูโดยคำนึงถึงองค์ประกอบที่แท้จริงที่ครูกำลังเผชิญอยู่ในชีวิต ไม่ว่าจะเป็นรายได้รายเดือน รายจ่ายรายเดือน และความสามารถในการชำระเงิน ทาง สกสค.จึงเติมเต็มด้วยการนำครูเข้าสู่โครงการพัฒนาคุณภาพชีวิตครูอีกครั้งหนึ่ง เพื่อเป็นการแก้ไขหนี้ให้สินครูทั้งระบบโดยนำวินัยทางการเงินเข้าไปด้วย เพิ่มช่องทางที่จะมีรายได้เสริมที่ไม่รบกวนกับเวลาราชการ และ สกสค. ก็จะหาแหล่งเงินทุนเพื่อมารีไฟแนนซ์ หนี้สินครูทั้งหมดที่อยู่ในระบบและนอกระบบให้มาเป็นหนี้ที่ สกสค.เพียงแห่งเดียวโดยคิดดอกเบี้ยในอัตราที่ต่ำที่สุดอยู่ที่ร้อยละ 3.5 ซึ่งในปัจจุบันต้องเสียดอกเบี้ยต่อธนาคารร้อยละ 6 หรือ 7 หรือบางคนที่ผิดนัดชำระดอกเบี้ยก็จะเสียมากกว่านี้ ทาง สกสค.จะต้องเน้นในเชิงคุณภาพของครูผู้ที่จะได้รับการแก้ไขปัญหาจะต้องเป็นครูที่ดีมีความตั้งอกตั้งใจในการทำงานเพียงแต่หนี้สินที่เกิดขึ้นอาจเกิดจากอุบัติเหตุเกิด จากการเจ็บป่วย หรือ เกิดจากการดูแล บิดา-มารดา หรือ คนในครอบครัว ส่วนคนที่วินัยทางการเงินไม่ดีมีประวัติการใช้เงินอย่างฟุ้งเฟ้อฟุ่มเฟือยหรือเล่นการพนัน ก็จะต้องพักไว้ก่อนขอช่วยเหลือคนดีๆที่กำลังจะจมน้ำเสียก่อน ซึ่งขณะนี้โครงการช่วยเหลือได้เริ่มต้นขึ้นแล้วในวงเงิน 1,000 ล้านบาท และกำลังพยายามกระจายไปให้ทั่วถึงและรวดเร็วที่สุดเท่าที่จะทำได้ ซึ่งสามารถทำไปเรียนรู้ไปดูปัญหาที่จะเกิดขึ้นไป พัฒนาไปโดยมีการวิจัยพัฒนากำกับติดตามไปด้วยและคิดว่าวงเงินสามารถจะเพิ่มขึ้นได้อีก สกสค.จะมีแหล่งเงินทุนพร้อมที่เข้ามาสนับสนุนถ้าสามารถแกไขปัญหาหนี้สินได้จริงตรงตามนโยบายของ พลเอกประยุทธ จันทร์โอชา นายกรัฐมนตรี ซึ่งการแก้ไขปัญหาหนี้สินจะต้องไม่ใช่เป็นการสร้างหนี้สินใหม่เพิ่มขึ้น นายพิษณุ ได้ยอมรับว่าสิ่งที่น่าหนักใจสำหรับตนเองนั้นก็คือปัญหาหนี้สินของครู ที่มันส่งผลต่อจิตใจครูคนที่มีความวิตกกังวลในปัญหาภาระหนี้สินของครอบครัวที่จะต้องคอยพะวงที่จะหาเงินมาส่งเจ้าหนี้ทั้งในระบบและนอกระบบ สอนหนังสือไปก็มีจิตใจกังวนและเป็นทุกข์ บรรยากาศภายในห้องเรียนก็ไม่ดี เด็กนักเรียนก็จะพลอยเครียดกับครู เพราะฉะนั้นทำอย่างไรครูถึงจะมีความมั่นคงในชีวิตและความมั่นคงในครอบครัว และสามารถทำงานอย่างมีความสุข ถ้าครูไปโรงเรียนด้วยความยิ้มแย้มแจ่มใสและมีความสุข บรรยากาศภายในห้องเรียนก็เกิดการเรียนรู้อย่างมีความสุข เด็กนักเรียนก็จะสนุกเด็กนักเรียนก็จะมีความสุขการเรียนรู้อย่างมีความสุขการเรียนรู้อย่างมีความสุขและสนุกกับการเรียนรู้มันเป็นการสร้างคุณภาพให้กับตัวเด็กได้อย่างดี และการอบรมบ่มนิสัยที่เกิดจากครูที่เป็นแบบอย่างที่ดีในการดำรงชีวิตในฐานะในสังคมก็จะติดตัวเด็กที่เป็น ไอด้อล หรือเป็นตัวอย่าง หรือเป็นแบบอย่างที่ดีให้กับเด็ก เราก็จะได้เด็กดีในอนาคตที่เติบโตมาเป็นพลเมืองดีของประเทศไทย เพราะฉะนั้นปัญหาหนี้สินจึงเป็นปัญหาที่หนักใจ ณ.วันนี้ตนได้ใช้งานวิจัยที่ทำมาเมื่อปี 2553 -2554 มาตามลำดับซึ่งตนเชื่อว่าสามารถที่จะช่วยเหลือครูได้ แต่เราจะไม่สามารถช่วยเหลือพร้อมกันที่เดียวทั้งหมด 3-400,000 คนแต่จะเริ่มต้นจากกลุ่มคนที่วิกฤติและจะขยายผลไปสู่กลุ่มคนที่มีวินัยทางการเงินก็จะได้รับการดูแลไปตามลำดับ พร้อมกันนี้นายพิษณุ ได้กล่าวถึงการตรวจสอบปมทุจริตงบประมาณในคุรุสภาพ-สกสคว่าขณะนี้ได้รับการชี้มูลความผิดจากคณะกรรมการ ปปช เรียบร้อยแล้ว เพราะฉะนั้นในส่วนที่เป็นข้าราชการอยู่ ปปช.จะแจ้งกับมาให้ดำเนินการทางวินัยอย่างร้ายแรงก็คือไล่ออกปลดออก ส่วนคนที่เป็นเอกชนหรือคนที่พ้นจากราชการไปแล้วรวมทั้งข้าราชการที่ถูกวินัยด้วยนั้นก็จะส่งให้สำนักงานอัยการสูงสุดดำเนินคดีทางอาญา ส่วนทางแพ่งก็ว่ากันไปว่าใครเป็นคนทำให้เกิดความเสียหายต่อ สกสค. ซึ่งพลเอกดาว์พงษ์ รัตนสุวรรณ องคมนตรี อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงศึกษาธิการให้นโยบายไว้เงินจำนวนนี้ใครโกงไปต้องเอาคืนกลับมาให้ได้ ย่อมมีผลกระทบต่อตัวเจ้าหน้าที่ที่ไปเกี่ยวข้องได้รับผลกระทบแน่นอน ส่วนผลกระทบต่อตนเองนั้นย่อมมีบ้างที่คนไม่เข้าใจก็จะโกรธและเกลียดแต่จริงๆก็คือมันเป็นหน้าที่ถ้าเขาไม่ทำผิดเราก็ไม่มีหน้าที่ไปรบกวนเขา ก็เหมือนกับผู้ร้ายถ้าไม่ทำผิดตำรวจก็ไม่เข้าไปยุ่งอยู่ในฐานะพลเมืองดี งานนี้ก็เหมือนกันถ้าเขาไม่ทำการทุจริตไม่ทำผิด ตนก็ไม่ต้องเข้าไปยุ่งไม่ต้องไปทำหน้าที่ ถามว่าทำหน้าที่ตรงนี้หนักใจมัย ยอมรับว่าหนักใจ เพราะเป็นผลกระทบต่อคนเป็นวงกว้าง ตอนนี้เดินทางไปไหนก็ต้องระมัดระวัง แต่ก็เชื่อมั่นว่า คนดีผีคุ้มสิ่งศักดิ์สิทธิคงคุ้มครองให้ปลอดภัย และสิ่งที่ยึดมั่นมาโดยตลอดก็คือพระบรมราโชบายของในหลวงที่เป็นที่พึ่ง Cr:http://www.thaijobsgov.com/jobs/142166

อ่านเพิ่มเติม »

👆มะเร็งตายเรียบ❗❓*#ข้าวโพดต้ม* มีดีกว่าที่คิดช่วยรักษาสารพัดโรค กำจัดเซลล์มะเร็ง แค่กินให้ถูกวิธีตามนี้(แชร์เก็บไว้เลย)❗❓❗❓

👆👆👆ข่าวผู้คนป่วยเป็นมะเร็งและต้องเสียชีวิตมากมาย แม้จะมีเงินรักษาได้อย่างไม่มีจำกัด ก็ยังอาจจะต้องเสียชีวิตเพราะโรคนี้ได้อยู่ดี หากคุณไม่รู้จักวิธีการป้องกันที่ดีเพียงพอ หรือมีร่างกายที่อ่อนแอมากเกินไป ทางออกหนึ่งที่ผู้คนนิยมใช้กัน ก็คือ การทานอาหารที่มีประโยชน์ อาหารที่มีสรรพคุณในการต้านมะเร็ง มีสารออกฤทธิ์ล้างพิษของพวกอนุมูลอิสระตัวอันตรายต่อเซลล์อวัยวะต่างๆ ในร่างกาย แต่ก็เจอมากมายในผลไม้ ส่วนในข้าวโพดก็มีเช่นกัน แต่ต้องทานให้ถูกวิธี ดังนี้ ผักผลไม้เมื่อทานสดๆจะได้รับประโยชน์จากสารอาหารได้ดีกว่าการผ่านความร้อน แต่ทฤษฎีนี้จะใช้กับข้าวโพดไม่ได้ เพราะเจ้าข้าวโพดหวานนี้จะมีสรรพคุณสามารถต้านโรคมะเร็งมากขึ้นเมื่อนำไปผ่านความร้อนก่อนอย่างเหมาะสม อีกทั้งยังมีสารล้างพิษมากกว่าผักผลไม้อื่นๆ ซะด้วย นักวิจัยของมหาวิทยาลัยคอร์เนลล์แห่งสหรัฐอเมริกา รายงานผลการวิจัยลงในวารสารสมาคมเคมีแห่งอเมริกาว่า…. “ข้าวโพดหวานที่ปรุงสุกแล้ว จะออกฤทธิ์ล้างพิษในร่างกายสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัดเจน” 👆👆👆ข้าวโพดหวานเป็นพืชที่แม้ปรุงสุกแล้ว ก็ยังคงมีคุณค่าเป็นตัวล้างพิษได้เป็นอย่างดี ถึงแม้ว่าการให้ความร้อนจะทำให้เสียวิตามินซีไปบ้าง ก็ตามที แต่เราก็ไม่ได้หวังวิตามินซีจากข้าวโพดเป็นหลักอยู่แล้ว เพราะประโยชน์ที่มีมากกว่านั้น ก็คือ “การกินข้าวโพดเพื่อต้านมะเร็ง” มาลองดูการทดลองที่ว่านี้กันเลย… นักวิจัยทำการทดลองด้วยการต้มข้าวโพดหวานด้วยอุณหภูมิสูง 115 องศาเซลเซียส ในเวลานานต่างกัน 10, 25, และ 50 นาที ผลปรากฎว่า….ยิ่งต้มนานเท่าไหร่ ก็จะยิ่งทำให้มีสารซึ่งเป็นตัวล้างพิษเพิ่มขึ้นมากเท่านั้น โดยเวลาการต้มที่มากขึ้น ทำให้มีสารซึ่งเป็นตัวล้างพิษเพิ่มขึ้นมากขึ้น 22, 44 และ 53 เปอร์เซนต์ตามลำดับ จากการทดลองนี้ นักวิจัยเชื่อว่า สารที่ออกฤทธิ์เป็นตัวล้างพิษนี้จะช่วยทำลายล้างพิษของพวกอนุมูลอิสระตัวอันตรายต่อเซลล์อวัยวะต่างๆ อีกทั้งยังเป็นตัวก่อการร้ายที่จะทำให้เกิดโรคที่มีเหตุมาจากความชรา เช่น ต้อกระจก, โรคสมองเสื่อม รวมทั้งโรคร้ายอย่างหัวใจ และมะเร็งด้วย ซึ่งสารสำคัญที่รับบทเป็นตัวล้างพิษนี้ คือ “กรดเฟรุลิก (Ferulic acid)” หรือกรดอินทรีย์ที่เป็นสารสำคัญช่วยทำให้ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายมีประสิทธิภาพ 👆กรดเฟรุลิกเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประโยชน์ ดังนี้ 1. ต่อต้านความชรา 2. ป้องกันการเกิดเซลล์มะเร็ง 3. ป้องกันโรคหัวใจ 4. รักษาไข้หวัด 5. รักษาสุขภาพของกล้ามเนื้อ 6. ต่อต้านผลกระทบจากรังสีอัลตราไวโอเลตซึ่งเป็นสาเหตุของมะเร็งผิวหนัง 7. สำหรับคนที่เป็นมะเร็งที่รับการทำคีโม กินข้าวโพดต้มจะสามารถสารล้างพิษเคมีที่เกิดจากการทำคีโมได้ 👆มากไปกว่านั้น นักวิจัยกลุ่มนี้กล่าวว่า ข้าวโพดหวานต้มหรือปิ้งจะปล่อยสารประกอบที่เรียกว่า กรดเฟรุลิก ออกมา ยิ่งผ่านความร้อนสูงก็ยิ่งออกมามาก ก็ยิ่งเป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ดังนั้นการทำสุกจึงช่วยให้มันปล่อยกรดเฟรุลิกออกมาได้มากขึ้น 👆กรดเฟรุลิกจัดอยู่ในพวกพฤษเคมี ซึ่งพบในผักและผลไม้ไม่มากนัก แต่อุดมอยู่ในฝักข้าวโพดเป็นจำนวนมาก เพราะฉะนั้น หากคุณอยากมีร่างกายที่แข็งแรงตลอดไป แนะนำให้หาข้าวโพดต้มหรือปิ้งมาทานบ่อยๆ แล้วสุขภาพของคุณจะแข็งแรงกว่าเดิมอย่างแน่นอน Cr. Siamvariety

อ่านเพิ่มเติม »

8 เหตุผลที่คุณควรกินมะเขือยาวให้มากขึ้น แทบไม่น่าเชื่อว่า…มันช่วยแบบนี้ได้!!

ทุกคนรู้ว่าการบริโภคผักและผลไม้มีประโยชน์ต่อร่างกายอีกทั้งยังช่วยลดความเสี่ยงต่อปัญหาสุขภาพได้อย่างมากมาย มะเขือยาวเป็นผักที่คนไม่ค่อยนิยมบริโภคกันนัก เนื่องจากมีคุณค่าทางโภชนาการสูงมากดังนั้นจึงดีต่อสุขภาพโดยรวมของเรา นักโภชนาการหลายคนแนะนำให้ะกินมะเขือยาวเป็นประจำทุกวันเพราะมันอุดมไปด้วยวิตามิน ไฟเบอร์ สารนาซิน และ กรดคลอโรจีนิก (chlorogenic) ที่จะช่วยลดความเสี่ยงของโรคอ้วน โรคเบาหวาน โรคหัวใจ แลโรคที่ร้ายแรงอื่นๆ อีกมากมาย มะเขือยาวยังช่วยเพิ่มพลังงานและเสริมสุขภาพผิวและเส้นผมให้แข็งแรงขึ้นอีกด้วย นี่คือประโยชน์จากมะเขือยาวที่จะทำให้คุณมีสุขภาพดี: -การบริโภคมะเขือยาวเป็นประจำจะช่วยป้องกันการอุดตันในเส้นเลือด เนื่องจากมันมีวิตามินเคสูงและยังมีไบโอฟลาโวนอยด์ (bioflavonoid) ที่ช่วยทำให้เส้นเลือดฝอยแข็งแรง -มะเขือยาวช่วยลดคอเลสเตอรอลที่ไม่ดี คุณควรนำไปนึ่งให้สุกสำหรับรับประทานไม่ควรบริโภคแบบทอด -มะเขือยาวมีไฟเบอร์สูงจะช่วยปกป้องระบบทางเดินอาหารของคุณ และการบริโภคมะเขือยาวเป็นประจำทุกวันสามารถปกป้องคุณจากโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ -การบริโภคมะเขือยาวจะช่วยปรับปรุงการไหลเวียนโลหิตและช่วยบำรุงสมอง เนื่องจากมันมีสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกายและสารอาหารเหล่านี้มีอยู่ในผิวของมะเขือยาว คุณไม่ควรทิ้งเปลือกของมัน -มะเขือยาวมีเส้นใยที่ละลายน้ำสูงและมีคาร์โบไฮเดรตต่ำ สามารถนำมาใช้สำหรับการควบคุมอาหารในผู้ป่วยโรคเบาหวาน -มะเขือยาวเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับใช้ในการควบคุมความดันโลหิตและบรรเทาความเครียดเนื่องจากมันมีสารไบโอฟลาโวนอยด์อยู่สูงมาก -ผักชนิดนี้อัดแน่นไปด้วยธาตุเหล็ก แคลเซียม และแร่ธาตุต่าง ๆ ซึ่งเป็นสารอาหารที่จำเป็นต่อร่างกาย -มะเขือยาวดีมากสำหรับการลดน้ำหนักเนื่องจากมีแคลอรีต่ำ ในมะเขือยาวหนึ่งถ้วยมีแคลรอรี่เพียง 35% และมันยังปราศจากไขมันและมีไฟเบอร์สูงที่จะช่วยให้คุณอิ่มได้ตลอดทั้งวัน Cr:bokcafee.com

อ่านเพิ่มเติม »

#โปรดอย่าเลื่อนผ่าน เช็คให้ดีก่อนไปรพ.! 14 โรคที่ประกันสังคมไม่จ่ายเงินให้…เจ็บแค่ไหน ก็ต้องจ่ายเอง!

ในทุกๆเดือน เราต้องจ่ายเงินสมทบให้กับประกันสังคมไปตั้งเท่าไหร่ หลายคนก็คิดว่าเมื่อเวลาที่เราเจ็บป่วยจะได้เอาเงินส่วนรี้มารักษาพยาบาลตัวเองได้ เอาไว้ดูแลตัวเองในยามที่เราเจ็บป่วย อย่างไรก็ตาม แม้ว่าประกันสังคมจะให้สิทธิ์ในการรักษาโรคได้มากมายหลายโรค ซึ่งโดยส่วนใหญ่ครอบคลุมมากกว่าประกันสุขภาพของบริษัทเอกชนบางบริษัทเสียอีก รวมถึงโรคมะเร็งทั้ง 10 ชนิด ประกันสังคมก็ออกให้ได้ แต่ก็ยังมีโรคบางโรคที่แม้ว่าคุณจะเจ็บป่วยแค่ไหน จ่ายประกันสังคมไปมากเท่าไหร่ คุณก็ยังต้องจ่ายเงินรักษาพยาบาลตัวเองอยู่ดี เพราะโรคเหล่านี้ประกันสังคมจะไม่รับผิดชอบ มี “14 โรค” อะไรบ้างที่ประกันสังคมขอปฏิเสธที่จะให้สิทธิ์ในการออกค่ารักษาพยาบาล คุณจำเป็นต้องรีบเช็คให้ชัวร์ก่อนใช้บัตรนะคะ โรคหรืออาการที่ประกันสังคมไม่รับผิดชอบ 1. โรคหรือการประสบอันตรายอันเนื่องจากการใช้สารเสพเสพติดตามกฎหมายว่าด้วยยาเสพติด 2. โรคเดียวกันที่จำเป็นต้องใช้ระยะเวลารักษาตัวในโรงพยาบาล ประเภทคนไข้ในเกิน 180 วันใน 1 ปี (แต่หากป่วยเป็นคนละโรคยังสามารถใช้สิทธิได้) 3. การบำบัดทดแทนไตกรณีไตวายเรื้อรัง ยกเว้น กรณีเจ็บป่วยด้วยโรคไตวายเรื้อรังระยะสุดท้ายให้มีสิทธิได้รับบริการทางการแพทย์โดยการบำบัดทดแทนไตด้วยวิธีการฟอกเลือดด้วยเครื่องไตเทียม วิธีการล้างช่องท้องด้วยน้ำยาอย่างถาวร และด้วยวิธีการปลูกถ่ายไตได้ แต่ต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไข และอัตราที่ประกันสังคมกำหนดไว้ 4. การกระทำใดๆที่ทำเพื่อความสวยงาม โดยไม่มีข้อบ่งชี้ทางการแพทย์ 5. การรักษาที่ยังอยู่ในระหว่างการค้นคว้าทดลอง 6. การรักษาภาวะมีบุตรยาก 7. การตรวจเนื้อเยื่อเพื่อการผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะ ยกเว้น การตรวจเนื้อเยื่อเพื่อการปลูกถ่ายไขกระดูก ประกันสังคมให้จ่ายค่าตรวจเนื้อเยื่อเท่าที่จ่ายจริงตามความจำเป็น แต่ไม่เกิน 7,000 บาทต่อราย ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่คณะกรรมการการแพทย์กำหนด 8. การตรวจใดๆ ที่เกินกว่าความจำเป็นในการรักษาโรคนั้น 9. การผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะ ยกเว้น (ก) การปลูกถ่ายไขกระดูก ให้จ่ายค่าบริการทางการแพทย์เหมาจ่ายในอัตรา 750,000 บาทต่อราย แก่สถานพยาบาลที่ให้บริการทางการแพทย์ แก่ผู้ประกันตนจนสิ้นสุดกระบวนการปลูกถ่ายไขกระดูก โดยจะต้องเป็นสถานพยาบาลที่คณะกรรมการการแพทย์รับรองและได้ทำความตกลงไว้กับสำนักงานในการให้บริการทางการแพทย์แก่ผู้ประกันตนเท่านั้น และการปลูกถ่ายไขกระดูกจะต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนดด้วย (ข) การผ่าตัดเปลี่ยนอวัยวะกระจกตา เหมาจ่ายค่าบริการทางการแพทย์แก่สถานพยาบาล 20,000 บาท และให้ศูนย์ดวงตาสภากาชาดไทย 5,000 บาท ตามหลักเกณฑ์และเงื่อนไขที่กำหนด 10. การเปลี่ยนเพศ 11. การผสมเทียม 12. การบริการระหว่างรักษาตัวแบบพักฟื้น 13. ทันตกรรม ยกเว้น การถอนฟัน การอุดฟัน การขูดหินปูนและผ่าฟันคุด ให้ผู้ประกันตนมีสิทธิได้รับค่าบริการทางการแพทย์เท่าที่จ่ายจริงตามความจำ เป็น แต่ไม่เกิน 600 บาทต่อปี กรณีใส่ฟันเทียมชนิดถอดได้มีสิทธิได้รับค่าบริการทางการแพทย์เท่าที่จ่ายจริงไม่เกิน 1,500 บาท ภายในระยะเวลา 5 ปี 14. แว่นตา การมีปัญหาเรื่องสายตาที่ต้องแก้ไขด้วยการสวมแว่น คุณจะต้องจ่ายเงินเองนะคะ แม้ว่าผู้ประกันตนคนใดยังไม่มีบัตรรับรองสิทธิฯ แต่จ่ายเงินสมทบในส่วนของกรณีเจ็บป่วยครบตามเงื่อนไขแล้ว ก็ยังสามารถเข้ารับการรักษาในสถานพยาบาลได้เช่นเดิม ส่วนในกรณีที่ผู้ประกันตนประสบอันตรายจากอุบัติเหตุหรือการเจ็บป่วยด้วยโรคอื่น ๆที่ไม่ได้ระบุในนี้ ก็ยังสามารถเบิกค่าบริการทางการแพทย์ได้ และหากผู้ประกันตนจำเป็นต้องรับการรักษาตัวประเภทผู้ป่วยใน ผู้ประกันตนหรือผู้ที่เกี่ยวข้องจะต้องแจ้งสำนักงานประกันสังคมในท้องที่ที่เกิดเหตุให้รับทราบเรื่องในทันที เพื่อให้สำนักงานประกันสังคมกำหนดสถานพยาบาลให้ผู้ประกันตนเดินทางไปใช้บริการทางการแพทย์ต่อไป เป็นเรื่องส่วนตัวที่คุณต้องศึกษาให้ครอบคลุม เพราะเป็นสิทธิที่ผู้ประกันตนทุกคนควรรับทราบ เพื่อผลประโยชน์ที่คุณจะได้รับได้มากที่สุด หากเบิกจ่ายไม่ตรงตามข้อกำหนดคุณจะมานั่งเสียใจภายหลังไม่ได้นะ ขอบคุณข้อมูลดีๆจาก สำนักงานประกันสังคม กระทรวงแรงงาน sso.go.th Cr:thaijobsgov.com

อ่านเพิ่มเติม »

ช่วยกันแชร์เยอะๆเผื่อจะทำให้สังคมเราดีขึ้น !!! อ่านซะ!! จะได้ฉลาด สุดยอด 37 อาหาร..พิชิตสุขภาพดีห่างไกลโรค! ดีแบบนี้ ไม่กินไม่ได้แล้ว!!

สุดยอด 37 อาหาร..พิชิตสุขภาพดีห่างไกลโรค! ดีแบบนี้ ไม่กินไม่ได้แล้ว 1. สะเดา (Neem tree) มีเบต้าแคโรทีนสูงบำรุงสายตา เสริมระบบภูมิคุ้มกัน ทำให้นอนหลับ 2. ผักกาดขาว (Chinese white cabbage) ช่วยระบบย่อยอาหาร ขับปัสสาวะ แก้ไอ มีโฟเลทสูงบำรุงคุณแม่ตั้งครรภ์ 3. หัวหอมเล็ก (Shallot) มีน้ำมันหอมระเหยบรรเทาอาการหวัด มีสารฟลาโวนอยด์ต้านมะเร็ง 4. แครอท (Carrot) เบต้าแคโรทีนป้องกันโรคมะเร็ง มีแคลเซียม แพ็กเตต ลดระดับ คอเลสเตอรอลได้ 5. หอมหัวใหญ่ (Onion) มีสารฟลาโวนอยด์ช่วยลดอาการของโรคหัวใจ ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด 6. คะน้า (Chinese kale) มีแคลเซียมและสารต้านอนุมูลอิสระสูง ป้องกันโรคกระดูกพรุน และมะเร็ง 7. พริก (Chilli) มีแคปไซซินกระตุ้นการขยายตัวของหลอดเลือด ช่วยให้เจริญอาหาร ขับเหงื่อ 8. กระเจี๊ยบเขียว (Okra) ลดความดันโลหิตบำรุงสมอง ลดอาการกระเพาะหรือลำไส้อักเสบ 9. ผักกระเฉด (Water mimosa) ดับพิษไข้ กากใยช่วยระบบขับของเสีย เพิ่มการเผาผลาญสารอาหาร 10. ตำลึง (Ivy gourd) มีวิตามินเอสูง ดีต่อดวงตา เส้นใยจับไนเตรต ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคมะเร็งในกระเพาะอาหาร 11. มะระ (Chinese bitter cucumber) มีแคลเซียม ฟอสฟอรัส เป็นยาระบายอ่อนๆ น้ำคั้นลดระดับน้ำตาลในเลือด 12. ผักบุ้ง (Water spinach) บรรเทาอาการร้อนใน มีวิตามินเอบำรุงสายตา ธาตุเหล็กบำรุงเลือด 13. ขึ้นฉ่าย (Celery) กลิ่นหอม ช่วยเจริญอาหารมีวิตามินเอ บี และซี บำรุงสมอง ป้องกันโรคหัวใจขาดเลือด 14. เห็ด (Mushroom) แคลอรีน้อย ไขมันต่ำมีวิตามินดีสูง ช่วยในการดูดซึมแคลเซียม เสริมกระดูกและฟัน 15. บัวบก (Indian pennywort) มีวิตามินบีสูงช่วยให้ร่างกายผ่อนคลาย บำรุงสมองและความจำบำรุงผิวพรรณ ลดอาการอักเสบ 16. สะระแหน่ (Kitchen mint) กลิ่นหอมเย็นของใบให้ความสดชื่น ทำให้ความคิดแจ่มใส แก้ปวดหัว 17. ชะพลู (Cha-plu) รสชาติเผ็ดเล็กน้อย แก้จุกเสียด ขับเสมหะ มีแคลเซียมสูง 18. ชะอม (Cha-om) ช่วยลดความร้อนในร่างกาย ขับลมในลำไส้ มีเส้นใยคอยจับอนุมูลอิสระ 19. หัวปลี (Banana flower) รสฝาด แก้ร้อนใน กระหายน้ำ และบำรุงน้ำนม มีกากใย โปรตีนและวิตามินซีสูง 20. กระเทียม (Garlic) ลดไขมันในเลือดป้องกันหัวใจขาดเลือด ใบกระเทียมมีโฟเลต เหล็กวิตามินซีสูง 21. โหระพา (Sweet basil) น้ำมันหอมระเหยทำให้โล่งจมูก ช่วยระบายลม มีเบต้าแคโรทีนแคลเซีย 22. ขิง (Ginger) บรรเทาอาการหวัดเย็น ลดอาการคัดจมูก รสเผ็ดร้อน แก้อาการท้องอืดท้องเฟ้อ 23. ข่า (Galangal) น้ำมันหอมระเหย ช่วยระบบย่อยอาหารขับลม มีฤทธิ์ฆ่าเชื้อแบคทีเรีย และเชื้อรา 24. กระชาย (Wild ginger) บรรเทาอาการท้องอืดท้องเฟ้อ บำรุงธาตุ มีวิตามินเอและแคลเซียม 25. ถั่วพู (Winged bean) ให้คุณค่าทางอาหารสูงมีโปรตีน แคลเซียม ฟอสฟอรัส และสารช่วยย่อยกรดไขมันอิ่มตัว 26. ดอกขจร (Cowslip creeper) กระตุ้นให้รู้รสอาหาร ให้พลังงานสูง ประกอบด้วยคาร์โบไฮเดรต โปรตีน ไขมัน 27. ถั่วฝักยาว (Long bean) มีเส้นใย ช่วยลดคอเลสเตอรอล มีวิตามินซี ช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็ก บำรุง เลือด 28. มะเขือเทศ (Tomato) มีวิตามินเอสูง วิตามินซี รสเปรี้ยว ช่วยกระตุ้นน้ำย่อย และแก้อาการคอแห้ง 29. กะหล่ำปลี (White cabbage) มีกลูโคซิโนเลต เมื่อแตกตัวจะเป็นสารต้านมะเร็ง และมีวิตามินสูง 30. มะเขือพวง (Plate brush eggplant) ช่วยให้เจริญอาหารและช่วยลดความดันเลือด มีแคลเซียม และฟอสฟอรัส 31. ผักชี (Chinese parsley) ขับลม บำรุงธาตุช่วยย่อยอาหาร มีน้ำมันหอมระเหย แก้หวัด มีวิตามินเอและซีสูง 32. กุยช่าย (Flowering chives) มีกากใยช่วยระบายของเสีย มีธาตุเหล็กช่วยในการสร้างเม็ดเลือดแดง 33. หัวไชเท้า (Chinese radish) แก้ไอ ขับเสมหะ เพิ่มภูมิต้านทางโรค มีสารช่วยให้กระเพาะอาหารและลำไส้บีบตัวได้ดี 34. กะเพรา (Holy basil) แก้อาการจุดเสียดแน่นท้อง มีเบต้าแคโรทีนสูง ป้องกันโรคมะเร็งและโรคหัวใจขาดเลือดได้ 35. แมงลัก (Hairy basil) ช่วยย่อยอาหารป้องกันเลือดออกตามไรฟัน ขับลม ขับเหงื่อ 36. ดอกแค (Sesbania) กินแก้ไขช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลง เป็นยาระบายอ่อนๆ มีวิตามินเอสูง บำรุงสายตา และ 37. หญ้าอ่อน กินเพิ่มความคึกคักให้กระชุ่มกระชวย หัวใจสูบฉีด สมองแจ่มใส อายุยืนยาว สำหรับทุกเพศโดยเฉพาะวัยสูงอายุ ที่มา:Upyim.com

อ่านเพิ่มเติม »

สูตรข้าวมันไก่หม้อหุงข้าว ทำง่าย ใช้เวลาไม่นาน แถมอิ่มได้ทั้งบ้าน!! (ดูรายละเอียด )

ข้าวมันไก่ ถึงแม้จะเป็นอาหารให้แคลเลอรี่สูง แต่หลายคนก็ยังชื่นชอบ เอาเป็นว่าถ้าใครกลัวอ้วน นานๆ กินทีก็คงไม่เป็นไร แต่การไปซื้อเขากิน บางทีก็ไม่อิ่ม บางร้านให้น้อยขนาดจามทีชิ้นไก่อาจจะปลิวได้ แถมน้ำซุปก็จืด เอาไว้ซดให้คล่องคอเท่านั้น ส่วนร้านดังเจ้าอร่อยคิวก็นาน คนก็เยอะ เรามาทำกินเองที่บ้าน ซึ่งใช้เวลาไม่นานเลย แทบจะเหมือนการหุงข้าวปกติ ด้วย สูตรข้าวมันไก่หม้อหุงข้าว ส่วนผสม ข้าวมันไก่ • ข้าวสารหอมมะลิ 3 ถ้วย (ขนาดตามจำนวนคนที่กิน ข้าวเก่าจะดีกว่าข้าวใหม่ ข้าวจะไม่แฉะ) • น้ำเปล่า (ขนาดน้ำเหมือนหุงข้าวปกติ) • ไก่ (ตามชอบ) • ขิง • กระเทียม • รากผักชี • พริกไทย • น้ำตาลทราย 1/2 ช้อนชา • เกลือ 1/2 ช้อนชา • ผงปรุงรส (รสดี) เล็กน้อย • ซอสปรุงรส วิธีทำ ข้าวมันไก่ นำไก่ล้างให้สะอาด บั้งไก่ หรือสับให้ชิ้นเล็กลง เพื่อให้สุกง่าย จากนั้นโรยเกลือกับผงปรุงรสเล็กน้อย เพื่อให้เนื้อไก่มีรสชาติ จากนั้น นำมาย่างในกระทะให้ไขมันใต้หนังและส่วนอื่นๆ ออกมา ด้วยไฟกลาง ไม่ให้หนังสุกเกรียม ให้กลับไปมา พอไขมันไก่ออก จนได้น้ำมันไก่แล้ว ให้เอาไก่ขึ้นพักไว้ ถ้าในกระทะมีน้ำมันไก่เยอะ ให้ตักออก เหลือไว้แค่ประมาณ 1 ช้อนโต๊ะ จากนั้นนำขิงกระเทียมรากผักชีพริกไทย ตำรวมกันให้ละเอียด นำมาผัดจนเหลืองหอม ใส่ข้าวสารที่ซาวน้ำแล้ว ลงไป ใส่เกลือ น้ำตาล ผงปรุงรส และซอส เล็กน้อย ผัดให้เข้ากัน จากนั้นปิดไฟ นำข้าวสารที่ผัดใส่ลงหม้อหุงข้าว ใส่น้ำตามหุงปกติ จากนั้นเรียงไก่ลงไป กดหุงปกติ จนสุก ส่วนผสม น้ำจิ้มข้าวมันไก่ • เต้าเจี้ยว 3 ช้อนโต๊ะ (ใช้ช้อนบดถั่วให้ละเอียดเล็กน้อย) • ขิงสับ ตามชอบ • กระเทียมสับ 2-3 กลีบ (หรือตามความชอบ) • พริกขี้หนูซอย ปริมาณตามชอบ • มะนาว 1/2 ลูก • เกลือ 1 หยิบ ไม่ใส่ก็ได้หากเต้าเจี้ยวเค็มแล้ว • น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา • ซีอิ๊วดำ 1/2 ช้อนชา • น้ำซุป 2 ช้อนโต๊ะ วิธีทำ น้ำจิ้มข้าวมันไก่ บดเต้าเจี้ยวให้ละเอียดด้วยช้อน จากนั้นใส่ส่วนผสมทั้งหมดลงไป ยกเว้นเกลือ ให้ชิมรสก่อน หากเต้าเจี้ยวเค็มแล้ว ไม่ใส่ก็ได้ *สามารถปรับรสชาติได้ตามชอบ ส่วนผสม น้ำซุปข้าวมันไก่ • โครงไก่ • ฟัก • ผักกาดขาว • เกลือ • พริกไทย • รากผักชี 4 • น้ำ วิธีทำ น้ำซุปข้าวมันไก่ ต้มน้ำให้เดือด ใส่เกลือ และโครงไก่ลงไป เดือดอีกครั้งไก่สุก ให้ช้อนฟองออก จากนั้นใส่พริกไทย รากผักชีบุบ ฟัก และผักกาดขาว เคี่ยวให้สุกนิ่ม แล้วโรยด้วยผักชี ปิดไฟได้ Cr: thaijobsgov.com

อ่านเพิ่มเติม »

กินแตงโม ช่วยลดน้ำหนักได้ถึง 3.5 กก. ใน 5 วัน ต้องกินยังไงอ่านเลย! และแชร์เก็บไว้เลย!

หลายคนคงเหนื่อยกับการลดน้ำหนักครั้งแล้วครั้งเล่าที่ไม่ได้ผลซักที วันนี้เรามีเคล็ดลับการกินดีๆมาฝากค่ะ เพียงแค่คุณมีแตงโมคุณก็สามารถลดน้ำหนักอย่างชิวๆเลยล่ะ! คำเตือน : สูตรลดน้ำหนักนี้ไม่เหมาะกับคนที่เป็นนิ่วในไต, เบาหวาน หรือคนที่มีความผิดปกติเกี่ยวกับตับอ่อน และหากคุณเริ่มทำตามสูตรนี้แล้วรู้สึกไม่สบายตัวก็ให้หยุดทำทันที แต่ถ้าหากสบายดีก็ให้ทำไปจนครบกำหนด สูตรลดน้ำหนักด้วยแตงโมเป็นที่นิยมอย่างมากในต่างประเทศ วิธีการทำก็ไม่ยุ่งยาก รับรองว่ากินได้ทุกวันแน่นอน โดยระยะเวลา 5 วันนี้อาหารต่างๆภายในสูตรแตงโมจะช่วยรักษาปริมาณของโซเดียมในร่างกายคุณและกำจัดส่วนเกินในจุดต่างๆออกจากร่างกายคุณไป วิธีการกิน คือ 1. เช้า ? ข้าวโอ๊ต 1 ถ้วยและชีส 1 แผ่น 2. ของว่าง ? แตงโมครึ่งกิโลกรัม 3. กลางวัน ? เนื้อปลา, วัวหรือไก่ 6 ออนซ์ และสลัดผัก 1 จาน 4. เย็น ? แตงโม (1 กิโลกรัมต่อน้ำหนักตัว 30 กิโลกรัม) ลองไปทำกันดูนะคะ เพียงแค่ 5 วันกับสูตรแตงโมง่ายๆก้ช่วยลดพุงคุณได้แล้ว Cr:sciencere.com

อ่านเพิ่มเติม »

แชร์เก็บไว้เลย!! รวม 9 สูตร ทุกภาคทั่วไทย…น้ำยาขนมจีน4แผ่นดิน!

แชร์เก็บไว้เลย!! รวม 9 สูตร ทุกภาคทั่วไทย…น้ำยาขนมจีน4แผ่นดิน! ขนมจีน เมนูเส้นที่คนไทยต่างคุ้นเคย อาหารไทย สุดฟิน ใครอยากกินมาเลือกจัดเต็ม 7 น้ำยากับ 2 น้ำยำ แจกสูตรฟรี ! ที่นี่ที่เดียว ใครชอบกินเมนูเส้นอย่างขนมจีนบ้างคะ ทั้งขนมจีนน้ำพริก ขนมจีนน้ำยา หรือขนมจีนน้ำเงี้ยว แม้จะมีขายทั่วไปแต่คงไม่ถูกใจเท่าทำเอง ถ้าหากมีเวลาว่างอยากให้มาลองทำกันดูค่ะ ขอนำเสนอ 9 สูตรขนมจีน มีทั้งขนมจีนทั่วไป และขนมจีนประยุกต์ เอาล่ะสิ !แย่แล้วตอนนี้ต่อมอยากเริ่มทำงาน แล้วจะช้าอยู่ทำไมเล่า รีบจัดแจงทำพร้อมกินเลยดีกว่าเนอะ 1. ขนมจีนน้ำพริก มาแล้วจ้าสูตรขนมจีนสำหรับคนไม่ชอบรสเผ็ด ใคร ๆ ก็คงเดาถูกว่าคือ ขนมจีนน้ำพริกนั่นเอง ขอแนะนำขนมจีนน้ำพริกสูตรจากคุณ BlackPian สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม สูตรนี้ใส่ถั่วเขียวคั่วลงไปเพื่อให้น้ำพริกมีความข้น และใส่มะพร้าวคั่วกับถั่วลิสงป่นลงไปเพื่อเพิ่มความหอมมัน เท่านั้นยังไม่พอจัดกุ้งและหมูสับลงไปอีก โอ้โห… ขนมจีนน้ำพริกถ้วยนี้เลอค่ามาก ๆ ส่วนผสม ขนมจีนน้ำพริก ◆ ถั่วเขียวซีกเราะเปลือก ◆ มะพร้าวขูด (ที่ยังไม่ได้คั้น) 100 กรัม ◆ ถั่วลิสงคั่วป่น ◆ พริกแห้งเม็ดใหญ่ (แช่น้ำจนนิ่มทั้งเมล็ด) ◆ หอมแดงปอกเปลือก ◆ กระเทียม ◆ ข่าฝานเป็นแว่น ◆ รากผักชี ◆ กุ้ง (ปอกเปลือกผ่าหลัง) ◆ กะทิ ◆ หมูสับ ◆ น้ำตาลปี๊บ 500 กรัม ◆ เกลือป่น ◆ น้ำมะขามเปียก ◆ น้ำมะนาว ◆ น้ำมะกรูด ◆ น้ำส้มซ่า (ใส่หรือไม่ใส่ก็ได้) ◆ กระเทียมฝานบาง ◆ หอมแดงซอย ◆ น้ำมันพืชสำหรับผัด ◆ ขนมจีน ◆ หัวปลีซอย ◆ ผักสด วิธีทำขนมจีนน้ำพริก ◆ นำถั่วเขียวไปคั่วในกระทะให้หอมและมีสีออกน้ำตาลนิด ๆ จากนั้นนำไปใส่ลงในเครื่องปั่นอาหาร ปั่นจนละเอียด (ตามรูป) ◆ นำมะพร้าวขูดไปคั่วในกระทะให้เหลือง (ตามรูป) ◆ นำกระเทียมและหอมแดงลงไปเจียวให้เหลืองกรอบ จากนั้นตักขึ้นสะเด็ดน้ำมันเตรียมไว้สำหรับโรยหน้า ◆ นำพริกแห้งที่แช่น้ำจนนิ่มแล้วใส่เครื่องปั่น เติมน้ำเปล่าลงไปเล็กน้อย ปั่นจนละเอียด แล้วนำมากรองเอาเม็ดออก เอาเฉพาะน้ำพริกข้น ๆ (อันนี้แหละน้ำพริกของแท้และแน่นอน คั้นให้ได้ประมาณ 1 ถ้วยแกงโต ๆ) ◆ นำหอมแดง กระเทียม และข่าไปคั่วไฟให้หอม แล้วไปโขลกหรือปั่นรวมกับรากผักชี ตักใส่ถ้วย เตรียมไว้ ◆ นำกุ้งไปต้มในน้ำกะทิจนสุกแล้วนำกุ้งมาปั่นหรือโขลกให้ละเอียด ◆ แบ่งน้ำพริกที่คั้นเอาไว้มาผัดกับน้ำมันพืชในกระทะจนหอม ใส่เครื่องที่โขลกไว้ลงผัดกับน้ำพริกให้เข้ากัน ใส่น้ำกะทิที่เหลือจากต้มกุ้งลงไปเล็กน้อย ใส่เนื้อกุ้งลงไป ตามด้วยหมูสับลงไปผัดจนสุก ปิดไฟ เตรียมไว้ ◆ ใส่กะทิที่เหลือลงในหม้ออีกหนึ่งใบ นำขึ้นตั้งไฟ จากนั้นเทส่วนผสมน้ำพริกที่ผัดไว้เมื่อครู่ลงไป ◆ ใส่มะพร้าวคั่ว ถั่วลิสงป่น และถั่วเขียวป่นลงไป ◆ เคล็ดลับ : ถั่วเขียวป่นอย่าเพิ่งใส่มาก ใช้ประมาณ 1 ถ้วยข้าวต้มกุ๊ยก่อน เพราะถ้าใส่มากเวลาเย็นน้ำขนมจีนจะข้นเกินไป ส่วนถั่วลิสงให้ใส่เยอะกว่าเพื่อน กะ ๆ เอาประมาณ 4-5 ถ้วยข้าวต้มกุ๊ย จากปริมาณกะทิมากกว่า 1/2 กิโลกรัมเล็กน้อย แต่ไม่ถึง 1 กิโลกรัม คือพูดง่าย ๆ ถ้ามันเหลวไปก็เติมภายหลังได้ แต่แรก ๆ อย่าเพิ่งใส่เยอะ ◆ ใส่น้ำตาลปี๊บลงไปประมาณ 1/2 กิโลกรัม (ใส่ไปก่อน ค่อยมาเพิ่มทีหลังได้ตอนชิม) ตามด้วยเกลือป่น น้ำมะขามเปียก น้ำมะนาว และน้ำมะกรูด ◆ นำน้ำพริกคั้นไปผัดกับน้ำมันพืชอีกครั้ง เทน้ำพริกที่ผัดไว้ลงในหม้อคนผสมให้เข้ากัน ใส่กระเทียมเจียวและหอมแดงเจียวที่เตรียมไว้ลงไป สุดท้ายใส่ผิวมะกรูดลงไป (ลอยให้หอม ๆ) ◆ ซอยหัวปลีแล้วแช่ในน้ำ ใส่เปลือกมะกรูดลงไป (จะทำให้หัวปลีซอยไม่ดำและมีกลิ่นหอม) ◆ ตักน้ำพริกใส่ถ้วย เสิร์ฟพร้อมขนมจีน และเครื่องเคียง + ดูวิธีทำเพิ่มเติมได้ที่ วิธีทำขนมจีนน้ำพริก ความฟินสุดอร่อยที่คุณก็ทำได้ 2. ขนมจีนแกงปูใบชะพลู ใครที่ชอบเนื้อปูคงไม่พลาดเมนูขนมจีนแกงปูใบชะพลูสูตรจากคุณสาวนุ้ย@ภูเก็ต สมาชิกเว็บไซต์พันทิปดอทคอม ลองจินตนาการถึงเนื้อปูก้อนโตกับใบชะพลูอยู่ในแกงกะทิหอม ๆ ดูสิ ถ้าเราคลุกเคล้ากับขนมจีนแล้วตักเข้าปาก อูย… อร่อยเว่อร์ อยากกินแล้วล่ะ ส่วนผสม ขนมจีนแกงปูใบชะพลู ◆ น้ำพริกแกง (กระเทียม หอมแดง พริกขี้หนู ตะไคร้ ขมิ้น และพริกไทยดำ ตำให้เข้ากัน) ◆ กะปิ ประมาณ 3/4 ช้อนโต๊ะ ◆ เนื้อปู ประมาณ 200 กรัม ◆ หัวกะทิ ◆ หางกะทิ ◆ ใบชะพลูหั่นหยาบ ◆ น้ำตาลปี๊บ หรือน้ำตาลปึก ◆ เกลือ ◆ ขนมจีน วิธีทำขนมจีนแกงปูใบชะพลู 1. นำหม้อขึ้นตั้งไฟอ่อน ๆ ใส่หัวกะทิลงไป 2. ใส่เครื่องแกงและกะปิลงไป 3. คนส่วนผสมให้เข้ากัน ตั้งไฟอ่อน ๆ พอเดือด เริ่มมีกลิ่นหอมของเครื่องแกงค่อย ๆ เติมหางกะทิ ต้มจนได้ที่แล้วปรุงรสด้วยน้ำตาลปี๊บและเกลือ ชิมให้ได้รสที่ต้องการ 4. หลังจากปรุงรสตามชอบแล้ว ใส่เนื้อปูลงไป 5. ใส่ใบชะพลูคนอีกรอบแบบเบามือ ระวังเนื้อปูจะเละค่ะ รอจนเดือดได้ที่ ตักใส่จานเสิร์ฟได้เลย + …

อ่านเพิ่มเติม »

น้ำมันมะพร้าว / น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น มีประโยชน์และสรรพคุณอย่างไร

สำหรับน้ำมันมะพร้าวนี้ในอดีตเรียกว่าเป็นน้ำมันพืชชนิดแรกๆ ที่ผู้คนนิยมนำมาประกอบอาหารรับประทานกันเลยก็ว่าได้ โดยในปัจจุบันผู้คนได้มีการนำน้ำมันมะพร้าวนี้มาใช้ประโยชน์กันมากมายโดยเฉพาะในด้านความสวยความงาม แต่ไม่ค่อยนิยมนำไปบริโภคกันเช่นแต่ก่อน เพราะเชื่อกันว่าในน้ำมันมะพร้าวนั้นมีกรดไขมันชนิดอิ่มตัวอยู่ค่อนข้างมากนั่นเอง แต่จะจริงหรือเท็จประการใด เราลองมาทำความรู้จักกับน้ำมันมะพร้าวนี้กัน น้ำมันมะพร้าว/น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นคืออะไร? โดยน้ำมันมะพร้าวนั้นเป็นน้ำมันที่ได้มาจากผลของมะพร้าวที่นำมาผ่านกระบวนการสกัดแยกน้ำมันออกจากเนื้อของผลมะพร้าวด้วยวิธีการที่เรียกว่าการสกัดเย็นโดยวิธีการทางธรรมชาติที่ไม่ผ่านการแปรรูปทางเคมีเลย นั่นจึงทำให้น้ำมันมะพร้าวที่ได้ออกมาจึงเป็นน้ำมันบริสุทธิ์ที่ใสเหมือนกับหยดน้ำเลยทีเดียว และมีกลิ่นหอมอ่อนๆ อีกด้วย และนั่นจึงทำให้มีชื่อเรียกน้ำมันมะพร้าวที่หลากหลายออกไป ไม่ว่าจะเป็น น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น หรือน้ำมันมะพร้าวบีบเย็น เป็นต้น ซึ่งเหล่านี้ก็คือน้ำมันมะพร้าวเพียงแต่มาสกัดจากของเหลวให้มีสถานะเป็นของแข็งในรูปน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นในอุณหภูมิต่ำกว่า 25 องศาเซลเซียส และหากนำมาใช้งานก็สามารถกลับคืนสู่สถานะของเหลวได้อย่างง่ายเพียงโดนความร้อนเล็กน้อยเท่านั้น โดยหากเป็นน้ำมันมะพร้าวที่ดีนั้นจะมีความใสบริสุทธิ์และไม่มีการตกตะกอนขึ้น รวมถึงกลิ่นนั้นต้องไม่เหม็นหืน หรือมีกลิ่นเปรี้ยว นอกจากนี้ต้องไม่หนืดหรือหนืดน้อย โดยเมื่อรับประทานต้องสามารถกลืนลงคอได้ง่าย และหากนำมาบำรุงผิวต้องซึมลงผิวได้ดี ไม่ทิ้งคราบมันไว้บนผิว  น้ำมันมะพร้าว ประโยชน์และสรรพคุณของน้ำมันมะพร้าว/น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น – ช่วยในเรื่องของการขับถ่ายได้ดี ทำให้ร่างกายสามารถขับของเสียหรือสารพิษตกค้างออกมาได้ โดยเฉพาะในระยะแรกๆ ที่เริ่มรับประทานอาจมีอาการท้องเสียซึ่งถือเป็นเรื่องปกติที่ร่างกายมีการปรับตัว พร้อมกับบีบไล่ของเสียออกมา แต่หากรับประทานไปสักระยะแล้วยังมีอาการท้องเสียอยู่ ก็อาจเลี่ยงการรับประทาน เพราะอาจไม่เหมาะกับธาตุในร่างกายเรา – สามารถนำมารับประทานได้ไม่ต้องกลัวความอ้วน เนื่องจากให้พลังงานน้อยกว่าน้ำมันประเภทอื่น แถมยังช่วยให้ระบบการเผาผลาญในร่างกายดีขึ้นด้วย ไม่ทำให้ไขมันสะสมพอกพูนในร่างกาย รวมถึงเป็นไขมันดีไม่ก่อสารอนุมูลอิสระและไขมันทรานส์ขึ้นอีกด้วย เพียงแต่รับประทานในปริมาณที่พอดีไม่มากจนเกินไปก็ไม่ต้องกลัวอ้วนแล้วล่ะ – ช่วยป้องกันโรคต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น โรคหัวใจและหลอดเลือด, โรคความดันโลหิตสูง หรือโรคไต, โรคตับ ฯลฯ ช่วยบำรุงกำลังทำให้ร่างกายแข็งแรง ป้องกันการติดเชื้อต่างๆ ภายในร่างกาย – ช่วยเสริมสร้างกระดูให้แข็งแรง ไม่หัก หรือเปราะง่าย – ช่วยคลายเครียด และบรรเทาอาการอ่อนเพลีย ทำให้นอนหลับได้ง่ายขึ้น – เหมาะสำหรับบรรดาคุณแม่ทั้งหลายที่กำลังตั้งครรภ์อยู่ ช่วยสร้างระบบภูมิคุ้มกันที่ดีให้แก่ลูกน้อยในครรภ์ รวมทั้งตัวคุณแม่เองก็ไม่เสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุนอีกด้วย – ช่วยป้องกันและลดอัตราเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งต่างๆ ได้ดี – ช่วยป้องกันการเกิดอาการเหงือกบวม อักเสบ หรือเลือดออกตามไรฟัน รวมถึงกลิ่นปาก และการติดเชื้อโรคในลำคอด้วย  น้ำมันมะพร้าวสกัดเย็น นอกจากนี้ยังสามารถนำน้ำมันมะพร้าวหรือน้ำมันมะพร้าวสกัดเย็นนี้มาใช้ในการบำรุงผิวพรรณ หรือหมักผม, บำรุงเล็บ, ใช้เป็นลิปบาล์มทาริมฝีปาก ตลอดจนป้องกันรอยหมองคล้ำใต้ตา เป็นต้น เรียกว่านำมาใช้ได้สารพัดประโยชน์จริงๆ

อ่านเพิ่มเติม »

เมล็ดแฟลกซ์ ประโยชน์และสรรพคุณดีๆของเมล็ดแฟลกซ์

ในปัจจุบันเรียกได้ว่ากระแสรักสุขภาพกำลังมาแรงอย่างยิ่งเลยก็ว่าได้ เพราะไม่ว่าจะหันไปทางไหนมักจะพบกับอาหารเพื่อสุขภาพมากขึ้น และบางอย่างอาจเรียกได้ว่าเป็นของแปลกใหม่สำหรับใครหลายๆ คน หรือชื่อที่ไม่คุ้นชิน อย่างเช่น เมล็ดแฟลกซ์ เมล็ดจิ๋วๆ ที่หลายคนอาจสงสัยว่ามันคืออะไร และมีประโยชน์อย่างไร วันนี้เราลองมาทำความรู้จักกับเมล็ดจิ๋วแต่แจ๋วนี้กันเลย เมล็ดแฟลกซ์คืออะไร? เมล็ดแฟลกซ์ (Flaxseed) เป็นเมล็ดจากต้นลินินที่มีมายาวนานตั้งแต่เมื่อราวสามพันปีก่อนเลยทีเดียว โดยเมล็ดธัญพืชชนิดนี้จะมีรูปร่างลักษณะคล้ายกับเมล็ดงา แต่จะมีขนาดใหญ่กว่า เมื่อนำมารับประทานมักนิยมนำมาบดก่อน เพื่อให้ร่างกายเราสามารถดูดซึมสารอาหารได้ดีมากกว่าการรับประทานทั้งเมล็ดนั่นเอง เมล็ดแฟลกซ์  ลักษณะของเมล็ดแฟลกซ์ ประโยชน์ของเมล็ดแฟลกซ์มีอะไรบ้าง? – ช่วยบำรุงตับให้แข็งแรง เพียงรับประทานให้ได้ในปริมาณ 100 กรัมของทุกวัน ร่วมกับการหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์จะช่วยลดความเสี่ยงได้เป็นอย่างดี – ช่วยป้องกันและแก้อาการจากโรคซึมเศร้าได้ดี เนื่องจากมีสารที่มีความสำคัญในการปรับสมดุลของร่างกายอย่าง EPA และ DHA อยู่นั่นเอง – ช่วยป้องกันการมีบุตรยาก เนื่องจากมีสารที่ช่วยให้เลือดไหลเวียนได้ดี และช่วยให้สเปิร์มในผู้ชายแข็งแรง ทำให้สามารถมีลูกได้ง่ายนั่นเอง – ช่วยบำรุงเส้นผมและเล็บให้แข็งแรง ไม่เปราะบางหรือแตกหักง่าย เนื่องจากมีกรดโอเมก้า 3 – ดีต่อระบบขับถ่าย เนื่องจากมีกากใยอาหารหรือไฟเบอร์ทั้งชนิดละลายน้ำและไม่ละลายน้ำอยู่สูง ไม่เสี่ยงต่อโรคในลำไส้ หรือภาวะท้องผูก และโรคริดสีดวงทวาร – มีสารต้านอนุมูลอิสระอยู่สูง ช่วยให้ผิวพรรณดี และป้องกันโรคต่างๆ ทำให้ร่างกายแข็งแรงขึ้น – ช่วยป้องกันภาวะวัยทองในผู้หญิงที่หมดประจำเดือน โดยมีสารที่เรียกได้ว่าเป็นฮอร์โมนทดแทนในวัยหมดประจำเดือน ทำให้ไม่เกิดอารมณ์แปรปรวนง่าย – ช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลลงได้ เนื่องจากมีไฟเบอร์ชนิดละลายน้ำได้เข้าไปช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลได้ดี – ช่วยป้องกันโรคหัวใจและโรคความดันโลหิตสูงได้ดี เนื่องจากมีทั้งไขมันโอเมก้า 3 และกรดอัลฟาไลโปอิก – ช่วยป้องกันโรคมะเร็งร้ายต่างๆ ที่มักแอบย่องเข้ามาคร่าชีวิตเราได้ง่ายๆ เนื่องจากมีสารต้านอนุมูลอิสระอยู่สูงนั่นเอง เมล็ดแฟลกซ์  แปลงปลูกต้นแฟลกซ์ ซึ่งจะเห็นได้ว่าเมล็ดแฟลกซ์นั้นอุดมด้วยประโยชน์และคุณค่าที่ดีต่อร่างกายอย่างมากมายเลยทีเดียว แต่ทั้งนี้ควรรับประทานในปริมาณที่เหมาะสม ไม่มากจนเกินไป เพราะหากรับประทานมากเกินไปอาจก่อให้เกิดโทษแก่ร่างกายได้มากกว่าเกิดผลดี นอกจากนี้ ในผู้หญิงที่กำลังตั้งครรภ์หรือให้นมบุตรอยู่ รวมทั้งผู้ที่มีความดันโลหิตต่ำ ลำไส้อุดตัน หรือผู้ที่มีภาวะเลือดออกง่าย ควรงดหรือหลีกเลี่ยงการรับประทานเมล็ดธัญพืชชนิดนี้ เนื่องจากอาจก่อให้เกิดอันตรายได้นั่นเอง

อ่านเพิ่มเติม »

แจกสูตรเด็ดปลากระพงนึ่งมะนาว อร่อยแซ่บเวอร์ จานนี้ต้องลอง!

แจกสูตรปลากระพงนึ่งมะนาว อร่อยแซ่บเวอร์ จานนี้ต้องลอง!! ส่วนผสม 1. ปลากระพงขาวหนัก 7 ขีด 2. กระเทียมสับหยาบ 3 ช้อนโต๊ะ 3. พริกขี้หนูสับหยาบ 10-30 เม็ด (ถ้าใช้พริกขี้หนูสวนจะหอมและเผ็ดมากกว่า ปริมาณแล้วแต่ชอบ ถ้าใส่ 10 เม็ดสำหรับเผ็ดน้อย … 30 เผ็ดมาก) 4. รากผักชีสับหยาบๆ 3 ราก 5. ต้นหอมสับ 3 ช้อนโต๊ะ 6. น้ำมะนาว 3 – 4 ช้อนโต๊ะ 7. น้ำปลา 2 ช้อนโต๊ะ 8. น้ำตาลทราย 1 ช้อนชา วิธีทำ 1. นำปลากระพงมาขอดเกล็ด ควักเอาพุงปลาออก ล้างให้สะอาด แล้วบั้งขวางเนื้อปลาข้างละ 3 บั้งให้ถึงกระดูก แล้วสะเด็ดน้ำให้แห้ง 2. ก่อนนำปลาไปนึ่งให้ใช้น้ำส้มสายชูและเกลืออย่างละ 1 ช้อนชา ผสมกัน แล้วนำไปทาตัวปลาให้ทั่ว วางใส่จาน พักไว้ 3. นำน้ำสะอาดใส่ในซึ้ง ต้มให้น้ำเดือด จากนั้นให้นำปลากระพง (จากข้อ 2) ลงนึ่งในซึ้งเลยครับ แล้วปิดฝาหม้อ นึ่งไฟแรงประมาณ 10-15 นาที จนกระทั่งปลาสุก จากนั้นให้ยกปลาออกมา เทน้ำในจานปลาออกโดยใส่ถ้วยไว้ต่างหาก…อย่าทิ้ง 4. ระหว่างรอปลาสุก ให้ทำน้ำปรุงรสใส่ชามเตรียมไว้ โดยผสมกระเทียมสับ ต้นหอมสับ พริกขี้หนูสับ รากผักชีสับ น้ำปลา น้ำมะนาว น้ำตาลทราย คนให้เข้ากัน แล้วก็เติมน้ำจากตัวปลาลงไปผสมด้วย ชิมและเติมรสให้ถูกใจ 5. นำปลาที่นึ่งสุกแล้ว ราดด้วยน้ำปรุงรสที่เตรียมไว้ เสิร์ฟร้อนๆ ประดับด้วยมะนาวฝานเป็นแว่นๆ โรยหน้าด้วยใบสะระแหน่ และผักชีไทยสับตามชอบครับ (สำหรับเสิร์ฟรับประทาน 2 ที่) แนะนำเคล็ดลับการนึ่งปลา ปลานึ่งมะนาว ไม่ว่าจะใช้ปลาอะไรทำนั้น มีความจำเป็นที่จะต้องนึ่งปลาให้สุกเสียก่อน การที่จะนึ่งปลาไม่ให้คาวและเนื้อเละ ที่เป็นเหตุทำให้ทานปลาไม่อร่อย มีวิธีแก้ปัญหาดังนี้คือ ก่อนจะนำปลาไปนึ่งให้ใช้น้ำส้มสายชู และเกลืออย่างละ 1 ช้อนชา ผสมกัน ทาตัวปลาให้ทั่ว นำตะแกรงไปวางรองลังถึง จากนั้นให้นำปลาลงไปนึ่งในน้ำเดือดไฟแรง…จนปลาสุก ก็จะไม่มีกลิ่นคาวและเนื้อปลาก็จะไม่เละ อาจเพิ่มผักลงไปในเมนูปลากะพงนึ่งมะนาว โดยวางผักต่างๆรองตัวปลาแล้วนำไปนึ่ง ขอขอบคุณข้อมูลจาก แชร์สิ

อ่านเพิ่มเติม »

ไก่ต้มซีอิ๋ว สูตรฮ่องกง สำหรับทำกินทำขายทำกินที่บ้าน

ไก่ต้มซีอิ๋ว สูตรฮ่องกง สำหรับทำกินทำขายทำกินที่บ้าน เครื่องปรุง – ไก่ 1 ตัว – เห็ดหอมเล็ก 8 ดอก – ขิง 3 ฝาน – กระเทียมบุบ 2 กลีบ – ซีอิ๋วขาว 1/2 ถ้วย – ซีอิ๋วดำ 3 ช้อนโต๊ะ – น้ำตาลทรายแดง 3 ช้อนโต๊ะ – น้ำมันงา 1 ช้อนโต๊ะ – น้ำซุปไก่ หรือ น้ำต้มไก่ 500 ml – อบเชย (cinnamon) 3 แท่ง – โป๊ยกั๊ก (Chinese star anise) 2 ดอก – พริกไทยขาวหรือดำ บุบ 20 เม็ด วิธีปรุง ล้างไก่ด้วยน้ำเกลือ ให้สะอาด แล้วต้มในน้ำสะอาด 5 นาที ด้วยไฟอ่อน แค่ 5 นาทีเท่านั้นนะคะ ให้ผิวมันตึงๆ แล้วเอาไก่ออกพักไว้ค่ะ น้ำต้มไก่อย่าเพิ่งทิ้งนะคะ – ผสมส่วนผสมเครื่องปรุงรส น้ำซีอิ๋ว น้ำตาล เข้าด้วกัน – น้ำที่ต้มไก่อย่าทิ้งเหลือค้างหม้อไว้ 500 มิลลิลิตร (1/2 ลิตร) ส่วนที่เหลือเอาไปทำเป็นน้ำซุปได้ค่ะ – เทส่วนผสมน้ำซีอิ๋วลงไป ใส่ขิงฝาน เห็ดหอม กระเทียม พริกไทย อบเชย โป๊ยกั๊ก คนให้เข้ากัน – เอาน้องไก่คืนกลับลงหม้อ เอาน้ำซีอิ๋วราดๆ ให้ทั่ว (จริงๆ ต้องใส่น้ำซีอิ๋วให้ท่วม แต่สูตรนี้ ประหยัดซีอิ๋ว จะได้ไม่ต้องเปลืองกันไปทั้งขวด) – ต้มไม่ต้องปิดฝา ให้น้องไก่ว่ายน้ำไป 10 นาที ด้วยไฟอ่อน – กลับด้าน ตักน้ำซีอิ๋ว ราด ราด อีก ดำผุด ดำว่ายต่อไป อีก 10 นาที ด้วยไฟอ่อนเช่นกัน – จากการวัดอุณหภูมิดูแล้ว 77 องศา เซลเซียส แสดงว่าไก่ สุก นุ่ม กำลังดีแล้วค่ะ ถ้าใครไม่มีเครื่องวัดเนื้อไม่เป็นไร เช็คโดยเอามีดเสียบน้องไก่ไปหน่อย ไม่มีเลือดไหลริน ออกมาแสดงว่า ใช้ได้แล้วล่ะค่ะ จากนั้นก็จัดจานเสริฟค่ะ รับประทานกับน้ำชาร้อนๆ ให้เข้ากับบรรยากาศฮ่องกง ขอขอบคุณข้อมูลจาก แชร์สิ

อ่านเพิ่มเติม »

นักเรียนศึกษาสงเคราะห์ป่วยมาจากติดเชื้อ ท้องเสียจากไข่ต้ม (รายละเอียด)

ศูนย์ข่าวเชียงใหม่ – สาธารณสุขเชียงใหม่สรุปสาเหตุนักเรียนศึกษาสงเคราะห์ป่วยมาจากติดเชื้อ “ซัลโมเนลลา” จากไข่ต้มที่ได้รับบริจาค คาดไข่ปนเปื้อนเชื้อจากแผงไข่แถมต้มไว้นาน-ไข่ไม่สุก พอนักเรียนกินเลยป่วยระนาว สรุปยอดล่าสุดป่วยรวม 500 ยังอยู่ในโรงพยาบาลอีก 127 ยันให้ยาปฏิชีวนะรักษาไปอีก 48 ชั่วโมง คาดพ้นพรุ่งนี้สถานการณ์น่าจะคลี่คลาย นายแพทย์วัฒนา กาญจนกามล นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ แถลงข่าวสถานการณ์ล่าสุดกรณีนักเรียนโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ อ.แม่ริม จ.เชียงใหม่ ล้มป่วยเป็นจำนวนมากว่า ขณะนี้สามารถสรุปได้แล้วว่าสาเหตุของการเจ็บป่วยของนักเรียนจำนวนมากในครั้งนิ้เกิดจากการติดเชื้อซัลโมเนลลาชนิดรุนแรง ซึ่งน่าจะอยู่ในไข่ต้มที่มีผู้นำมาบริจาคให้ทางโรงเรียน และหน่วยงานอื่นๆ อีกรวม 9 หน่วยงาน นายแพทย์วัฒนากล่าวต่อไปว่า สาเหตุที่ไข่ต้มที่นักเรียนรับประทานมีเชื้อซัลโมเนลลาอยู่นั้น สันนิษฐานว่าน่าจะได้รับเชื้อมาจากแผงไข่ เพราะโดยปกติแผงไข่จะมีเชื้อโรคดังกล่าวปะปนอยู่แล้วประมาณร้อยละ 6 ขณะที่การสอบสวนผู้นำไข่ต้มมาบริจาค ทราบว่าหลังจากทำการต้มไข่แล้วได้นำไข่ที่ต้มแล้วเรียงไว้ในแผงไข่ จึงสันนิษฐานว่าไข่น่าจะมีเชื้อโรคปะปนในกระบวนการดังกล่าว เมื่อประกอบกับไข่ดังกล่าวถูกต้มไว้ตั้งแต่คืนวันที่ 6 ต่อเนื่องถึงเช้าวันที่ 7 ก.ค. ซึ่งคาดว่าจะมีไข่บางส่วนที่ต้มไม่สุก แต่นำมาบริจาคให้ทางโรงเรียนในวันที่ 8 ก.ค. ภายหลังนำไปทำพิธีแก้บนโดยไม่มีการเก็บในตู้เย็น ทำให้เชื้อโรคเติบโต และเมื่อนักเรียนในโรงเรียนรับประทานไข่ดังกล่าวจึงติดเชื้อและเกิดอาการเจ็บป่วยขึ้น สำหรับสถานการณ์ของผู้ป่วยจากกรณีดังกล่าว นายแพทย์วัฒนาเปิดเผยว่า จนถึงขณะนี้มีผู้ป่วยจากเหตุดังกล่าวรวมประมาณ 500 คน โดยผู้ป่วยจำนวน 367 คนได้รับการรักษาและแพทย์อนุญาตให้กลับไปพักฟื้นที่บ้านแล้ว ขณะที่นักเรียนอีก 127 คนยังคงรับการรักษาตัวอยู่ในโรงพยาบาลต่างๆ รวม 9 แห่งในจังหวัดเชียงใหม่ โดยมีผู้ป่วย 1 รายที่มีอาการหนัก โดยมีอาการช็อกและความดันต่ำ ทางโรงพยาบาลจึงได้จัดให้รักษาตัวในห้องผู้ป่วยหนัก ขณะที่เมื่อคืนที่ผ่านมามีผู้ป่วยจำนวน 26 คนที่แพทย์อนุญาตให้กลับมาพักฟื้นที่โรงเรียนได้ แต่ปรากฏว่าอาการกำเริบขึ้นอีกครั้งหนึ่ง และต้องส่งกลับเข้าโรงพยาบาลจำนวน 9 คน นายแพทย์วัฒนาระบุว่า ผู้ป่วยทั้งหมดที่เข้ารับการรักษาตัวในโรงพยาบาลจะมีการให้ยาปฏิชีวนะและเฝ้าดูอาการไปอีก 48 ชั่วโมง ส่วนที่โรงเรียนศึกษาสงเคราะห์แม้จะมีการปิดจุดดูแลผู้ป่วยลงแล้ว แต่จะยังมีทีมแพทย์และพยาบาลประจำการภายในโรงเรียนเพื่อเฝ้าดูอาการของนักเรียนที่เหลือ เนื่องจากน่าจะยังมีนักเรียนส่วนที่ได้รับเชื้อแต่ยังไม่แสดงอาการอยู่ รวมถึงคนที่ได้รับการรักษาแต่อาการกำเริบขึ้นอีกครั้ง อย่างไรก็ตาม หากพ้นวันนี้ไปแล้วเชื่อว่าสถานการณ์น่าจะคลี่คลายลงจากการที่เชื้อโรคจะพ้นระยะการแสดงอาการแล้ว แต่ในอนาคตยังคงต้องมีการติดตามดูอาการของนักเรียนภายในโรงเรียนต่อไป เนื่องจากเชื้อดังกล่าวสามารถมีชีวิตอยู่ในร่างกายมนุษย์และติดต่อกันได้ภายใน 3 เดือน ซึ่งตลอดระยะเวลาดังกล่าวจะต้องมีการเฝ้าระวังการแพร่ระบาดของเชื้ออย่างต่อเนื่อง ส่วนกรณีที่ไข่ซึ่งเป็นที่มาของการเจ็บป่วยในครั้งนี้ถูกบริจาคไปยังหน่วยงานต่างๆ หลายแห่ง ทำให้มีความกังวลว่าอาจมีการแพร่ระบาดของเชื้อในสถานที่อื่นๆ นั้น นายแพทย์วัฒนาชี้แจงว่า สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องได้เข้าตรวจสอบสถานที่ทั้งหมดที่ได้รับไข่มาแล้ว พบว่าบางแห่งมีการนำไข่ไปปรุงซ้ำ ขณะที่บางแห่งได้ตัดสินใจทิ้งเนื่องจากเห็นว่าสภาพไม่น่ารับประทาน อย่างไรก็ตาม พบว่ามีผู้ป่วยจากการรับประทานไข่อยู่บ้าง แต่เป็นไปในลักษณะของการไปรับประทานเอง ไม่ใช่มาจากการแจกจ่ายของหน่วยงาน และในขณะนี้ได้กำชับให้หน่วยงานทั้งหมดที่ได้รับไข่ดังกล่าวงดการแจกจ่ายและให้นำไปทิ้งทั้งหมดแล้ว ขณะเดียวกันก็ยังได้รับความร่วมมือจากผู้ที่นำไข่มาบริจาคจำนวน 6 คนที่ได้เข้ารับการตรวจหาเชื้อโรคแล้วเช่นกัน นอกจากนี้ ทางสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดชียงใหม่ได้ประสานไปยังนายอำเภอแม่ริมและนายกองค์การบริหารส่วนตำบลดอนแก้ว เพื่อหารือกันถึงการวางแผนปรับปรุงสภาพแวดล้อมภายในโรงเรียนศึกษาสงเคราะห์ เนื่องจากพบว่ามีหลายจุเดที่ไม่ถูกสุขลักษณะ รวมทั้งจะขยายไปดำเนินการในโรงเรียนที่มีนักเรียนพักอยู่ประจำและสถานสงเคราะห์แห่งอื่นๆ ด้วย ข้อมูลจาก : http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9550000084946

อ่านเพิ่มเติม »

อึ้งหนัก!! พบสารหนูก่อมะเร็งในซีเรียล (รายละเอียด)

รายงานผู้บริโภคของสหรัฐ เรียกร้องให้เอฟดีเอกำหนดปริมาณสารหนูในผลิตภัณฑ์ข้าว หลังพบระดับปริมาณสารหนูอนินทรีย์ปริมาณมากในผลิตภัณฑ์เหล่านี้ รวมทั้งผลิตภัณฑ์จากข้าวชื่อดังหลายยี่ห้อ รายงานผู้บริโภคของสหรัฐอเมริกาที่เผยแพร่เมื่อวันที่ 19 กันยายน ออกมาเรียกร้องให้สำนักงานอาหารและยา (เอฟดีเอ) ของสหรัฐ จำกัดปริมาณสารหนูในผลิตภัณฑ์จากข้าว หลังจากตรวจพบว่ามีระดับปริมาณสารหนูอนินทรีย์หรือที่รู้จักกันในชื่อของสารก่อมะเร็งอยู่ในผลิตภัณฑ์ที่ทำจากข้าวบางชนิด ในรายงานผู้บริโภคระบุว่า พบผลิตภัณฑ์ที่ทำจากข้าวมากกว่า 60 เปอร์เซ็นต์ของตัวอย่างที่นำมาตรวจสอบราว 200 ตัวอย่าง จากทั้งหมดกว่า 60 ยี่ห้อ พบว่ามีระดับสารหนูอนินทรีย์อยู่ในระดับสูง ซึ่งรวมทั้งผลิตภัณฑ์จากข้าวที่มีชื่อเสียงในท้องตลาด มีระดับของสารหนูอนินทรีย์ปนเปื้อนอยู่ ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ของเคลล็อกส์ ไรซ์ คริสปี้ส์ ไปจนถึง อาหารเด็ก เกอร์เบอร์ นอกจากนี้ ยังมีข้าวกล้องบางยี่ห้อ อย่างเช่นข้าวกล้องของบริษัท โฮม ฟู้ดส์ มาร์เก็ตส์ อิงค์และ วอลมาร์ต สโตร์ส อิงค์ รวมทั้งข้าวขาวและข้าวกล้อง ซีเรียลสำหรับทารก แคร็กเกอร์ พาสต้า และเครื่องดื่มที่ทำจากข้าว ซึ่งในผลิตภัณฑ์ข้าวตัวอย่างเหล่านี้มีสารหนูอนินทรีย์อยู่โดยเฉลี่ยราว 3.5-6.7 ไมโครกรัมต่อ 1 ลิตร รายงานยังเตือนให้เด็กและผู้ใหญ่จำกัดการบริโภคผลิตภัณฑ์จากข้าวเหล่านี้ต่อสัปดาห์ ตราบเท่าที่ยังไม่มีการกำหนดปริมาณของรัฐบาล อย่างเช่น ซีเรียลสำหรับทารกควรจะรับประทานเพียง 1 หน่วยบริโภคต่อวัน และไม่ควรให้เด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ดื่มน้ำนมข้าวเป็นประจำทุกวัน ขณะที่ผู้ใหญ่ไม่ควรรับประทานข้าวมากกว่า 2 หน่วยบริโภคต่อสัปดาห์ พร้อมกับเรียกร้องให้ เอฟดีเอแบนยาที่มีสารหนูปนเปื้อนและห้ามการใช้ยาฆ่าแมลงในการปลูกพืชและในผลิตภัณฑ์สัตว์ นางอูร์วาชิ แรนแกน ผู้อำนวยการฝ่ายความปลอดภัยและความยั่งยืน จากรายงานผู้บริโภค กล่าวว่า เป้าหมายของรายงานนี้ก็เพื่อต้องการแจ้งให้ผู้บริโภคได้รู้ถึงความสำคัญของการลดปริมาณสารหนู แต่ไม่ใช่เพื่อให้เกิดความแตกตื่น และสิ่งดีๆ ที่ยังพอมีในเรื่องนี้คือความเป็นไปได้ในการดูแลให้ดีขึ้นผ่านการทำเกษตรที่ดีและการผลิตที่ดี ทั้งนี้ กฎหมายของรัฐบาลกลางสหรัฐอเมริกากำหนดให้มีสารหนูอยู่ในเครื่องดื่มได้ไม่เกิน 10 ส่วนต่อ 1,000 ล้านส่วน และมีการตรวจสอบระดับของสารหนูในอาหารบางชนิด แต่ไม่มีการจำกัดปริมาณสารหนูในอาหารทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ด้านเอฟดีเอแถลงว่า กำลังเตรียมที่จะเก็บข้อมูลตัวอย่างอาหาร 1,200 ชนิดภายในสิ้นปีนี้ และจะจัดทำข้อแนะนำเกี่ยวกับการบริโภคสารหนูเพื่อแนะนำประชาชนต่อไป ด้านบริษัท เนสท์เล่ นิวทริชั่น ออกแถลงว่า ผลิตภัณฑ์อาหารเด็กเกอร์เบอร์ของบริษัท รวมทั้งซีเรียล ล้วนแล้วแต่ปลอดภัยสำหรับการบริโภค โดยข้าวที่นำมาใช้ทำผลิตภัณฑ์เหล่านี้เป็นข้าวจากรัฐแคลิฟอร์เนีย ที่ได้ชื่อว่ามีระดับสารหนูอยู่น้อยที่สุดในสหรัฐอเมริกา ทั้งนี้ สารหนูมีอยู่ทั่วไปในธรรมชาติ ทั้งในน้ำ อาหารและดิน โดยมีอยู่ 2 รูปแบบ คือ อินทรีย์ กับอนินทรีย์ โดยข้อมูลของเอฟดีเอระบุว่า สารหนูอินทรีย์จะผ่านเข้าสู่ร่างกายอย่างรวดเร็วและไม่ค่อยเป็นอันตราย แต่สารหนูอนินทรีย์จะถูกพบในยาฆ่าแมลงและสามารถเป็นอันตรายถึงแก่ชีวิตได้หากมีอยู่ในร่างกายในปริมาณมาก และยังเป็นต้นเหตุของโรคหลายโรคทั้งโรคมะเร็ง โรคผิวหนัง โรคปอดและกระเพาะปัสสาวะ รวมทั้งโรคหัวใจและโรคอื่นๆ (รอยเตอร์) ที่มา : ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

อ่านเพิ่มเติม »

อย.ยันตรวจเข้ม!บะหมี่ซองเนื้อหมา อย.ยันไม่มีการนำเข้า’บะหมี่เนื้อหมา (รายละเอียด)

อย.ยันตรวจเข้ม!บะหมี่ซองเนื้อหมา อย.ยันไม่มีการนำเข้า’บะหมี่เนื้อหมา มีข่าวจีนทำบะหมี่ซองเนื้อหมาออกขาย อย.ไทย ยันห้ามนำเข้าสั่งจนท.สกัดทุกทาง กรุงเทพฯ * อย.ยันไม่มีการนำเข้าบะหมี่เนื้อสุนัขจากประเทศจีน สั่งเจ้าหน้าที่ตรวจตราเข้มงวด หากพบมีการปลอมปน เจอโทษหนักทั้งจำทั้งปรับ ภญ.ศรีนวล กรกชกร รองเลขาธิการคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) กล่าวว่า กรณีมีการโพสต์ภาพและข้อความผ่านทางเว็บไซต์ ว่าประเทศจีนนำเนื้อสุนัขมาลอกหนังและบดเป็นผง เพื่อนำมาเป็นส่วนประกอบของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจำหน่ายให้แก่ผู้บริโภคในกรุงปักกิ่ง กวางตุ้ง ประเทศเกาหลีใต้ เป็นต้น โดยบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปดังกล่าวไม่มีฉลากภาษาไทย ซองมีลักษณะเป็นสีแดง มีตัวหนังสือภาษาเกาหลีและภาษาจีน ตัวหนังสือภาษาจีนดังกล่าว แปลได้ว่า บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปทำจากเนื้อสุนัข ภญ.ศรีนวลกล่าวว่า อย. โดยสำนักอาหาร และสำนักด่านอาหารและยา ได้ตรวจสอบเฝ้าระวังบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปในท้องตลาดและที่นำเข้าอย่างสม่ำเสมอ โดยตั้งแต่เดือนตุลาคม 2554-เมษายน 2555 อย.ได้เก็บตัวอย่างบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปนำเข้าจากประเทศจีน 21 ตัวอย่าง ขณะนี้ได้รับผลวิเคราะห์ 12 ตัวอย่าง ผลวิเคราะห์ไม่พบปัญหาคุณภาพของบะหมี่กึ่งสำเร็จรูป นอกจากนี้ อย.ได้ส่งเจ้าหน้าที่ตรวจสอบบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปนำเข้าจากต่างประเทศในหลายห้างดัง ไม่พบการนำเข้าหรือจำหน่ายผลิตภัณฑ์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูปที่มีเนื้อสุนัขผสมตามที่เป็นข่าว “หาก อย.ตรวจพบว่ามีการนำเนื้อสุนัขมาผสมในผลิตภัณฑ์บะหมี่กึ่งสำเร็จรูป ที่ฉลากระบุว่าเป็นผลิตภัณฑ์ที่ผสมเนื้อสัตว์ชนิดอื่นเช่น หมู ไก่ เป็นต้น จะมีความผิดตามพระราชบัญญัติอาหาร พ.ศ.2522 กรณีตรวจพบผู้ผลิต ผู้นำเข้า หรือผู้จำหน่ายอาหารที่มีฉลากเพื่อลวงหรือพยายามลวงให้ผู้ซื้อเข้าใจผิดในเรื่องคุณภาพ ปริมาณ และประโยชน์ หรือลักษณะพิเศษอย่างอื่นหรือในเรื่องสถานที่และประเทศที่ผลิตจัดเป็นอาหารปลอม มีโทษต้องระวางโทษจำคุกตั้งแต่ 6 เดือน-10 ปี และปรับตั้งแต่ 5,000-100,000 บาท กรณีแสดงฉลากอาหารไม่ถูกต้อง ไม่แสดงฉลากภาษาไทย มีโทษปรับไม่เกิน 30,000 บาท” รองเลขาธิการ อย.ระบุ ภญ.ศรีนวลกล่าวในตอนท้ายว่า อย.จะเฝ้าระวังการนำเข้าบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปจากประเทศจีน รวมทั้งประเทศอื่นๆพร้อมทั้งติดตามตรวจสอบผลิตภัณฑ์ที่วางจำหน่ายอยู่ในท้องตลาดอย่างต่อเนื่องเพื่อไม่ให้ผู้บริโภคได้รับผลิตภัณฑ์สุขภาพที่ไม่ปลอดภัยทั้งนี้ ผู้บริโภคสามารถแจ้งเบาะแสผลิตภัณฑ์สุขภาพผิดกฎหมายได้ที่ สายด่วน อย. 1556 หรือสำนักงานสาธารณสุขจังหวัด (สสจ.). อ้างอิงจาก : หนังสือพิมพ์ไทยโพสต์

อ่านเพิ่มเติม »

สุดช็อก!! สาว ป.โทกินหมูกระทะดับ (รายละเอียด)

ศูนย์ข่าวเชียงใหม่ – สสจ.เชียงใหม่ประสานหน่วยงานเกี่ยวข้องเร่งสร้างคุณภาพร้านอาหารรับฤดูท่องเที่ยว หลังเกิดเหตุสงสัยสาว ป.โทกินหมูกระทะดับ โดยผลตรวจเบื้องต้นเนื้อปลามีเชื้อโรคปนเปื้อนจริง ขณะที่หมู-เนื้อยังรอผลอยู่ แถมระยะที่ผ่านมามีตายแล้ว 2 ราย ด้าน ทน.เชียงใหม่ร่วมส่ง จนท.เข้มงวดร้านอาหารด้วย ดร.สุรสิงค์ วิศรุตรัตน์ รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่ เปิดเผยความคืบหน้ากรณีนักศึกษาสาวปริญญาโทเสียชีวิตเมื่อเดือนที่ผ่านมาด้วยอาการติดเชื้อในกระแสโลหิตจากเชื้อสเตปโตคอคคัส กรุ๊ปบี ว่า เชื้อดังกล่าวเป็นคนละตัวกับโรคหูดับ แต่ก็เป็นตระกูลเดียวกันที่จะเจริญหรือปะปนกับอาหารที่ดิบ เบื้องต้นผลตรวจตัวอย่างอาหารในร้านหมูกระทะที่ผู้ตายไปบริโภค ตามข้อสันนิษฐานพบเนื้อปลามีเชื้อโรคปนเปื้อน ส่วนหมู เนื้อ และอื่นๆ ผลตรวจยังไม่แล้วเสร็จ แต่เป็นข้อสันนิษฐานได้ว่าผู้ตายอาจได้รับเชื้อจากอาหารที่ไม่สุกจากร้านอาหารดังกล่าว แต่ก็มีปัจจัยอื่นเกี่ยวข้องด้วย ทั้งสุขภาพของผู้ตายเอง เพราะกลุ่มเพื่อนที่ไปด้วยไม่มีใครป่วย ทั้งนี้คาดว่าจะสรุปผลภาพรวมได้เร็วๆ นี้ ซึ่งนอกจากรายนี้ก็มีอีก 3 รายที่คล้ายกัน แต่ไม่ได้เป็นคนกลุ่มเดียวกัน “ระยะไม่กี่เดือนที่ผ่านมามีเหตุตายเช่นนี้ 2 รายแล้ว ก็ต้องช่วยกันระวังเรื่องการกินให้มากขึ้น” ดร.สุรสิงค์ย้ำว่า อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าร้านหมูกระทะจะบริโภคไม่ได้ แต่ขึ้นอยู่กับตัวของผู้บริโภคที่ต้องใส่ใจสุขอนามัยการกิน เพราะเชื้อเหล่านี้จะปนเปื้อนในอาหารดิบ และเพื่อไม่เกิดผลกระทบต่อภาพลักษณ์ ทางสำนักงานสาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่จะเร่งตรวจเข้มเรื่องคุณภาพของร้านอาหารเหล่านี้เพื่อรองรับฤดูกาลท่องเที่ยวด้วย รองนายแพทย์สาธารณสุขจังหวัดเชียงใหม่กล่าวอีกว่า เรื่องสุขนิสัยในการบริโภคเป็นเรื่องสำคัญ ความสะอาด กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือให้สะอาด กินอาหารที่สุกจะปลอดภัยกว่า เพราะบ้านเรามักจะไม่สนใจกัน ต่างจากประเทศอื่นที่เขาพัฒนาหรือเจริญมากแล้วจะมีความใส่ใจเรื่องนี้มาก ไม่ใช้อุปกรณ์กินข้าวปะปนกัน อันไหนคีบ อันไหนตักแยกไว้ชัดเจน ด้านนายทัศนัย บูรณุปกรณ์ นายกเทศมนตรีนครเชียงใหม่ เปิดเผยว่า ได้ให้เจ้าหน้าที่สำนักการสาธารณสุขทำการสำรวจและทำความเข้าใจกับร้านอาหารต่างๆ เพื่อที่จะควบคุมสุขอนามัยไม่ให้เกิดปัญหาเรื่องของอาหารไม่ปลอดภัย เพราะเชียงใหม่เป็นเมืองท่องเที่ยว หากเกิดปัญหาหรือมีเรื่องเหล่านี้ก็จะเกิดผลกระทบแน่นอน “เราเคยมีบทเรียนมาแล้วหลายครั้ง ต้องไม่เกิดขึ้นอีก ส่วนผู้ประกอบการเองก็ต้องมีสำนึกดูแลผู้บริโภคด้วย เชื่อว่าทุกคนคงตระหนักดีอยู่แล้ว จะมีเพียงไม่กี่รายที่อาจจะลืมดูแลเรื่องนี้ โดยเฉพาะช่วงที่คนหนาแน่น โดยจะมีการออกรณรงค์และประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจและความเชื่อมั่นในเรื่องนี้เต็มที่” ข้อมูลจาก : http://www.manager.co.th/Local/ViewNews.aspx?NewsID=9550000149886

อ่านเพิ่มเติม »
loading...
Website is Protected by WordPress Protection from eDarpan.com.